ในตอนที่เขียนบทความ Hands-on ไปเมื่อราวๆ เดือนก่อน ผมเคยบอกไปแล้วว่าแรกเริ่มเดิมทีผมเองก็ไม่ได้มีความยินดียินร้ายอะไรให้กับการมาถึงของ Assassin's Creed Black Flag Resynced ตัวเกมภาครีเมคของ Assassin's Creed Black Flag ซึ่งเป็นหนึ่งในภาคที่ประสบความสำเร็จและมีภาพจำที่แข็งแกร่งที่สุดในแฟรนไชส์มากนัก แต่ก็พอจะเข้าใจได้ว่า Ubisoft เองอาจจะอยากได้งานที่ช่วยตั้งหลักหรือเซ็ตอะไรบางอย่างให้กับแฟรนไชส์ในยุคหลังจากนี้สักหน่อย จึงเป็นที่มาของการงม Black Flag ขึ้นจากก้นทะเลแคริบเบียนมาอัปเกรดตัดนั่นแต่งนู่นเติมนี่เข้าไปจนได้ Black Flag Resynced ที่ทำงานกับปัจจุบันมากขึ้นโดยที่ยังคงแก่นเดิมอันยอดเยี่ยมของมันไว้อย่างครบถ้วน
ย้อนกลับไปยังความรู้สึกตอนเล่นตัวพรีวิวครั้งก่อนซึ่งสุดท้ายลงเอยด้วยความสนใจนับรวมไปถึงความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก เนื่องจากห่างเหินกับมันไปอย่างยาวนานพอกลับมาพบพานอีกทีก็เหมือนได้เจอเพื่อนเก่าในรูปลักษณ์ใหม่ แต่เนื้อแท้ยังเป็นคนดีคนเดิมแทบไม่มีผิดเพี้ยน ตัวเขากลับมาพร้อมกับเรื่องเล่าที่อัปเดตและเพิ่มเติมจากเดิมขึ้นประมาณหนึ่ง อาจจะไม่เท่ากับที่หวังไว้แต่ก็มีปริมาณที่มากพอสมควร สำคัญที่สุดนี่เป็นผลงานที่ย้ำเตือนถึงช่วงเวลายุคทองของ Ubisoft ว่าครั้งหนึ่งพวกเขาเคยผลิตงานที่เหนือกาลเวลาเช่นนี้ออกมาได้เป็นจำนวนมาก แม้จะเก่าแก่ 10 กว่าปี แต่แก่นของเกมเพลย์มันไม่เคยตกยุตและเล่นสนุกได้เสมอโดยเฉพาะในพาร์ทของโจรสลัด และเมื่อเนื้อในเกมมันดีเป็นทุนเดิมอยู่แล้วจึงยากมากที่ผู้เล่นจะไม่เอนจอยกับมันแม้เคยผ่านมาแล้วอย่างน้อยก็รอบหนึ่ง ว่ากันตามตรงมันคืองานที่ทาง Ubisoft น่าจะมีแต่ได้กับได้ เพลย์เซฟทั้งเสียงวิจารณ์ เพลย์เซฟทั้งรายรับ และอาจจะนำคำชื่นชมหลังจากนี้กลับมาเป็นตัวตั้งต้นของแฟรนไชส์เพื่อทำให้งานในอนาคตเป็นที่น่าพอใจมากยิ่งขึ้น สุดท้ายยังอาจได้ทบทวนตัวเองด้วยว่าที่ผ่านมาพวกเขาผิดพลาดอย่างไร เพราะทั้งๆ ที่มีงานระดับขึ้นหิ้งแบบนี้เป็นรากฐานแต่กลับไม่สามารถต่อยอดเป็นงานที่ยอดเยี่ยมอื่นๆ ออกมาได้เลยในภายหลัง
เนื้อเรื่อง
