เมื่อพูดถึงความสยองแน่นอนว่าหลาย ๆ คนคงนึกถึง "ผี" แต่รู้หรือไม่ว่าในแง่ของความสยดสยองนั้นยังมีอะไรที่มากกว่านั้น และเหนือจินตนาการของมนุษย์เราอยู่ นั่นก็คือ "ความสยองระดับจักรวาล Cosmic Horror" ที่มีเสน่ห์บางอย่างที่พิเศษสุด ๆ เพราะมันมักจะเล่นกับสิ่งที่อยู่เหนือขีดจำกัดจินตนาการของมนุษย์ เช่น พวกสัตว์ประหลาดหรือประเด็นต่าง ๆ ที่พบได้ในงานเขียนของ H.P. Lovecraft ที่ล้วนถูกอธิบายว่าเป็นสิ่งที่จิตใจของมนุษย์ยากจะหยั่งถึง แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้หยุดยั้งความพยายามของเหล่าผู้พัฒนาเกมที่จะสร้างมันขึ้นมา
ดังนั้นบทความนี้จะพาไปดูรายชื่อ เกมสยองขวัญเหนือธรรมชาติ Cosmic Horror ที่สามารถถ่ายทอดความสยองขวัญสไตล์ Lovecraftian ออกมาได้ไร้ที่ติ รวมทั้วสัมผัสถึงความกลัวที่หยั่งรากลึกเข้าไปในจิตใจ ให้เพื่อน ๆ ไปหามาลองเล่นกัน
Dredge (2023)

เผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตประหลาดแห่งท้องทะเล
ไม่มีอะไรจะฮีลใจได้ดีไปกว่าการนั่งตกปลาในวิดีโอเกมอีกแล้ว การได้ดื่มด่ำกับงานอดิเรกที่แสนสงบจากในบ้านตัวเอง คือรางวัลที่หาได้ยากในการช่วยคลายเครียดหลังจากเหนื่อยมาทั้งวัน... เว้นเสียแต่ว่าเกมที่กำลังเล่นอยู่คือ Dredge
เกมนี้หยิบเอาเกมเพลย์ตกปลาที่แสนจะผ่อนคลาย มาวางไว้ในบริบทของความสยองขวัญ Cosmic Horror โดยชาวประมงของเราจะได้เจออะไรที่มากกว่าแค่ปลาแซลมอนในระหว่างการผจญภัย เพราะเมื่ออาทิตย์ลับขอบฟ้าและยามค่ำคืนมาเยือน พวกเขาจะพบว่าตัวเองต้องเผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งถอดแบบความหลอนมาจากสไตล์ Lovecraft โดยตรง และด้วยความสยองขวัญที่เป็นหัวใจหลักของเกม บวกกับระบบสำรวจแผนที่ การแลกเปลี่ยนไอเทม และการอัปเกรดเรือ ทำให้เกมอินดี้สยองขวัญเกมนี้มีอะไรให้ทำมากกว่าแค่การนั่งรอให้ผีหลอก


ซื้อ Dredge ได้ที่
World of Horror (2023)

พิธีกรรมศาสตร์มืดและเหล่าทวยเทพโบราณ
ถ้าจะถามหาความแปลกใหม่ที่น่าหลงใหลที่สุดในวงการ ต้องยกให้ World of Horror เลย เพราะนี่คือเกมที่ได้รับแรงบันดาลใจเต็ม ๆ จากปรมาจารย์ความสยองอย่าง Junji Ito และ H.P. Lovecraft
ตัวเกมมาในสไตล์ Roguelike ที่พร้อมจะพาคุณไปดิ่งลึกในโลกแห่งฝันร้ายที่ทั้งแปลกประหลาดและน่าสยดสยอง ผ่านงานภาพสไตล์พิกเซลขาวดำที่ดูแล้วขลังแบบบอกไม่ถูก โดยตัวเกมจะผสมผสานทั้งการแก้ปริศนา, การต่อสู้แบบสลับเทิร์น (Turn-based) และการออกสำรวจเข้าไปอย่างลงตัว
ความเด็ดของ World of Horror คือการหยิบเอาตำนานพื้นบ้านของญี่ปุ่นอย่าง "สาวปากฉีก" มาเขย่ารวมกับองค์ประกอบของ Cosmic Horror ได้อย่างน่าทึ่ง ไม่ว่าจะเป็นพิธีกรรมศาสตร์มืดเพื่ออัญเชิญเหล่าเทพโบราณ, สิ่งมีชีวิตรูปร่างบิดเบี้ยวที่ดูยังไงก็มาจากโลกอื่นชัด ๆ และบรรยากาศการล่มสลายของมนุษยชาติ
ส่วนผสมทั้งหมดนี้ถูกปรุงออกมาเป็นเมนูสยองขวัญสไตล์ Lovecraftian ที่คุณจะลืมไม่ลง จนต้องกลับมาเล่นซ้ำแล้วซ้ำอีก และด้วยความที่การเล่นแต่ละรอบจะไม่มีทางซ้ำกันเลย ทำให้เกมนี้มีความสนุกที่สดใหม่และเล่นได้เรื่อย ๆ แบบไม่มีวันจบ!


