เบื่อไหมที่โดนจูงมือ? 10 เกม Open World สุดอิสระที่ปล่อยให้คุณงมวิธีเล่นเอง

แชร์เรื่องนี้:
เบื่อไหมที่โดนจูงมือ? 10 เกม Open World สุดอิสระที่ปล่อยให้คุณงมวิธีเล่นเอง

ดูเหมือนว่าทุกวันนี้พวกเกมแนว Open World จะยอมพึ่งพาให้ 'Quest Markers' คอยนำทางผู้เล่นในโลกที่นับวันจะยิ่งกว้างใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จริงอยู่ที่ไอ้จุดพวกนี้มันมีประโยชน์และบางทีก็จำเป็นมาก แต่มันก็ทำลายความรู้สึกอิน (Immersion) กับตัวเกมไปเยอะเลยเหมือนกัน เพราะอย่าลืมว่าในชีวิตจริงเราไม่มีจุดมาร์คเกอร์ลอยไปลอยมาคอยบอกทาง ซึ่งถ้าคุณอยากจะรู้สึกว่าได้เข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในโลกของเกมนั้นจริง ๆ การแค่เดินตามจุดกลม ๆ บนหน้าจอมันแทบไม่ได้ช่วยให้รู้สึกแบบนั้นเลย

และในบทความนี้เราจะมาแนะนำเกม Open World ไร้การสอน สุดอิสระ ซึ่งจะโยนไอ้การ 'จับมือทำ' ทิ้งไป ตั้งแต่จุดมาร์คเกอร์ไปจนถึงระบบสอนเล่น แล้วก็ปล่อยคุณทิ้งไว้กลางโลกกว้าง ๆ โดยแทบจะไม่มีอะไรติดตัวเลย (บางเกมคือให้มาแค่ชุดติดตัวจริง ๆ) แล้วให้อิสระคุณอย่างแท้จริง


The Legend Of Zelda: Tears Of The Kingdom (2023)

เกม Open World อิสระ ไร้การสอน

จะไปทางไหนก็ได้ จะทำอะไรก่อนหลังก็ได้ และจะใช้เวลาอยู่นานแค่ไหนก็ได้ตามใจคุณเลย

The Legend of Zelda: Tears of the Kingdom จะยอมให้เราละทิ้งบทฝึกสอนทันทีหลังจากจบโหมดสอนเล่นสั้น ๆ และจากจุดนั้นเป็นต้นไป คุณก็มีอิสระเต็มที่ที่จะไปสำรวจแผนที่ รับเควสต์ หรือไปลุยกิจกรรมย่อย ๆ ในลำดับไหนก็ได้ และจะใช้วิธีไหนจัดการก็ได้ตามใจสั่งเลย และนอกจากจะไม่มีจุดมาร์คเกอร์คอยนำทางแล้ว สิ่งของหรือสถานที่ส่วนใหญ่ในโลกกว้าง ๆ นี้ คุณต้องเป็นคนปักหมุดบนแผนที่ด้วยตัวเองด้วยนะ ถ้าเกิดว่าอยากจะจำตำแหน่งของพวกมันไว้

นอกจากนี้ความอิสระที่เกมมอบให้มันยิ่งทวีคูณขึ้นไปอีกด้วยระบบ Fuse ซึ่งมันเปิดโอกาสให้เราหยิบจับสิ่งของรอบตัวมาผสมกันเพื่อสร้างเป็นสิ่งก่อสร้าง อาวุธ ยานพาหนะ หรืออะไรก็ได้ตามใจนึกเลย ระดับการแสดงออกทางความคิดสร้างสรรค์ที่เกมมอบให้ผู้เล่นเนี่ย ต้องบอกว่ามันเหนือชั้นกว่าใครเพื่อนจริง ๆ ขนาดผ่านมาเกือบสามปีแล้วก็ยังหาเทียบยาก