Assassin's Creed Black Flag Resynced มีเซ็ตติ้งในช่วงทศวรรษที่ 17XX ช่วงยุคทองแห่งโจรสลัดในทะเลแคริบเบียน ที่ในโลกเบื้องหน้าพื้นที่ในแถบนี้เป็นการคะคานอำนาจกันของราชนาวีอังกฤษและสเปน และในโลกเบื้องหลังนั้นสงครามระหว่าง Assassin กับ Templar ยังคงดำเนินไปและเริ่มดุเดือดยิ่งขึ้นเพื่อตามหาสถานที่ที่ถูกเรียกว่า The Observatory ผู้เล่นจะได้รับบทเป็น Edward Kenway ไอ้หนุ่มล้มเหลวจากเวลส์ผู้ทิ้งเมียมาหาความร่ำรวยจากอีกซีกโลกโดยหวังว่าวันหนึ่งจะได้กลับบ้านไปพร้อมทองคำเป็นกอบเป็นกำ แต่กลับต้องจับพลัดจับผลูเรือแตกและตัวเขาเองได้สังหาร Duncam Walpole มือสังหารผู้ทรยศองค์กรไปโดยไม่รู้ตัว เขาจึงตัดสินใจสวมรอยเพราะคาดหวังในความมั่งคั่งที่รออยู่เบื้องหน้าโดยไม่รู้เลยว่าสิ่งที่เขาจะได้รับและพบเจอไปอีกนานหลายปีนั้นมีเพียงการสู้รบ ความสูญเสีย และความลับของโลกที่ไม่ควรได้รู้รออยู่ก็เท่านั้น

ว่ากันตรงๆ แล้วเนื้อเรื่องหลักมันเหมือนเดิมเป๊ะๆ พวกวิธีเล่าหรือคัตซีนต่างๆ ก็ใช้แกนของเดิมแล้วอัปเกรดรูปลักษณ์เอา แต่ของเดิมเหล่านั้นหากตัดเรื่องของความทรงจำในตอนที่ได้เล่นครั้งแรกแล้วมองด้วยสายตาของเหล่าผู้เล่นเฟิร์สเพลย์ในยุคนี้ ก็อาจจะเห็นถึงความคัตโดด ไม่ปะติดปะต่อ หรือการขยี้ไม่สุดในบางช่วงอยู่บ้าง เพราะในยุคนี้วงการเกมให้ความสำคัญกับเทคนิคการเล่าเรื่องเยอะขึ้นมาก เนื้อเรื่องที่ธรรมดาอาจถูกทำให้พิเศษขึ้นด้วยเทคนิคการเล่า หรือเนื้อเรื่องชั้นครูก็อาจกลายเป็นฉายแสงได้ไม่เต็มที่ด้วยวิธีการเล่าเช่นกัน
ฉันใดก็ฉันนั้น การเล่าเรื่องราวผ่านเควสต์หลักของ Assassin's Creed Black Flag Resynced หากมองจากมุมปัจจุบันผมรู้สึกว่ามันสามารถละเอียดหรือเติมฉากเชื่อมต่อเพื่อดึงอารมณ์ผู้เล่นได้มากกว่านี้ เช่นว่าหลายๆ ฉากที่ผมเผอิญเกิดพุทธิปัญญาขึ้นมาว่าแล้วเราจะมีลูกเรือเยอะแยะไปทำไมถ้าสุดท้ายต้องลุยมิชชั่นคนเดียวตลอด? จะเข้าท่ากว่าไหมหากมีการแสดงออกว่าลูกเรือมีการซัพพอร์ตกัปตันกว่านี้ ผมอาจบอกไม่ได้ว่าควรเป็นแบบไหน แต่ก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่ผมคาดหวังจะได้เห็นจากการปรับหรือเปลี่ยนพอสมควร ออกจะน่าเสียดายทึ่มันไม่เกิดขึ้น แต่ก็เป็นเรื่องเข้าใจได้เพราะรากของมันคือเกมเก่าที่มีภาพจำสมบูรณ์ในตัวเองอยู่แล้ว