รีวิวเกม Diablo IV: Lord of Hatred - คอนเทนต์เสริมที่เป็นมิตรกับผู้เล่นหน้าเก่าและใหม่

แชร์เรื่องนี้:
รีวิวเกม Diablo IV: Lord of Hatred - คอนเทนต์เสริมที่เป็นมิตรกับผู้เล่นหน้าเก่าและใหม่

หนึ่งภาคหลัก หนึ่งภาคเสริม กับการเป็นเกมไลฟ์เซอร์วิสอย่างต่อเนื่องมา 12 ซีซั่น ปัจจุบัน Diablo IV ได้ผ่านการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงมามากมาย บ้างก็ถูกใจคนเล่นเป็นส่วนใหญ่ บ้างก็เป็นอะไรที่น่ากังขา แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังทำให้พวกเรากลับไปเล่นตัวละครใหม่ได้ในทุก ๆ ครั้งที่ซีซั่นใหม่เริ่มขึ้นมา ทว่าภาคเสริมตัวล่าสุดอย่าง Lord of Hatred พร้อมกับกิจกรรมต่าง ๆ ในซีซั่น 13 จะควรค่าแก่การเริ่มต้นของผู้เล่นหน้าใหม่ หรือกลับไปหาของผู้เล่นเก่ามากแค่ไหน หวังว่าบทรีวิวนี้จะเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจให้กับคุณครับ

ผู้พัฒนา: Blizzard
แนวเกม: แอ็กชั่น-RPG
แพลตฟอร์ม: PS5, PS4, Xbox Series X|S, Xbox One, PC
วันวางจำหน่าย: 28 เมษายน 2026

Diablo 4

Lord of Hatred นับว่าเป็นภาคปิดซาก้า Age of Hatred ที่เริ่มมาตั้งแต่เกมภาคหลักและภาคเสริม Vessel of Hatred เมื่อพี่ใหญ่แห่ง 3 จ้าวอสูรจากนรกอย่าง Mephisto ได้เข้าครอบครองร่างของ Akarat ศาสดาแห่งแสงของโลก Sanctuary ที่ผู้คนจำนวนมากต่างนับถือ ล่อลวงให้บรรดาสาวกถูกความเกลียดชังเข้าครอบงำเพื่อให้ตนมีอำนาจเหนือทุกชีวิตบนโลก ผู้เล่นในฐานะ Wanderer หรือคนพเนจรที่มีความเชื่อมโยงกับ Lilith มาตั้งแต่ภาคหลัก จึงต้องออกเดินทางตามรอย Mephisto ในร่าง Akarat ไปยังเกาะ Skovos อันเป็นถิ่นกำเนิดของมนุษยชาติเพื่อไม่ให้โลกต้องพบกับความสูญเสียไปมากกว่านี้

Diablo 4

ในขณะที่ดินแดน Nahantu ของภาคเสริม Vessel of Hatred จะเต็มไปด้วยเขตป่าฝนและสถาปัตยกรรมแบบชาวมายัน ภายใต้บรรยากาศที่ดูมืดมนเป็นส่วนใหญ่ แต่เกาะ Skovos ของ Lord of Hatred จะทำให้เรารู้สึกถึงความแตกต่างทางภาพลักษณ์ได้ตั้งแต่ที่เดินทางมาถึง ทั้งจากสถาปัตยกรรมแบบกรีกโบราณไปจนถึงแสงแดดที่ส่องสว่างในหลาย ๆ บริเวณ มันช่วยให้เรารู้สึกได้ถึงความสดใหม่ได้พอสมควร ก่อนที่เกมจะพาเราไปยังพื้นที่ที่มืดมนตามเนื้อเรื่องในช่วงท้าย

Diablo 4

โหมดเนื้อเรื่องของเกมภาคนี้จะมีความยาวประมาณ 12 ชั่วโมงถ้าคุณโฟกัสอยู่กับเควสต์หลักเป็นส่วนใหญ่ และแม้ว่ามันจะเป็นบทปิดฉากของเรื่องราวที่ปูมาตั้งแต่เกือบสามปีก่อน แต่เหตุการณ์สำคัญในภาคนี้ก็มีจุดเริ่มต้นและจุดจบที่สมบูรณ์ได้ด้วยตัวเอง แม้ว่าการสรุปเรื่องราวที่ผ่านมาก่อนเริ่มเกมจะเล่าข้ามรายละเอียดยิบย่อยไปเสียเยอะก็ตาม อย่างไรก็ตาม มันก็เพียงพอให้ผู้เล่นหน้าใหม่พอจะเข้าใจกับจุดประสงค์ของการเดินทางในภาคนี้ได้อย่างไม่ยากเย็น ประกอบกับระหว่างการดำเนินเรื่อง ตัวเกมจะให้เราสามารถเลือกคำถามและคำตอบได้เองในหลาย ