ในวงการเกม ณ ปัจจุบัน คำว่าเกมระดับ AAA มักถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย โดยสื่อถึงเกมระดับฟอร์มยักษ์ที่ใช้ทุนสร้างมหาศาล โปรดักชั่นแบบอลังการ และถูกคาดหวังไว้สูงทั้งจากผู้เล่นและจากฝั่งผู้พัฒนาเกมเอง ซึ่งก็แน่นอนว่าการเป็นเกมระดับ AAA ไม่ได้เป็นตัวการันตีว่าจะประสบความสำเร็จได้เสมอไป หลายเกมดังเป็นพลุแตกและกลายเป็นเกมขึ้นหิ้ง ขณะที่มีอีกหลายเกมที่แป้กและส่งผลกระทบอย่างหนักจนทำให้ค่ายที่พัฒนาเกมนั้นต้องถึงขั้นล้มละลายเพราะหมดงบมหาศาลไปกับการทำเกม แล้วดันทำยอดขายไม่ได้ตามเป้า
แต่คำว่า AAA ถูกนำมาใช้ในวงการเกมตั้งแต่เมื่อไหร่ และมีเกณฑ์อย่างไรในการพิจารณาว่าเกมไหนเป็นเกมระดับ AAA เรามาทำความรู้จักกันในบทความนี้กันครับ

แม้ว่าจะไม่มีการระบุเวลาแน่ชัด แต่จากร่องรอยประวัติศาสตร์ของวงการเกม คำว่า AAA นั้นคาดว่าถูกนำมาใช้กันครั้งแรกในช่วงประมาณปี 1994-1995 ตอนนั้นวงการเกมคอนโซลกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคกราฟิก 16-Bit ที่เป็น 2D มาเป็นกราฟิก 32-64 Bit ที่เป็น 3D เต็มรูปแบบ (เครื่อง PlayStation, Sega Saturn หรือ Nintendo 64) ซึ่งเริ่มใช้โดยบุคลากรจากฝ่ายการตลาดของบริษัทผู้จัดจำหน่ายเกม เพียงแต่คำว่า AAA ในที่นี้ไม่ได้เป็นการนิยามว่าเกมนั้นสนุกสุดยอด ทว่าจะใช้ในแง่ของเกมที่มีมูลค่าการลงทุนที่สูงนั่นเอง
แต่หากจะย้อนไปถึง "เกมแรก ๆ" ที่ถูกบันทึกว่ามีกระบวนการสร้างและใช้งบประมาณตามนิยามของสเกลระดับ AAA ก็คือ Final Fantasy VII ที่วางจำหน่ายบน PlayStation ในปี 1997 โดยใช้ทุนสร้างสูงถึงประมาณ 45 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และถ้ารวมงบประมาณด้านการตลาดและอื่น ๆ จิปาถะ เบ็ดเสร็จแล้วก็น่าจะแตะ 145 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (หรือราว 10,000 ล้านบาทถ้าอิงตามอัตราเงินเฟ้อของปี 2026 และแปลงเป็นเงินไทย) เลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม เมื่อกาลเวลาผ่านไป ทุนสร้างเกมระดับ AAA ก็มีแต่จะเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะด้านการพัฒนาเกม และด้านการตลาด โดยการจะพิจารณาจากองค์ประกอบต่าง ๆ ว่าเกมไหนอยู่ในข่ายของความเป็น AAA ถ้าอิงจากมุมมองแบบสากลก็พอจะจำแนกได้ดังนี้ครับ
1. งบประมาณในการสร้างเกม
ในที่นี้แบ่งออกเป็น
- งบการพัฒนาเกม ปัจจุบันจะมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ราว 80 - 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 2,700 - 6,700 ล้านบาท) หลัก ๆ จะถูกแบ่งเป็นเงินเดือนผู้พัฒนาเกมในทุกแผนกที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นผู้กำกับ, โปรดิวเซอร์, ทีมเขียนบท, ทีมทำเพลงประกอบ, ทีมโปรแกรมเมอร์, ทีมออกแบบศิลป์, ทีมพากย์เสียง, ทีมแปลภาษา ฯลฯ ซึ่งถ้ามีการใช้เอนจิ้นของแบรนด์อื่นที่ทางค่ายไม่ได้ทำขึ้นมาเองก็จะมีเรื่องของค่าลิขสิทธิ์ตรงนี้ด้วย ตลอดจนค่าใช้จ่ายในการใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ เช่น โมชั่นแคปเจอร์ ก็จะถูกนับเป็นค่าใช้จ่ายส่วนนี้เช่นกัน
- งบการตลาด ต้องบอกว่างบส่วนนี้มีความสำคัญและโดยทั่วไปมักต้องใช้จำนวนเท่ากับหรือสูงกว่างบการพัฒนาเกมอยู่ประมาณหนึ่ง ซึ่งมีทั้งค่าใช้จ่ายในการตัดต่อคลิปหรือทำภาพอาร์ตเวิร์กเพื่อโปรโมตลงโซเชียลมีเดีย บางเกมอาจต้องมีการจ้างอินฟลูเอนเซอร์เพื่อช่วยโปรโมต หรือการจัดอีเวนต์เปิดตัวเพื่อเชิญสื่อมวลชนมาร่วมทดสอบเกม หรือแม้แต่การนำคลิปไปโปรโมตงานเกมสเกลใหญ่ เช่น The Game Awards, Summer Game Fest หรือ Opening Night Live ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายให้กับผู้จัดงานเหมือนกัน
- งบการดูแลเกมหลังวางจำหน่าย ในที่นี้จะหมายถึงกรณีที่เกมนั้นเป็นแบบไลฟ์เซอร์วิส ก็จะต้องมีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาเซิร์ฟเวอร์ หรือถ้าเกมไหนมีคอนเทนต์เสริม อาทิ DLC หรือ Expansion ก็จะจัดอยู่ในงบดังกล่าว เพื่อให้เกมยังอยู่ในกระแสและหล่อเลี้ยงจำนวนผู้เล่นอย่างต่อเนื่อง