การแทรกอะไรเข้าไปอาจก่อเกิดผลลัพท์บางอย่างซึ่งมีโอกาสส่งทั้งผลดีและผลเสียต่อเกม ยื่งเมื่อลองพิจารณามันในผลงานเน้นเพลย์เซฟ มันก็อาจเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้วที่จะคงความออริจินัลไว้ และหากใครไม่ติดปัญหามากมายอะไรในความเดิมๆ ของมัน เรื่องนี้ก็คงไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด

แต่ในฐานะตำนานที่กลับมาใหม่จะไม่ถูกเติมอะไรเข้ามาใหม่เลยก็คงไม่ได้ แม้ในพาร์ทของเส้นเรื่องหลักจะไม่ถูกปั้นแต่งเพิ่มเติม แต่ตัวเกมก็ยังมีเนื้อหาใหม่ๆ เสริมเข้ามาพอสมควร ที่เห็นได้ชัดคือลูกเรือใหม่ 3 คน Padre, Lucy และ Smith แต่ละคนจะมีเควสต์ไลน์เป็นของตัวเอง บอกเล่าเรื่องราวและลักษณะนิสัยของแต่ละคน ซึ่งท้ายที่สุดเควสต์ไลน์ทั้ง 3 คนจะไปบรรจบที่เควสต์ยาวใหม่ล่าสุดอย่าง "A World Without Gold" ซึ่งถือเป็นเอนด์เกมคอนเทนต์เล่นได้ในช่วงท้ายๆ ของเกมนั่นเอง
ส่วนตัวแล้วค่อนข้างชอบเควสต์นี้เพราะอย่างหนึ่งคือมันดูออกว่าถูกทำใหม่ทั้งหมดเลย พวกวิธีกำกับคัตซีนจะหรือซีเควนส์ในเควสต์จะมีความต่างจากเควสต์หลักจนสังเกตได้ และอีกอย่างคือมันช่วยยืดระยะเวลาการได้มี Anne Bonny ยืนเคียงข้างบนเรือในฐานะมือขวาของ Edward เพราะหากใครเล่นภาคต้นฉบับมาแล้วก็จะรู้ว่ากว่า Anne จะได้ขึ้นเรือก็จะจบเกมแล้ว โดยในเควสต์ไลน์นี้นอกจากทั้ง 3 ตัวละครใหม่ที่ได้กล่าวไปจะมีบทบาทเป็นตัวละครกลุ่มหลักแล้ว ตัวของ Anne ก็ได้รับบทแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยไม่ต่างกันในฐานะตัวตบหัวเรียกสติของกลุุ่มเพราะอีก 3 คนมักจะเฮโลไปในทิศทางเดียวกันกับ Edward อยู่ตลอด ผู้เล่นจึงเหมือนได้เป็นประจักษ์พยานการผจญภัยกับกลุ่มลูกเรือเซ็ตสุดท้ายของ Edward อย่างจริงๆ จังๆ แม้ผมอาจจะอยากให้ยาวกว่านี้เพราะยังไม่เต็มอิ่มเท่าที่ควร แต่เควสต์ไลน์นี้ก็ช่วยมอบเลือดเนื้อและเรื่องราวที่มากขึ้นให้กับเหล่าลูกเรือใหม่ของเรารวมไปถึง Anne ได้เป็นอย่างดี
