แม้ว่าตัวเกม Assassin’s Creed Black Flag Resynced นั้นจะทำยอดขายได้เกิน 2 ล้านชุดอย่างรวดเร็ว และได้รับเสียงชื่นชมอย่างมากจนรีวิวฝั่งภาษาอังกฤษบน Steam นั้นอยู่ในเกณฑ์ที่ดี แต่ตัวเกมกลับต้องเผชิญกับมรสุมดราม่าอย่างหนักทันทีที่วางจำหน่าย เนื่องจากมีการยัดระบบ Microtransaction และแพ็กเกจ DLC เสริมรวมมูลค่าสูงถึง 80 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 2,461 บาท) โผล่มาตั้งแต่วันแรก จนส่งผลให้รีวิวรวมจากทุกภาษาบน Steam ดันเรตติ้งร่วงลงไปอยู่ในระดับ "ผสมกัน" (Mixed) เป็นที่เรียบร้อย

โดยกระแสความไม่พอใจนั้นพุ่งเป้าไปที่ความรู้สึกเหมือนโดนเอาเปรียบ ผู้เล่นหลายคนที่ยอมเปย์เงินซื้อเกมชุด Deluxe Edition ต่างบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่า ทั้งที่จ่ายเงินซื้อเกมชุดที่คิดว่าสมบูรณ์ที่สุดแล้ว แต่กลับต้องมาเจอโฆษณาขายไอเทมและ DLC เสริมแยกย่อยที่มีราคาแพงยิ่งกว่าตัวเกมหลักรอต้อนรับอยู่ตั้งแต่วันแรกที่เปิดเกม หนำซ้ำระบบ Microtransaction ลักษณะนี้ไม่ได้มีอยู่ในเกมเวอร์ชันต้นฉบับ แต่เพิ่งถูกนำมาใส่ในภาคหลักยุคหลังๆ นับตั้งแต่ภาค Origins ในปี 2017 เป็นต้นมา

งานนี้เดือดจัดจนทางค่าย Ubisoft ต้องรีบส่งทีมงานเข้าไปตอบกลับรีวิวแง่ลบเหล่านั้นบน Steam เพื่อลดกระแสความร้อนแรงจากทางผู้เล่น โดยทางค่ายได้ออกมาชี้แจงและยืนยันว่า เนื้อหาเสริมและไอเทมแฟชั่นเหล่านั้นเป็นเพียงแค่ "ทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการเท่านั้น" ตัวเกมหลักในชุด Standard Edition มีเนื้อหาที่สมบูรณ์ครบถ้วนทุกภารกิจ ทุกเกาะ และเนื้อเรื่องทั้งหมดอย่างแน่นอนโดยไม่มีการกั๊ก และผู้เล่นไม่จำเป็นต้องซื้อเนื้อหาเสริมเหล่านี้ก็สามารถสนุกและเคลียร์เกมได้อย่างราบรื่น

ทั้งนี้ หากย้อนกลับไปดูคำให้สัมภาษณ์ในอดีต ทาง Ubisoft เคยระบุเอาไว้ว่าการใส่ระบบ Microtransaction ลงไปในเกมผู้เล่นคนเดียวนั้นจะช่วยให้เกม "สนุกยิ่งขึ้น" ทว่าจากกระแสดราม่าที่ลุกฮือขึ้นมาในครั้งนี้ ก็คงต้องรอติดตามกันต่อไปว่าเสียงสะท้อนจากเหล่าเกมเมอร์จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทิศทางในอนาคตหรือไม่ หรือทางค่ายจะยังคงยืนหยัดในแนวทางเดิมต่อไป
แปลและเรียบเรียงจาก
Dexerto
ติดตามข่าวเกมพีซี/คอนโซลอื่นๆ ได้ที่ Online Station