ซึ่งใน Tears of the Kingdom แทบจะไม่มีการจับมือสอนเลย เพราะตัวเกมอยากให้คุณทำทุกอย่างในแบบของตัวเอง จริงอยู่ที่คุณอาจจะต้องลองผิดลองถูกบ้าง แต่ความสะใจตอนที่คุณคิดค้นวิธีแก้ปัญหาแบบล้ำ ๆ ไม่ซ้ำใครได้สำเร็จเนี่ย มันเป็นความรู้สึกที่สุดยอดแบบหาอะไรมาเทียบไม่ได้จริง ๆ

Nintendo eShop

Elden Ring (2022)

เกม Open World อิสระ ไร้การสอน

การเดินหลงทางนี่แหละ คือหัวใจสำคัญของเกม

ตอนที่ FromSoftware ประกาศว่าจะทำ Elden Ring เป็นเกมแนว Open World แฟน ๆ ก็ตื่นเต้นกันน่าดู แต่เชื่อเถอะว่าคงไม่มีใครจินตนาการออกหรอกว่าโลกของมันจะอลังการงานสร้างขนาดนี้ เนื้อหาที่กระจัดกระจายอยู่ในดินแดนมัชฌิมามันเยอะมากจนคุณสามารถเมิน 'เควสต์หลัก' แต่ก็ยังสนุกกับเกมนี้ได้เป็น 100 ชั่วโมงแบบสบาย ๆ เลย เพราะเอาจริงเควสต์หลักเนี่ยบังคับให้เราไปสำรวจพื้นที่แค่ประมาณครึ่งเดียวของทั้งเกมเอง แต่ที่เหลือคือคอนเทนต์เสริมที่คุณจะทำหรือไม่ทำก็ได้ทั้งนั้น

แต่ถ้าจะเรียกมันว่าแค่ 'คอนเทนต์เสริม' ก็ดูจะสบประมาทกันไปหน่อย เพราะตั้งแต่ดันเจี้ยนสุดคลาสสิก เควสต์ของ NPC บอสลับ ไปจนถึงแมพใหม่ทั้งแมพที่ซ่อนอยู่ ทุกอย่างใน Elden Ring มันน่าค้นหาไปหมด จนการที่เดินตามแค่ทางหลักเนี่ยถือว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดายสุด ๆ เลย

การออกไปสำรวจและค้นพบด้วยตัวเองนี่แหละที่ทำให้เกมนี้มันดูน่าประทับใจสุด ๆ มันมีอะไรให้เจอเยอะกว่าที่คุณจะจินตนาการออกในตอนแรกซะอีก และในเมื่อทุกอย่างมันถูกทำออกมาดีและน่าจดจำขนาดนี้ ก็แทบไม่มีเหตุผลเลยที่คุณจะรีบวิ่งเคลียร์แค่เนื้อเรื่องหลัก นอกจากว่าคุณจะเล่นรอบที่สองหรือรอบที่สามแล้วเท่านั้นแหละ

Steam
PlaysStation Store

Ancestors: The Humankind Odyssey (2020)

เกม Open World อิสระ ไร้การสอน

เพื่อพวกพ้อง... อะไรก็ยอม

เชื่อเถอะว่าไม่มีเกมไหนเหมือน Ancestors: The Humankind Odyssey อีกแล้ว เพราะแทนที่คุณจะได้เล่นเป็นคน หรือเผ่าพันธุ์แฟนตาซีเท่ ๆ เกมนี้กลับให้คุณสวมบทเป็น 'ฝูงลิง' ในยุคที่กำลังจะเริ่มวิวัฒนาการ คุณต้องคอยหาข้าวหาน้ำและที่พักพิงให้พวกพ้อง ในขณะที่ต้องคอยระวังพวกสัตว์นักล่าหรืออุปสรรคตามธรรมชาติที่อาจทำให้คุณตายได้ทุกเมื่อ

ถึงแม้คุณจะใช้ประสาทสัมผัสช่วยตรวจดูพวกนักล่า หรือใช้สติปัญญาช่วยหาอาหารได้บ้าง แต่ที่เหลือเนี่ย... คุณต้องลุยเองล้วน ๆ ต้องออกไปสำรวจสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ค้นพบสิ่งใหม่ ๆ แล้วก็หาวิธีใช้ประโยชน์จากมันให้ได้มากที่สุด และที่น่าสนใจคือระบบพัฒนาตัวละครของเกมนี้จะคล้ายกับเกม Outward ตรงที่มันขึ้นอยู่กับ 'สิ่งที่คุณทำ' แต่แทนที่จะเป็นการอัปเลเวลแบบทั่วไป การกระทำของคุณจะช่วยเร่งให้สายพันธุ์ของคุณวิวัฒนาการได้เร็วขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเครื่องมือ การหาวิธีปรุงยา หรือการพิชิตพื้นที่ใหม่ ๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะให้รางวัลคุณเป็นสาร 'โดพามีน' ที่ช่วยลดความกลัวและทำให้ตัวละครเก่งขึ้น

แถมสำหรับเกมนี้การนอนหลับยังช่วยให้คุณเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ อย่างเช่นการยืนสองขา ซึ่งทักษะพวกนี้จะถูกส่งต่อให้รุ่นลูกรุ่นหลานต่อไปด้วย ทั้งหมดนี้มันเกิดขึ้นแบบธรรมชาติสุด ๆ เพราะเกมจะไม่บอกเลยว่าต้องทำอะไรต่อ คุณต้องสำรวจอย่างระมัดระวัง หาทางรอดให้แคลนของคุณ และทำทุกวิถีทางเพื่อเรียนรู้และวิวัฒนาการ เพราะถ้าแคลนของคุณถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เมื่อไหร่ คุณต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่หมดเลยนะ

Steam
Epic Games
PlaysStation Store

Outer Wilds (2019)

เกม Open World อิสระ ไร้การสอน

ปล่อยให้ความอยากรู้อยากเห็น... เป็นตัวนำทางคุณ

เกมอย่าง Outer Wilds เนี่ย ไม่มีทางเวิร์กแน่นอนถ้ามีจุดมาร์คเกอร์คอยนำทางคุณไปทุกที่ เพราะหัวใจสำคัญของเกมนี้คือการสนับสนุนให้คุณออกไปสำรวจโดยที่ไม่ได้บังคับวิธีเล่น หรือบังคับทิศทางเลย และทันทีที่คุณได้ยานอวกาศมาครอง การที่เกมไม่บอกอะไรเลยว่าต้องทำอะไรต่อเนี่ยแหละที่ทำให้ 'ความอยากรู้อยากเห็น' ของตัวคุณเองกลายเป็นแรงขับเคลื่อนเดียวที่เหลืออยู่

แม้คนส่วนใหญ่ก็น่าจะพุ่งตรงไปที่ดาว Giant's Deep เป็นที่แรก เพราะมันเป็นดาวดวงใหญ่ที่เห็นชัดที่สุดบนท้องฟ้าตอนที่คุณตื่นขึ้นมา แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะบินตรงไปที่ Ash Twins, Brittle Hollow หรือแม้แต่สถานีอวกาศใกล้ดวงอาทิตย์ (Sun Station) ก่อนไม่ได้นะ เพราะ 'ระบบนำทาง' อย่างเดียวที่คุณมีก็คือ 'บันทึกในยาน' (Ship's Log) ซึ่งมันจะคอยเก็บรวบรวมข้อมูลสำคัญที่คุณเจอมาแล้ว และคอยบอกใบ้ว่าในที่นั้น ๆ ยังมีอะไรที่รอการค้นพบอยู่อีกหรือเปล่า นอกเหนือจากนั้น ทิศทางที่คุณจะไปหรือภารกิจที่คุณจะทำ มันขึ้นอยู่กับตัวคุณเองแบบ 100% เลย

Steam

Pathologic 2 (2019)

เกม Open World อิสระ ไร้การสอน

ถ้าคำตอบมันเห็นกันชัด ๆ ใคร ๆ ก็ทำได้ไปแล้ว

Pathologic 2 นี่แทบจะขั้วตรงข้ามกับ Outer Wilds เลย เพราะในเกมนี้การที่มันไม่บอกทางคุณเนี่ย ไม่ได้ทำมาเพื่อให้คุณเดินสำรวจโลกอย่างมีความสุข แต่มันทำมาเพื่อกดดันให้คุณต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ชวนให้รู้สึก 'รู้อย่างนี้ไม่น่าทำแบบนั้นเลย' ต่างหาก!

เป้าหมายของคุณคือการหาทางรักษาโรคระบาดปริศนาที่กำลังกลืนกินบ้านเกิดของคุณอยู่ ซึ่งไอ้โรคระบาดที่ว่าเนี่ยมันสามารถทำให้สั่งปิดตายพื้นที่ทั้งเขต หรือแม้แต่จะเข้าไปสิงในตัวละคร NPC ก็ได้ และถ้าคุณรักษาพวกเขาไม่ทัน พวกเขาก็ต้องตาย

แม้คุณจะพอรู้ว่าต้องทำอะไรต่อ แต่จะทำยังไงให้สำเร็จเนี่ย... คุณต้องไปงมเอาเอง ซึ่งมันยิ่งเพิ่มแรงกดดันมหาศาลให้กับสถานการณ์ที่เดิมทีก็วิกฤตอยู่แล้ว มันบีบให้คุณต้องเลือกว่าในแต่ละวันที่มีเวลาจำกัด คุณจะเอาไปทำอะไรบ้าง โดยที่ในใจก็รู้ดีว่าถ้าทำงานไม่ไวพอ ทุกอย่างมันจะยิ่งเลวร้ายลงเรื่อย ๆ

Steam
PlaysStation Store

Outward (2019)

เกม Open World อิสระ ไร้การสอน

ระบบการเอาตัวรอด ระบบ RPG และระบบออโต้เซฟที่รู้ทันเราไปหมดทุกอย่าง

ช่วงเริ่มเกมของ Outward คือประสบการณ์ที่มหัศจรรย์ คุณจะถูกเหวี่ยงลงไปในโลกกว้างพร้อมกับตัวละครที่สร้างขึ้นมา โดยที่แทบจะไม่มีข้อมูลอะไรเลยว่าโลกนี้มันทำงานยังไง หน้าที่ของคุณคือต้องไปงมหาทางเอาเอง ระบบการต่อสู้ของเกมนี้จะมีความเป็น Soulslike อยู่สูงมาก คือต้องเน้นกลิ้งหลบและคอยจำจังหวะการโจมตีของศัตรู แต่ที่แสบกว่านั้นคือมันมีระบบเอาตัวรอดผสมอยู่ด้วย

ตัวละครของคุณอาจจะหนาว หิว เพลีย หรือล้มป่วยได้ ซึ่งการเรียนรู้วิธีหลีกเลี่ยงอาการเหล่านี้ รวมถึงการรู้วิธีรักษามันเมื่อเกิดขึ้นแล้วเนี่ยแหละคือความสนุกครึ่งหนึ่งของเกมนี้ แถมเกมนี้ยังมีระบบ 'ออโต้เซฟตลอดเวลา' (Persistent Autosave) เพราะฉะนั้นการจะโหลดเซฟเก่าเพื่อหนีปัญหาตอนสถานการณ์เริ่มย่ำแย่เนี่ย ลืมไปได้เลย! 

