หลังจากที่ Sony ประกาศว่าจะยุติการผลิตแผ่นเกมสำหรับแพลตฟอร์ม PlayStation ตั้งแต่เดือนมกราคม 2028 เป็นต้นไป ความเห็นของเหล่าเกมเมอร์ก็แตกออกเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจน ซึ่งล่าสุดคุณ Dustin Bailey หนึ่งในกองบรรณาธิการของสำนักข่าว GamesRadar ก็ได้แสดงความเห็นผ่านบทความพิเศษว่าตัวเขาไม่ได้รู้สึกแปลกใจเลยกับเรื่องที่เกิดขึ้น แค่รู้สึกผิดหวังเท่านั้น เพราะตัวเขาเองเป็นสายสะสมแผ่นเกมมานานหลายปี แต่สัญญาณเตือนเรื่องนี้มันชัดเจนมาตั้งแต่ช่วงเริ่มยุค PS4 แล้ว ถ้ามองในมุมของผู้จัดจำหน่ายเกม การขายเกมแบบดิจิทัลมันมีข้อดีมากมายนับไม่ถ้วน แต่สำหรับในมุมของผู้เล่นที่เป็นสายฟิสิคัล ผลกระทบมันช่างยิ่งใหญ่และรุนแรงทีเดียว
ตัวเขายอมรับว่าการจำหน่ายเกมแบบดิจิทัลได้ส่งผลดีอย่างมากต่อวงการเกม เพราะมันช่วยให้ผู้พัฒนาเกมขนาดเล็กและขนาดกลางสามารถสร้างสรรค์เกมและนำไปขายให้กับกลุ่มผู้เล่นในวงกว้างที่พวกเขาไม่เคยเข้าถึงได้มาก่อน หากไม่มีการขายเกมแบบดิจิทัล เกมอย่าง Stardew Valley, Hades และ Terraria ก็คงไม่มีโอกาสเกิดขึ้นมาได้เลย ซึ่งเขาเองยินดีที่จะสนับสนุนผู้พัฒนาเกมอินดี้ด้วยการซื้อเกมแบบดิจิทัล ขณะเดียวกัน หากเขาต้องเผชิญกับทางเลือกระหว่างการจ่ายเงิน 70 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ที่ตอนนี้มีราคาบางเกมเริ่มพุ่งไปแตะ 80 ดอลลาร์แล้ว) สำหรับเกมแบบแผ่นหรือดิจิทัล เขาจะเลือกแผ่นมาก่อนแน่นอน

แม้ว่าจะมีบางเกมที่เป็นลักษณะของเกมคีย์การ์ดที่แค่เป็นกุญแจปลดล็อคและมีข้อมูลเกมในนั้นน้อยมากก็ตาม แต่มันก็ยังเป็นวัตถุจับต้องได้ที่มีมูลค่าในโลกความเป็นจริง เขาสามารถนำแผ่นให้เพื่อนยืมได้ หรือจะเอาไปขายต่อบน eBay ก็ได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ Sony ในฐานะผู้จัดจำหน่ายน่าจะไม่อยากให้ผู้เล่นทำเสียมากกว่า
ปัจจุบันแผ่นเกมส่วนใหญ่จะมีข้อมูลติดตั้งเกมที่สามารถเล่นได้สมบูรณ์ในตัวอยู่แล้ว และถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการรับประกันว่าเกมในยุคปัจจุบันจะยังมีให้เล่นต่อไปในอนาคต อย่างไรก็ตาม Sony ก็เพิ่งประกาศเตรียมปิด PlayStation Store บน PS3 และ PS Vita เหมือนกับที่ Nintendo ปิดสโตร์ของ 3DS กับ Wii U ไปก่อนหน้า แม้ว่าผู้เล่นจะยังสามารถดาวน์โหลดเกมที่เคยซื้อไปแล้วบนแพลตฟอร์มเหล่านั้นได้อยู่ แต่ถ้าเราต้องการจะกลับไปเล่นเกมที่มีเฉพาะเวอร์ชั่นดิจิทัลที่อาจจะเคยพลาดไปในยุคก่อน ๆ เดี๋ยวนี้ทางเลือกก็อาจจะเหลือไม่มากนัก และหนึ่งในนั้นคือการละเมิดลิขสิทธิ์

คุณ Dustin ทิ้งท้ายว่าตัวเขายอมจ่ายเงิน 700 ดอลลาร์เพื่อซื้อเครื่อง PS5 Pro ด้วยความคาดหวังว่ามันจะยังใช้งานต่อไปได้สัก 30-40 ปี และยังสามารถเล่นเกมในคลังที่มีอยู่นับพันเกมได้ทุกเมื่อ แต่มันจะมีประโยชน์อะไร หาก PS6 และทุก ๆ เกมที่เขาซื้อจะต้องกลับไปผูกกับเซิร์ฟเวอร์ที่ Sony สามารถเลือกที่จะปิดตัวลงเมื่อไหร่ก็ได้
เรื่องราวนี้เป็นเพียงแค่ความเห็นของคุณ Dustin นะครับ เชื่อว่าคนอื่นย่อมมีความเห็นที่แตกต่างกันได้ และคนที่เล่นแต่ดิจิทัลเป็นทุนเดิมอยู่แล้วก็คงไม่ได้รับผลกระทบอะไรนัก โดยบทความนี้เป็นเพียงแง่มุมหนึ่งจากผู้ที่นิยมการซื้อเกมแบบแผ่นเป็นชีวิตจิตใจเท่านั้น
แปลและเรียบเรียงจาก
ติดตามข่าวเกมพีซี/คอนโซลอื่นๆ ได้ที่ Online Station