แต่ก็เพราะมันเป็นเหมือนกับท็อปปิ้งของไอติมตักใหม่ เป็นราวกับวิปครีมที่ถูกบีบเติมเข้าไปในภายหลัง คอนเทนต์ที่เสริมเข้ามามันไม่สามารถเบลนด์รวมไปกับเนื้อไอติมดั้งเดิมที่อยู่ในถังได้ มันเพิ่มรสชาติ มันเพิ่มเท็กซ์เจอร์ แต่มันก็ไม่มีทางเป็นเนื้อไอติมหลักได้อยู่ดี ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้แม่ว่าส่วนตัวแล้วจะแอบเสียดายว่าอยากให้ทีมงานเล่นเสี่ยงกว่านี้และยัดพวกเขาให้เป็นส่วนหนึ่งในเรื่องราวได้มากกว่าที่เป็นอยู่อีกสักหน่อย ผมเสียดายเคมีของ Lucy และ Edward ที่น่าจะเล่นอะไรได้มากกว่านี้ คือปั้นมาซะสวยอยากเห็นน้องออกเฟรมบ่อยๆ นั่นแหละ

อีกสิ่งหนึ่งที่ถูกทดแทนเข้ามาคือการหั่นเนื้อเรื่องยุคปัจจุบันออกและใส่เซ็ตเควสต์ที่เรียกว่า Dark Animus เข้ามาแทน เซ็ตเควสต์พวกนี้คือเควสต์ทำใหม่เช่นกันและที่สำคัญคือมันจะไม่ถูกระบุในแผนที่หรือ Quest Log ผู้เล่นต้องตามหากันเอาเอง ทั้ง 4 เควสต์จะไม่เกิดพร้อมกันและจะทยอยโผล่มาเมื่อคุณมีโปรเกรสชั่นกับเกมถึงจุดหนึ่ง นี่คือเควสต์ที่จะเล่าเรื่องราวแบบ What if มีเทคนิคและรูปแบบการเล่าน่าสนใจ และหากเดาไม่ผิดผมคิดว่ามันคงถูกใช้เป็นเควสต์เพื่อเปิดตัวระบบ Animus แบบจริงๆ จังๆ จากนี้เป็นต้นไป ทว่าก็เป็นอีกครั้งที่รู้สึกว่า 4 เควสต์มันสั้นไปสักหน่อย แต่ก็เป็นเซ็ตเควสต์ที่ดูตั้งใจทำตั้งใจเล่า และมีวิชวลที่ตื่นตาตื่นใจเอามากๆ
ดังนั้นแล้วในแง่ของเนื้อหานั้นอาจพูดได้ว่า Assassin's Creed Black Flag Resynced มีเนื้อหาที่เคารพต้นฉบับแทบทั้งหมด พร้อมกับเพิ่มเนื้อหาใหม่ๆ น่าสนใจเข้าไป แม้บางส่วนอาจจะรู้สึกว่ามันเป็นเหมือน Side Story ที่ดูไม่สลักสำคัญนัก และอาจจะสั้นไปสักหน่อยสำหรับบางคนเช่นผม แต่ที่สุดแล้วมันก็ทำให้การผจญภัยของ Edward และเรือ Jackdow ของเขาออกรสออกชาติขึ้นอีกพอสมควรเลยทีเดียว
กราฟิก เพอร์ฟอร์มานซ์ และเสียง
พูดถึง Anvil Engine ของ Ubisoft นี่แม้ว่าภาคก่อนหน้าอย่าง Shadow จะถูกวิพากย์วิจารย์เรื่อง Asset ที่ให้บรรยากาศความเป็นญี่ปุ่นน้อยไปสักหน่อย แต่หากเป็นภูมิประเทศและบรรยากาศแบบตะวันตกแล้วก็ดูจะพร้อมกว่ามาก เพราะการกลับมาของภูมิภาคแคริบเบียนรอบนี้ต้องบอกว่าสวยเอาตายจริงๆ คือถ้าดูแค่ในเมืองก็อาจจะงั้นๆ ไม่ได้โดดเด่นอะไรมาก แต่ลองได้ออกเรือตอนแดดดีๆ ลมฝนไม่มีปัญหา น้ำทะเลฟ้าครามใสนี้คือ Vibe อย่างได้ นั่งโง่ๆ มองทะเลกับขอบฟ้าได้เป็นนาที แต่เอาตรงๆ ถ้าไม่นับเรื่องวิวสวย ผมค่อนข้างประทับใจวิชวลตอนพายุเข้ามากกว่า