ซื้อ World of Horror ได้ที่
The Sinking City (2019)

เกมสยองขวัญที่ชโลมไปด้วยความน่าสะพรึงกลัวสไตล์ Lovecraft
Charles Reed อดีตทหารผ่านศึกที่ผันตัวมาเป็นนักสืบเอกชน ได้รับมอบหมายให้ตามหาต้นตอของฝันร้ายที่เริ่มตามหลอนศาสตราจารย์คนหนึ่งในเมือง Oakmont ซึ่งเขาก็ได้พบกับคนอื่น ๆ ที่เห็นภาพนิมิตสยองขวัญแบบเดียวกันนี้ด้วย และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาต้องก้าวเข้าสู่เมือง The Sinking City ที่ซึ่งความสยองของจริงรอคอยอยู่
The Sinking City คือเกมที่มีความเป็น Lovecraftian แบบเข้าเส้นที่สุดเท่าที่เกมหนึ่งจะเป็นได้ ตัวเกมนำเสนอเมืองสไตล์วิกตอเรียนที่เต็มไปด้วยผู้ฝักใฝ่ในศาสตร์มืด และถูกถาโถมด้วยโรคระบาดที่คอยปลูกฝังความบ้าคลั่งและความคุ้มคลั่งให้กับผู้คน ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือผลกระทบหลักที่มักจะเกิดขึ้นเมื่อใครก็ตามริอาจไปยุ่งเกี่ยวกับศาสตร์มืดหรือสิ่งชั่วร้ายจากต่างโลก
ด้วยการหยิบยกเอาสัตว์ประหลาดจากต่างมิติ (Eldritch monsters) และเมืองในตำนานอย่าง Innsmouth มาใช้ ทำให้เกมนี้กลายเป็นผลงานขึ้นหิ้งที่แฟน Cosmic Horror ต้องมี และถือเป็นหนึ่งในการหยิบผลงานของ Lovecraft มาดัดแปลงได้ใกล้เคียงกับต้นฉบับที่สุด แม้ว่าตัวเกมจะยังทำออกมาได้ไม่สมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ในตอนท้าย แต่ก็นับว่าเป็นความพยายามที่น่าชื่นชมมากในฐานะเกมแนวนี้ และแน่นอนว่าตัวเกมภาคต่อที่กำลังจะมาถึงน่าจะทำออกมาได้ดียิ่งกว่าเดิม


ซื้อ The Sinking City ได้ที่
Moons of Madness (2019)