ถึงแม้ว่าการเล่นคนเดียวจะให้ประสบการณ์ที่ดี แต่การได้ผ่านช่วงลองผิดลองถูกไปกับเพื่อนในโหมด Co-op ก็เป็นช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมมาก และมันช่วยลดความหัวร้อนลงได้เยอะเลยแหละ

Steam
PlaysStation Store

Subnautica (2018)

เกม Open World อิสระ ไร้การสอน

คุณจะดำดิ่งลงไปลึกแค่ไหน?

ในบรรดาเกมแนวเอาตัวรอดทั้งหลาย Subnautica มักจะหลุดเข้าไปในแดนของ 'เกมสยองขวัญ' ในแบบที่หาได้ยากจากเกมอื่นในแนวเดียวกัน คือการเอาตัวรอดทั่วไปมันก็น่ากลัวอยู่แล้ว แต่พวกสิ่งมีชีวิตที่กบดานอยู่ใต้ก้นบึ้งมหาสมุทรของดาว 4546B เนี่ย มันคือความหลอนขั้นพิเศษเลย และที่มันน่ากลัวเป็นสองเท่าก็เพราะว่า คุณมักจะถูกบีบให้ต้องว่ายน้ำเข้าไปในถิ่นของพวกมัน เพื่อตามหาทรัพยากรแค่ชิ้นเดียวที่คุณจำเป็นต้องใช้

นี่แหละคือความอัจฉริยะของ Subnautica ตามหลักการแล้วคุณไม่จำเป็นต้องดำลงไปลึกขนาดนั้นเพื่อจบเกมก็ได้นะ แต่ถ้าคุณอยากจะสร้างที่พักพิงล้ำ ๆ ยานดำน้ำเทพ ๆ หรือเครื่องมือดี ๆ ล่ะก็... คุณเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องลงไปที่นั่น วิธีการที่เกมล่อหลอกให้ผู้เล่นยอมโยน 'สัญชาตญาณการเอาตัวรอด' ทิ้งไปในเกมแนวเอาตัวรอดเนี่ย มันคือความฉลาดระดับอัจฉริยะเลย

Steam

Kenshi (2018)

เกม Open World อิสระ ไร้การสอน

ในเมื่อไม่มีคำสั่ง (เควสต์) ก็ย่อมไม่มีจุดนำทาง

เป้าหมายของ Kenshi คือการกำจัดสิ่งหนึ่งที่คอยบงการให้ผู้เล่นเดินไปตามทิศทางที่กำหนดในเกม RPG ทุกเกมทิ้งไป สิ่งนั้นก็คือ 'เควสต์หลัก' ในเกมนี้คุณจะถูกโยนลงไปในโลกกว้างและถูกบีบให้เอาตัวรอด แต่คุณจะรอดด้วยวิธีไหน และเพื่ออะไร มันขึ้นอยู่กับคุณ 100% เลย ระบบการเก่งขึ้นของเกมนี้จะคล้ายกับ Skyrim แต่เป็นเวอร์ชันที่โหดกว่ามาก คือยิ่งคุณทำอะไร ทักษะด้านนั้นก็จะเลเวลอัป ถ้าคุณขโมยบ่อย ๆ ทักษะการย่องเบาก็จะเพิ่มขึ้น หรือถ้าคุณสู้บ่อย ๆ ทักษะการต่อสู้ก็จะเก่งขึ้นตามไปด้วย

การกระทำของคุณไม่จำเป็นต้องมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่อะไรเลย แต่ถ้าคุณอยากจะตั้งเป้าหมายให้ตัวเองแล้วลงมือทำให้มันเป็นจริง เกมนี้ก็เปิดโอกาสให้ทำได้แทบจะไร้ขีดจำกัดเลย ความท้าทายที่แท้จริงของ Kenshi คือการคิดให้ออกว่าจะทำสิ่งนั้นให้สำเร็จได้ยังไง และจะรักษาชีวิตให้รอดนานพอที่จะทำมันให้จบได้ไหม ไม่ว่าจะเป็นการหาคนเข้าทีม สร้างฐานที่มั่น ออกไปสำรวจโลก หรือแค่อยากจะลองดูว่าจะทนอยู่ได้นานแค่ไหน ทุกอย่างมันวางอยู่ตรงหน้าคุณแล้วครับ คุณแค่ต้องตัดสินใจเองว่าอะไรที่ดูน่าสนุกสำหรับคุณ