คลื่นทะเลคลั่งที่น้ำม้วนไปมาคือน่ากลัวมากๆ และมันยังส่งผลต่อการบังคับเรืออย่างชัดเจน สำหรับผมแล้วซีนสุดคลั่งที่ได้อารมณ์ที่สุดระหว่างเล่น คือการซัดกับกองเรือสเปนที่มี Men O'War นำมาท่ามกลางพายุโหม โดยที่ต้องระวังทั้งคลื่นคลั่ง และเกลียวใต้ฝุ่นโฮมมิ่งที่ไล่หลังเรามาแบบกะว่าแกไม่รอดแน่ รวมไปถึงฟ้าผ่าเป็นเส้นอัดลงทะเลข้างๆ ลำเรือจนน้ำกระเซ็นขึ้นมาแบบเห็นๆ คือเป็นฉากที่มันส์จัดๆ
ตัวโมเดลเองก็ทำได้ละเอียดขึ้นมากตามยุคสมัยแต่ที่เด่นชัดขึ้นมาก็คงเป็นการแสดงสีหน้าสีตาที่ชัดเจนในแง่ของอารมณ์ ระบุได้ว่าตัวละครนี้กำลังรู้สึกแบบไหนอยู่ ส่วนนี้ถือว่าทำได้ดี แต่ที่ผมคิดว่าเกมควรทำได้ดีกว่านี้โมเดลของตัวละครที่แค่รู้สึกว่ามันดูน้อยชนิดไปหน่อย เวลาเดินในเมืองทุกๆ คนดูมีความสูงเท่าๆ กัน ท่าเดินก็ท่าเดียวกัน เวลาตัวละครหญิงมาเดินขาโก่งอยู่ข้างๆ ในหลายๆ เควสต์นี่ก็ชวนละเหี่ยใจอยู่ไม่น้อย



ในด้านเพอร์ฟอร์มานซ์ก็ค่อนข้างน่าประทับใจครับไม่ค่อยมีฉากมีเฟรมร่วงให้เห็น เล่นได้ลื่นๆ เครื่องผมเองเป็นสเป็ค PC กลางๆ ไม่ได้สูงมากมายอะไร ก็สามารถเอาอยู่แบบหมดห่วง ไม่แน่ใจว่าบนคอนโซลจะเป็นอย่างไร แต่ถ้ามองจากประวัติเกมของ Ubisoft ช่วงหลังๆ ต้องบอกว่าเรื่องหนึ่งที่ทำได้ดีสวนทางกับเรื่องอื่นคือเพอร์ฟอร์แมนซ์ของเกมที่เครื่องสเป็คไม่แรงก็เล่นเกมได้ลื่นๆ พร้อมกับให้งานภาพระดับชวนประทับใจได้ แต่กราฟิกของเกมแม้จะสวยหยดย้อยก็ยังพบข้อสังเกตอยู่บ้างครับ เช่นว่าผมเจอบั๊กประปรายพอสมควรไม่ว่าจะตัวเรือเรือโหลดไม่เสร็จ เรือบินม้วนขึ้นฟ้า เรือที่กำลังยิงกันอยู่หายไปต่อหน้าต่อตาดื้อๆ หรือตัวละคร NPC ทำทีแบ็กกลางอากาศเป็นต้น แม้ไม่บ่อย และไม่ส่งผลกับเกมเพลย์มากนักแต่ก็ถือว่ายังได้เห็น และคาดหวังถึงแพชต์ที่จะออกมาแก้ปัญหาให้เกมสมบูรณ์ขึ้นครับ
ส่วนเรื่องเสียงผมว่าของเดิมทำได้ดีอยู่แล้ว ภาคนี้มีการเติมเพลงใหม่เพิ่มเข้ามา พร้อมกับ Voiceline การพากย์ใหม่ๆ ตอบรับกับเนื้อหาที่มากขึ้น อีกเรื่องคือไม่แน่ใจว่าเขาได้มีการอัดเสียงเอฟเฟกต์ใหม่บางส่วนไหม อย่างเช่นการรบทางเรือที่รู้สึกว่าเสียงปืนใหญ่ เสียงเรือโดนยิงได้อารมณ์ขึ้นมาก โดยเฉพาะเสียงตอนเรือเราโดนยิงแต่กดป้องกันได้ทันแล้วมันเป็นเสียงเป๊งแป๊งแบบหนักๆ คือได้อารมณ์สุดๆ แค่กระทบหูก็ฮึกเหิมจนอยากลุกมากดซัลโวกระสุนกลับอย่างไว ในภาพรวมเรื่องเสียงคือยอดเยี่ยมไม่มีอะไรต้องติติงใดๆ ครับ