ความสยองขวัญเหนือธรรมชาติทะยานออกไปสู่ห้วงอวกาศ
ถ้าเบื่อแล้วกับเกมสยองขวัญที่วนเวียนอยู่แค่ในบ้านร้างหรือวิหารเก่า ๆ บนโลก บอกเลยว่า Moons of Madness คือตัวเปลี่ยนเกม! ในขณะที่เกมแนว Cosmic Horror ส่วนใหญ่ชอบพาวนอยู่กับพวกลัทธิคลั่งในเมืองโบราณ แต่เกมนี้ขอกระโดดข้ามโลก พุ่งทะยานไปสร้างฝันร้ายกันบนอวกาศแทน
ลองจินตนาการถึงความเวิ้งว้างและความเงียบงัดของอวกาศดูสิ มันคือพื้นที่ที่เหมาะกับความสยองขวัญที่สุดแล้ว ซึ่งเกมนี้ก็ใช้ประโยชน์จากความอ้างว้างนั้นได้แบบเต็มสูบ เรื่องราวเริ่มขึ้นบนดาวอังคารหลังจากมีการตรวจพบสัญญาณลึกลับจากสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญา ทำให้เราต้องออกสำรวจดวงดาวสีแดงดวงนี้โดยไม่รู้เลยว่ามี "ตัวอะไร" แอบซ่อนอยู่ในเงามืดด้วยหรือเปล่า... รู้ตัวอีกทีสติก็เริ่มหลุดรุ่ยซะแล้ว! เตรียมพบกับสัตว์ประหลาดสุดสยองและภาพหลอนที่สมจริงจนแยกไม่ออก บอกเลยว่างานนี้ความกล้าที่มีเท่าไหร่ก็อาจจะไม่พอ


ซื้อ Moons of Madness ได้ที่
Call of Cthulhu (2018)

เกมสยองขวัญที่คู่ควรกับชื่อของ Cthulhu อย่างแท้จริง
นี่คือเกม Call of Cthulhu อย่างเป็นทางการที่ถอดแบบมาจากบอร์ดเกม TTRPG ชื่อดัง และบอกเลยว่ามันมีความเป็น Lovecraftian แบบเข้าเส้นสุดๆ เรื่องราวจะพาเราไปติดตามชีวิตของ Edward Pierce นักสืบหนุ่มที่ต้องพึ่งพายานอนหลับและเหล้าเพื่อหลบหนีจากฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนอยู่ทุกคืน จนกระทั่งเขาได้รับการติดต่อให้ไปสืบคดีการตายปริศนาที่เกาะ Darkwater โดยมีเพียง "รูปภาพ" ใบเดียวทิ้งไว้เป็นเบาะแส
แต่พอไปถึงเกาะ Darkwater ทุกอย่างกลับกลายเป็นความสยอง เมื่อเขาต้องเข้าไปพัวพันกับลัทธิคลั่งที่บูชาเทพเจ้าจากต่างโลกอย่าง Cthulhu เป้าหมายของพวกมันคือการอัญเชิญท่านออกมาสู่โลกนี้ และขอบอกเลยว่า "ทุกการตัดสินใจของคุณ" จะส่งผลต่อฉากจบที่จะได้รับ ไม่ว่าจะเลือกทางไหน Call of Cthulhu ก็อัดแน่นไปด้วยความสยองขวัญระดับจักรวาลแบบจัดเต็ม (จะเรียกว่าเป็นความซวยแบบจัดเต็มก็ได้นะ) ไม่ว่าคุณจะหันไปทางไหนก็ตาม!


ซื้อ Call of Cthulhu ได้ที่
Anchorhead (2018)