Steam

Project Zomboid (2013)

เกม Open World อิสระ ไร้การสอน

สุดท้าย... คุณก็หนีความตายไม่พ้นหรอก

มีไม่กี่เกมหรอกที่ยอมรับความตายว่าเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้เหมือนอย่างที่ Project Zomboid ทำ แต่พอเกมมันยอมรับความจริงข้อนี้ปุ๊บ มันก็แทบไม่จำเป็นต้องมีระบบนำทางหรือจุดมาร์คเกอร์คอยชี้เป้าอีกต่อไป เพราะในโลกนี้มัน 'ไม่มีเส้นทางที่ถูกต้อง' ยังไงล่ะ ซอมบี้มีอยู่ทุกที่ ของก็หายาก แต่คุณก็ยังต้องการทั้งอาหาร อาวุธ น้ำมัน ยา และที่พัก เพราะฉะนั้น... ก็ลุยเลย! คุณจะเจอของที่ต้องการไหมมันไม่สำคัญหรอก เพราะไม่ว่าคุณจะเจออะไรในโลกนี้ สิ่งนั้นแหละจะเป็นตัวกำหนดทางเลือกถัดไปของคุณ

ถ้าคุณตายใน Project Zomboid คุณจะเสียของที่สะสมมาทั้งหมดไป แต่ร่างเดิมของคุณจะกลายเป็นซอมบี้พเนจรอยู่ในโลกนั้น ถ้าอยากได้ของคืน คุณก็ต้องออกตามล่า 'ตัวเองคนเก่า' แล้วชิงมันกลับมา นั่นแหละคือการนำทางที่ชัดเจนที่สุดเท่าที่คุณจะได้จากเกมนี้แล้ว

Steam

Shadow Of The Colossus (2005)

เกม Open World อิสระ ไร้การสอน

ให้แสงสว่างนำทางคุณ

ถึงแม้จะไม่มีจุดมาร์คเกอร์ใน Shadow of the Colossus แต่เกมก็ยังพอมีไกด์บอกทางให้เราบ้างนิดหน่อย Dormin ตัวตนลึกลับที่อยู่บนเพดานวิหาร ผู้ที่สัญญาว่าจะช่วย Wander ชุบชีวิตหญิงสาวหากเขาสังหารยักษ์โคลอสซีทั้ง 16 ตนได้ จะเป็นคนบอกว่าเราควรไปจัดการยักษ์ตัวไหนต่อ และบอกใบ้ที่อยู่ของพวกมันแบบคร่าว ๆ แค่ชูดาบขึ้นฟ้าให้สะท้อนกับแสงแดด มันก็จะเกิดเป็นลำแสงพุ่งไปยังทิศทางที่ยักษ์ตัวถัดไปซ่อนตัวอยู่ แต่คุณไม่จำเป็นต้องเดินตามคำแนะนำ จะควบม้าออกไปในทิศทางไหนก็ได้ตามใจอยากเลย

PlaysStation Store

แปลและเรียบเรียงจาก : gamerant.com


ติดตามข่าวเกมพีซี/คอนโซลอื่นๆ ได้ที่ Online Station

แชร์เรื่องนี้:
ravenz
About the Author

ravenz

เรื่องอะไรก็ไม่มายด์ แต่ถ้าเพื่อผู้ชาย (2D) น้องสู้ตายค่ะคุณพรี่!?

เรื่องที่คุณอาจสนใจ