เกมเพลย์
Assassin's Creed Black Flag Resynced ยังคงรักษาคอร์เกมเพลย์ของตัวเองไว้อย่างแทบจะครบถ้วน ถ้าจะมีเปลี่ยนก็เล็กๆ น้อยๆ หรือมีบางสิ่งถูกเพิ่มเติมเข้ามาให้เป็นมิติที่มากขึ้น แน่นอนว่าภาคนี้ไม่ใช่ RPG ซึ่งมันก็ควรเป็นแบบนั้นเพราะภาคดั้งเดิมก็ไม่ใช่ เกมเพลย์ของมันคือการนำ AC แบบดั้งเดิมมาดัดนิดปรับหน่อย แต่ยังเข้าใจง่ายและเติมการรบทางเรือที่ก็เข้าใจง่ายไม่แพ้กันเข้าไป สิ่งนี้คือจุดที่ทำให้แฟนๆ หลงรักภาคต้นฉบับมาเนิ่นนาน การผสาน 2 แนวที่ลงตัวจนแม้ปัจจุบันภาคหลังๆ ก็ยังไม่มีภาคไหนก้าวข้ามได้
ในพาร์ทบนบก Assassin's Creed Black Flag Resynced มีความเป็น Assassin's Creed แบบดั้งเดิมเป็นสำคัญ คือผู้เล่นต้องวิ่งไต่หอ ทำภารกิจ พยายามลอบเร้นในช่วงแรกก่อนจะแตกในช่วงหลังและกลายเป็นเกมแอคชั่นไป ถ้าจะมีอะไรเปลี่ยนคือการปาร์กัวที่ทำได้ดีขึ้น (แต่ยังเป็นรอง Unity) คล่องขึ้นเล็กน้อยฟรีสไตล์เพิ่มได้อีกหน่อย ทว่าอิสระที่มากขึ้นก็มาพร้อมกับการควบคุมที่ต้องละเอียดอ่อนกว่าเดิม ผมเจอการกระโดดผิดทาง หรือเคลื่อนที่ไม่ได้เพราะติดออบเจ็กต์เล็กๆ อยู่บ่อยครั้ง ทำให้รู้สึกว่าจริงๆ เกมก็ยังปาร์กัวไม่ได้ลื่นขนาดนั้นฟีลลิ่งก็ไม่ค่อยต่างจากงานเมื่อเร็วๆ นี้เท่าไหร่
อีกจุดที่มีการเปลี่ยนคือระบบต่อสู้ที่ท้าทายขึ้นซึ่งนั่นไปเพิ่มน้ำหนักให้การการพยายามลอบเร้นขึ้นเป็นเงาตามตัว เพราะศัตรูภาคนี้ถูกปรับปรุงใหม่ให้เก่งฉกาจและมีหลายระดับมากขึ้น ช่วงต้นคุณอาจจะเจอกับศัตรูที่สแปมปุ่มยังไงก็ชนะ ถัดมาจะเจอกับพวกที่ต้องเตะตัดขา สักพักจะเจอพวกสุดพริ้วที่ฟันยังไงก็ไม่โดน และท้ายๆ จะเจอพวกเรดโค้ทไรเฟิลยาวยิงทีหายไปครึ่งหลอด กับพี่ทหารช็อตกันโดนยิงทีมีไส้แตก ซึ่งในแทบทุกครั้งคุณจะไม่ค่อยได้ดวลเดี่ยวกับพวกนี้หรอกดังนั้นเวลาโดนรุมสกรัมความยากของเกมจึงเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว






ทางแก้แรกคือแพรี่ช่วยชีวิต แม้เกมอาจจะไม่มีเคาเตอร์กู้โลกแล้ว ไม่มีการหยิบอาวุธศัตรูที่ตกพื้นมาใช้ด้วย แต่ระบบแพรี่ก็สำคัญมาก เพราะหากทำได้จะเป็นโอกาสให้ตัวละครใช้ Hidden Blade สวนทีเดียวแล้วตายเลยก็มี แต่ถึงอย่างนั้นผมว่าจังหวะแพรี่มันแปลกๆ จะว่าง่ายก็ง่ายจะว่ายากก็ยาก บางครั้งคุณจับจุดได้ว่ามันไม่ต้องเป๊ะขนาดนั้น แต่เวลาต่อมาคุณกลับพบว่าเวลาเหลื่อมนิดเดียวก็กดไม่ติดแล้ว นอกจากนี้ผมยังมีปัญหาเวลาโดนรุมเพราะศัตรูที่ไม่ถูกโฟกัสชอบฟันมาจากนอกเฟรมทำให้เรากะจังหวะไม่ทัน หรือเวลาเราโจมตีแล้วศัตรูกำลังใช้ท่า เราไม่สามารถขัดแอนิเมชั่นมันได้ และกลายเป็นเราเองที่โดนจ้วงแทนทั้งๆ ที่หลายครั้งก็ออกดาบก่อนด้วยซ้ำ แม้อาจจะเล็กน้อยแต่ก็เป็นเรื่องที่แอบรู้สึกไม่แฟร์นัก แต่หากทางแรกมันไม่การันตีผล ผมก็อยากแนะนำทางที่ 2 คือหาลูกปืนมาเยอะๆ เพราะเกมนี้ปืนชนะทุกสิ่งถ้าคุณมีลูกมากพอและรีโหลดทัน คุณจะพบว่าเกมมีอินเดียน่าโจนส์โมเมนต์มากมาย แบบศัตรูรำดาบเข้ามาแต่เรายิงสวนโป้งเดียวมันลงไปนอน เป็นต้น ซึ่งในเกมนี้เราสามารถยิงได้ทั้งแบบชักขึ้นมาเล็ง หรือ Quick Draw ที่สามารถยิงสูงสุดได้ 4 ครั้งติดกันพร้อมแอนิเมชั่นท่ายิงสุดเท่ห์สุดเบียว ปืนยังเป็นทางออกเวลาสู้บอสที่การ์ดหนาๆ อีกด้วย ดังนั้นถ้าอยากสบายก็หาปืนดีๆ มาใช้ซะครับ
ในส่วนของเกมเพลย์การรบทางเรือก็มีคอนเทนต์เพิ่มเข้ามาอย่างพวก Secondary Fire หรืออบิลิตี้จากเหล่าลูกเรือใหม่ ที่ช่วยเพิ่มทางเลือกในการจมเรือคู่ต่อสู้และเล่นได้สนุกขึ้น ทว่าก็เช่นเคยครับเกมเพลย์หลักๆ ของมันยังแทบเหมือนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนมากนัก แต่เดิมๆ ก็ใช่ว่าจะไม่สนุก นี่คือระบบที่พิสูจน์ความเหนือกาลเวลาของเกมได้อย่างดี แม้จะมาเล่นในเวลานี้ก็ไม่ได้รู้สึกว่าเกมตกยุค อย่างที่บอกครับพอเล่นไปๆ ก็ได้แต่สงสัยว่าเมื่อ 10 กว่าปีก่อนพวกเขาก็มีของดีขนาดนี้อยู่กับตัวแล้ว แต่ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมไม่สามารถนำมันไปต่อยอดแบบดีๆ ได้กันนะ
อย่างไรก็ตามแม้จะเติมของใหม่เข้ามาผมก็ยังรู้สึกว่าด้วยความยาวราวๆ 40-60 ชั่วโมงของเกม คอนเทนต์การสู้รบด้วยเรือหรือตัวเลือกในการอัปเกรดเรือมันควรมากกว่านี้หน่อย เพราะแค่ 15 ชั่วโมงแรกหากเป็นผู้เล่นสายเตร็ดเตร่หน่อยๆ ก็อัปเกรดเรือได้เกินครึ่งทางแล้ว ทำให้ช่วงท้ายๆ ของเกม เกมเพลย์ทางเรือจะขาดความท้าทายหรือแรงจูงใจในการเข้าถล่มเรือฝั่งตรงข้ามอยู่พอสมควร (ไม่นับเรือตำนาน 4 ฟากทะเลที่ทำมายากเย็นเดรัจฉานมากๆ และต้องอาศัยสกิลเพลย์ขั้นสูงเข้าเล่น) หากสามารถมีคอนเทนต์ที่ครอบคลุมหรือเหมาะสมกับความยาวของเกมได้กว่านี้ก็จะดีมากครับ