2. ลักษณะของโปรดักชั่น และโครงสร้างของทีมพัฒนา
ปกติแล้วเกมระดับ AAA จะถูกพัฒนาโดยบริษัทเกมขนาดใหญ่ หรือถ้าเป็นบริษัทขนาดกลาง ก็มักจะได้รับเงินทุนสนับสนุนจากบริษัทเกมขนาดใหญ่อีกที ดังนั้นขนาดของกระบวนการสร้างจึงใหญ่ไม่ต่างจากการสร้างภาพยนตร์ชั้นนำเรื่องหนึ่งเลย ซึ่งเกม AAA จะมีทีมงานทำร่วมกันหลักร้อยถึงหลักพันคน แต่ละทีมก็จะมีคนที่เป็นตำแหน่งหัวหน้า พร้อมด้วยลูกทีมอีกจำนวนหนึ่ง นอกจากนี้ก็จะมีทีมที่คอยตรวจสอบคุณภาพของเกมหลังทำเสร็จแต่ละช่วง (QA) เพื่อสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับประสบการณ์ที่ได้รับหลังทดลองเล่น บางเกมที่ทุนหนาหน่อยก็จะมีส่วนของการทำโมชั่นแคปเจอร์ เพื่อให้ตัวละครในเกมมีท่าทางการเคลื่อนไหว หรือขยับปากพูดตามเสียงพากย์ได้อย่างสมจริง หรือถ้าอยากได้เกมอิงประวัติศาสตร์ที่มีบรรยากาศสมจริง ก็จะมีเคสตัวอย่างเช่น Ghost of Tsushima ที่ทีมงานจากสตูดิโอ Sucker Punch Productions ที่เดินทางไปดูสถานที่จริง ณ เกาะสึชิมะ จังหวัดนางาซากิ ประเทศญี่ปุ่น เพื่อเก็บภาพ ฟุตเทจ ของแลนด์มาร์กสำคัญบนเกาะอย่างละเอียดกันเลย
กรณีของพวกเกมอินดี้ที่มีคนทำไม่มากนัก บางเกมอาจมีคนทำเพียงคนเดียวที่รับจบทุกอย่าง ตั้งแต่เป็นผู้ออกแบบเกมเอง กำกับเอง เขียนโค้ดเอง ทำเพลงเอง (หรืออาจไปจ้างคนนอกทำเพลงให้) หรือแม้แต่ไปติดต่อหาบริษัทเกมสักแห่งมาช่วยจัดจำหน่ายให้ ซึ่งการที่มีบริษัทเกมมาช่วยดูแลในส่วนของการจัดจำหน่ายนี้ ข้อดีคือไม่ต้องปวดหัวกับการโปรโมตหรือหาช่องทางวางจำหน่าย เพราะค่ายเกมจะจัดการให้หมด แลกกับการที่ต้องแบ่งยอดขายให้กับค่ายเกมในอัตราที่ตกลงกันไว้เท่านั้น ในทางกลับกัน ถ้าเป็นเกม AAA ที่ทำโดยค่ายเกมขนาดใหญ่ พวกเขาจะมีการแบ่งหน้าที่กันชัดเจนและแต่ละคนก็จะมีทักษะเฉพาะด้านโดยตรง ด้วยเหตุนี้ทีมโปรแกรมเมอร์ก็จะอุดมไปด้วยมือเขียนโค้ดชั้นโปรที่ทำงานสอดประสานเป็นทีม หรือทำงานร่วมกับทีมทำเพลง เพื่อให้ได้ดนตรีที่เข้ากับบรรยากาศในโลกของเกม อะไรทำนองนี้

ถ้าจะให้เห็นภาพกันง่าย ๆ สมมติว่าให้เรานึกถึงเกมต่าง ๆ ของ Capcom แล้วมาดูว่าเกมไหนเป็นระดับ AAA และเกมไหนที่ไม่ใช่ AAA ก็จะลิสต์ได้ประมาณนี้
เกม AAA
- Resident Evil (ภาคหลัก, รีเมค)
- Street Fighter
- Monster Hunter (ภาคหลัก)
- Devil May Cry
- Dragon's Dogma
- PRAGMATA



เกม AA
- Resident Evil (ภาค Revelations และสปินออฟต่าง ๆ)
- Monster Hunter Stories
- Rockman
- Ace Attorney
- Kunitsu-Gami: Path of the Goddess



ที่กล่าวมาทั้งหมดน่าจะพอช่วยให้เพื่อน ๆ เข้าใจความหมายและนิยามของเกม AAA ได้พอสังเขปครับ ซึ่งก็จะมีบางเกมที่เป็นกรณีพิเศษหน่อย โดยอาจจะมีโปรดักชั่นที่ทุนต่ำลงเป็นระดับ AA แต่ไปเน้นจ้างมือเขียนบทระดับเทพ และมีทุนโปรโมตจัดเต็มจากค่ายยักษ์ใหญ่ เลยทำให้เกมมีความก้ำกึ่งระหว่าง AA กับ AAA ก็ต้องมาพิจารณาเป็นเคสบายเคสอีกที
ติดตามข่าวเกมพีซี/คอนโซลอื่นๆ ได้ที่ Online Station