หนึ่งในเกมสยองขวัญเหนือธรรมชาติที่มีบทเขียนออกมาได้ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาล
เนื่องจาก Anchorhead เป็นเกมแนวผจญภัยที่เน้นการเล่าเรื่องผ่านตัวอักษร (Text-based) และมีภาพประกอบเพียงไม่กี่ภาพเท่านั้น มันเลยอาจจะไม่ใช่แนวสำหรับทุกคน แม้แต่แฟนพันธุ์แท้ Cosmic Horror เองก็ต้องเตรียมใจไว้หน่อยก่อนจะหยิบเกมอินดี้ตัวนี้ขึ้นมาเล่น
Anchorhead คือหนึ่งในตัวอย่างที่บริสุทธิ์ที่สุดของความสยองขวัญระดับจักรวาลในรูปแบบวิดีโอเกม เรื่องราวติดตามคู่รักคู่หนึ่งที่ได้รับมรดกเป็นคฤหาสน์เก่าแก่ในเมืองที่ชื่อเดียวกับเกม ซึ่งเป็นเมืองที่ถูกตัดขาดจากโลกภายนอกและมีบรรยากาศที่ดูผิดที่ผิดทางอย่างบอกไม่ถูก ตัวเอกสาวของเราต้องเอาชีวิตรอดให้ได้ภายใน 4 วัน ในขณะที่เธอค่อย ๆ สูญเสียสามีไป และต้องเผชิญหน้ากับภัยคุกคามจากขุมพลังโบราณ ซึ่งขอบอกเลยว่าพล็อตเรื่องถึงจะดูเรียบง่ายแต่มันยอดเยี่ยมมาก เพราะถูกขับเคลื่อนด้วยงานเขียนที่เรียกได้ว่าเข้าขั้นอัจฉริยะแทบจะทุกบรรทัดเลย
แม้ระหว่างทางผู้เล่นจะเลือกตัดสินใจอะไรได้ตั้งมากมาย แต่เอาเข้าจริง "ทางเลือก" ของคุณน่ะ แทบจะไม่มีความหมายเลยเมื่อต้องเผชิญหน้ากับกงล้อแห่งประวัติศาสตร์, สิ่งมีชีวิตที่มนุษย์มิอาจเข้าใจ และสายเลือดของตระกูลที่ถูกกำหนดไว้แล้ว ตัวละครหลักและคนเล่นจะถูกทำให้รู้สึกกระจ้อยร่อยและไร้กำลังสุด ๆ เพราะทุกอย่างที่คุณค้นพบในเกมนี้ มันไม่ได้ช่วยให้คุณรอดหรอกนะ แต่มันแค่ช่วยตอกย้ำให้เห็นภาพชัดขึ้นว่า "ความพินาศที่หลีกเลี่ยงไม่ได้" ของคุณมันหน้าตาเป็นยังไงต่างหาก!


ซื้อ Anchorhead ได้ที่
Fear & Hunger (2018)

เกม RPG แนวสยองขวัญระดับจักรวาลที่โหดเหี้ยม สุดโต่ง และชวนให้รู้สึกอึดอัดอย่างที่สุด
ถึงแม้จะเป็นภาพมุมมองจากด้านบน (Isometric) และระบบการเล่นแบบ RPG ทำให้ดูไม่เหมือนเกมแนว "Cosmic Horror" ทั่วไป แต่บอกเลยว่า Fear & Hunger ไม่ได้แค่ทำถึงตามมาตรฐานนะ แต่มันอาจจะทำออกมาได้ "เข้ม" กว่าเกมดัง ๆ หลายเกมซะด้วยซ้ำ! เริ่มเกมมาคุณจะได้เลือกตัวละครที่มีปมชีวิตแตกต่างกันไป แล้วดิ่งลงสู่ดันเจี้ยนที่เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตที่สมองมนุษย์ไม่สามารถทำความเข้าใจได้ คุณจะได้ก้าวเข้าสู่โลกที่นิยามด้วยความทรมาน ความเปราะบาง ความตาย และความรู้ที่บิดเบี้ยว ถึงเกมจะมีทางเลือกให้คุณตัดสินใจตลอดเวลา แต่เชื่อมั้ยว่าทางส่วนใหญ่มันนำไปสู่ความฉิบหาย และความหวังอันน้อยนิดที่คุณกำไว้จะมลายกลายเป็นความสิ้นหวังในพริบตา
เอาจริง ๆ คำว่า "ความสิ้นหวัง" คือคำนิยามที่เป๊ะที่สุดสำหรับเกมนี้ เพราะมันจะถาโถมใส่คุณแบบนันสต็อป! คุณอาจจะเล่นแบบเป๊ะทุกขั้นตอน ทำทุกอย่างถูกต้องหมดแล้ว แต่สุดท้ายก็อาจจะตายแบบศพไม่สวยเพียงเพราะ "อารมณ์ชั่ววูบ" ของพวกเทพโบราณเท่านั้นเอง ในโลกนี้มนุษย์มันก็แค่สิ่งมีชีวิตที่แสนเปราะบาง ความเจ็บปวดคือสิ่งนิรันดร์ ความตายคือสิ่งที่หนีไม่พ้น และจักรวาลนี้ก็ช่างโหดร้ายและเย็นชาต่อเราเหลือเกิน