ก็ต้องยอมรับว่าผมจำไม่ค่อยได้ว่าตัวเกมต้นฉบับนั้นสนุกขนาดไหนเมื่อเทียบกับของใหม่ แต่หากจะเอาความรู้สึกปัจจุบัน ผมรู้สึกเหมือนเป็นความ Nostalgia ที่กลืนทุกสิ่งอย่างเข้าไปจนพูดไม่ถูกหรือสังเกตสังกาว่ามีฟีเจอร์ใหม่ๆ ตัวไหนบ้างมากกว่า ทว่าหากถามว่าเอนจอยกับมันไหม เอนจอยแน่นอนครับ ด้วยระบบดั้งเดิมที่แข็งเป้กอยู่แล้ว ถ้าไม่ทำอะไรผิดผีจริงๆ ก็คงมีโอกาสออกมาแย่น้อยมาก การต่อสู้ทางเรือยังสนุกเหมือนเดิม และระบบคอมแบทหลักที่ปรับปรุงมาใหม่ก็เล่นได้ลื่นไหลดี แม้จะมีติดขัดน่ารำคาญบ้างบางจุด แต่ภาพรวมยังคงเป็นบวกตัวเขียวปั้ดครับ

สรุป
ด้วยความเป็นเกมเก่าทำใหม่ของมัน Assassin's Creed Black Flag Resynced อาจจะไม่ใช่เกมที่สามารถมอบอะไรใหม่ๆ ให้กับแฟนๆ หรือแฟรนไชส์ได้มากนัก แต่การมีอยู่ของมันก็เป็นเหมือนสเตทเมนต์บางอย่างของ Ubisoft ในยุคสมัยที่เต็มไปด้วยความผันผวน พวกเขาอาจใช้มันในการพยายามสร้างความมั่นคงให้กับแฟรนไชส์ที่เมาหมัดอยู่นานสองนาน อาจใช้มันเพื่อระดมทุนในการสร้างภาคใหม่ที่ก็ยังคงไม่มีทิศทางหรือเป็นรูปเป็นร่าง แม้กระทั่งการใช้มันในการเรียกเสียงตอบรับเชิงบวกจากผู้เล่นหรือแฟนๆ ที่อาจร้างลากันไป แต่ไม่ว่าจะในทางไหน Assassin's Creed Black Flag Resynced ก็ยังเป็นเกมที่ยอดเยี่ยมเล่นได้สนุกสนาน เข้าใจง่าย เข้าถีงได้ไม่ยาก เป็นอีกหนึ่งพิมพ์เขียวชั้นเยี่ยมของเกมโจรสลัด ในฐานะผู้เล่นดั้งเดิม เกมนี้พาเรากลับไปสำรวจความหลงไหลที่เราเคยมีต่อแฟรนไชส์นี้อีกครั้งกับภาคที่ถูกกล่าวขวัญว่าประสบความสำเร็จที่สุด แต่หากคุณเป็นผู้เล่นหน้าไหม่ แม้อาจไม่ได้สนใจในความเป็น Assassin's Creed แต่พาร์ทโจรสลัดของมันก็ยังอมตะนิรันดิ์กาลยากจะหาใครมาเสมอเหมือน และควรค่าต่อการได้ลองสักครั้งจริงๆ
Assassin's Creed Black Flag Resynced มีกำหนดวางจำหน่าย 9 กรกฏาคมนี้
VERDICT
8
ติดตามข่าวเกมพีซี/คอนโซลอื่นๆ ได้ที่ Online Station