ซื้อ Fear & Hunger ได้ที่
Darkest Dungeon (2016)

ความเสื่อมถอยของจิตใจเมื่อต้องเผชิญหน้ากับอำนาจที่ไม่อาจหาคำอธิบายได้
ถ้ามองแค่ระบบเกมเพลย์ Darkest Dungeon คือเกมแนว Roguelike RPG ขนานแท้ที่อาจจะไม่ได้ทำให้คุณต้องเก็บไปนอนฝันร้ายอะไรขนาดนั้น แต่ถ้าพูดถึงเรื่องโทนของเกม ระบบภายใน และการเล่าเรื่องล่ะก็ บอกเลยว่านี่คือความสยองขวัญสไตล์ Cosmic Horror แบบเพียว ๆ ที่ไม่ได้ผ่านการกรองใด ๆ และมันทำออกมาได้สุดยอดมาก!
พล็อตเรื่องนั้นดูเหมือนจะง่าย ๆ แค่ให้เราส่งคนไปสำรวจคุกใต้ดินลึกลับใต้คฤหาสน์เก่าเพื่อกำจัดเหล่าสัตว์ประหลาดที่เพ่นพ่านอยู่ คุณต้องจ้างเหล่าฮีโร่หน้าใหม่เข้ามา ซึ่งขอบอกไว้ก่อนเลยนะว่า ฮีโร่พวกนี้น่ะ "ใช้แล้วทิ้ง" ได้เลย เพราะพวกเขาทั้งเปราะบางและขวัญอ่อนสุด ๆ ยิ่งคุณดำดิ่งลงไปลึกเท่าไหร่ ความจริงก็ยิ่งชัดเจนขึ้นว่า ภายใต้พื้นดินนั้นมี "บางอย่าง" ที่เก่าแก่ยิ่งกว่าอารยธรรมมนุษย์ซ่อนอยู่... ซึ่งมันคือความชั่วร้ายที่บิดเบี้ยวและเกินกว่าที่สติปัญญาของคนเราจะทำความเข้าใจได้
ที่โด่งดังที่สุดคือระบบ "ความเครียด" (Stress) ซึ่งเป็นกลไกหลักของเกมนี้ เหล่านักผจญภัยมักจะเริ่มมีอาการหวาดระแวง กลายเป็นโรคกลัวนั่นกลัวนี่ หรือสติแตกไปดื้อ ๆ จากความสยองที่พวกเขาได้เห็นกับตา บอกเลยว่าการเดินทางครั้งนี้ไม่มีคำว่า "ฮีโร่" ผู้ผดุงความยุติธรรมอะไรทั้งนั้น และบ่อยครั้งที่ชัยชนะก็ต้องแลกมาด้วยราคาที่แพงมหาศาลจนคุณรู้สึกว่ามันช่างเป็นชัยชนะที่ว่างเปล่าเหลือเกิน


ซื้อ Darkest Dungeon ได้ที่
Bloodborne (2015)

อัดแน่นไปด้วยสัตว์ประหลาดจากต่างมิติ
ในฐานะ "นักล่า" (Hunter) คุณต้องออกเดินทางผ่านเมือง Yharnam ที่ถูกโรคร้ายกัดกิน เมืองนี้มาในสไตล์โกธิควิกตอเรียนที่ดูยังไงก็หลุดออกมาจากนิยายของ Lovecraft ชัด ๆ ถึงแม้ในช่วงแรกจะดูเหมือนมีแค่โรคระบาดที่เปลี่ยนผู้คนให้กลายเป็นอสูรกายคล้ายหมาป่า แต่บอกเลยว่านั่นแค่จิ๊บ ๆ เพราะของจริงที่รออยู่มันสยองกว่านั้นเยอะ! ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ประหลาดที่มีหนวดยั้วเยี้ย หรือสิ่งมีชีวิตที่ฉีกทุกกฎเกณฑ์เหตุผลและสติปัญญา Bloodborne คือบ้านของเหล่าอสูรกายต่างมิติ (Eldritch Monstrosities) มากมายที่ทำให้เกมจากค่าย FromSoftware เกมนี้กลายเป็นความสยองที่น่าหลงใหลแบบถอนตัวไม่ขึ้น
Bloodborne คือนิยามที่แท้จริงของ Cosmic Horror แม้ว่ามันอาจจะไม่ได้ตั้งใจโผล่มาหลอกให้เราตกใจ (Jumpscare) ก็ตาม แต่ด้วยชีววิทยา เจตจำนง และรูปลักษณ์ที่มนุษย์ไม่อาจหยั่งถึงได้ ทำให้เหล่า "Great Ones" ในเกมนี้ดูเหมือนหลุดออกมาจากปลายปากกาของ Lovecraft โดยตรง และพวกมันก็ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อให้เรา "ทำความเข้าใจ" ซะด้วยสิ
ช่วงแรกของเกมคุณอาจจะเจอแค่ปีศาจโกธิคอย่างมนุษย์หมาป่า แต่เมื่อเล่นไปเรื่อย ๆ ตัวเกมจะค่อย ๆ เปลี่ยนผ่านไปสู่การเผชิญหน้ากับตัวตนต่างมิติและสิ่งมีชีวิตในความฝัน ซึ่งเป็นการวางโครงเรื่องตามแบบฉบับความสยองสไตล์ Lovecraft เป๊ะ ๆ หัวใจหลักของเนื้อเรื่องคือความล้มเหลวของมนุษย์ที่พยายามจะทำความเข้าใจปรากฏการณ์ระดับจักรวาล และความอวดดีที่ริอาจจะยกระดับเผ่าพันธุ์ตัวเอง จนนำไปสู่การสูญเสียสติ สัญชาตญาณ และการควบคุมไปในที่สุด


ซื้อ Bloodborne ได้ที่
Amnesia: The Dark Descent (2010)

เงาที่คอยตามหลอกหลอน
หากคุณกำลังมองหาเกมสยองขวัญที่เน้นความนุ่มลึกแต่แฝงไปด้วยความสยองระดับจักรวาลแบบเนียน ๆ ล่ะก็ Amnesia: The Dark Descent ผลงานชิ้นเอกที่สร้างชื่อให้กับ Frictional Games คือคำตอบที่ใช่ที่สุด! คุณจะได้รับบทเป็น Daniel ชายหนุ่มที่ตื่นขึ้นมาในปราสาท Brennenburg พร้อมกับอาการความจำเสื่อมที่ตัวเขาเองนั่นแหละเป็นคนทำไว้ เขาต้องค่อย ๆ ปะติดปะต่อจิ๊กซอว์แห่งอดีตขณะออกสำรวจปราสาท และต้องคอยหลบหนีอสูรกายสุดสยองที่ออกเดินเพ่นพ่านตามทางเดินไปด้วย
แต่ภัยคุกคามที่แท้จริงซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของความหลอนสไตล์ Cosmic Horror ในเกมนี้ก็คือ "The Shadow" (เงาปริศนา) มันมาในรูปแบบของเนื้อเยื่อสีแดงลึกลับที่ว่ากันว่าสามารถกัดกินความเป็นจริงได้ ซึ่งมันทำหน้าที่ปกป้อง "The Orb" (ลูกแก้วปริศนา) ที่ถูกขุดพบจากการสำรวจในทะเลทราย ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่า The Shadow คืออะไรกันแน่ แต่ที่รู้คือมันคือภัยคุกคามที่มีชีวิต มีอยู่จริง และแน่นอนว่ามันไม่ได้มาจากโลกใบนี้!
แม้ว่าภาคต่อ ๆ มาจะทำออกมาได้ยอดเยี่ยมและรักษาฟีลลิ่งความหลอนระดับจักรวาลได้ดีแค่ไหน แต่ยังไงเสียภาค The Dark Descent ก็ยังคงเป็นภาคที่ดีที่สุด และที่สำคัญที่สุดคือมันเป็นเกมที่มีอิทธิพลต่อวงการเกมสยองขวัญมากที่สุดเกมหนึ่งเลยทีเดียว


ซื้อ Amnesia: The Dark Descent ได้ที่
ที่มา : gamerant.com
ติดตามข่าวเกมพีซี/คอนโซลอื่นๆ ได้ที่ Online Station

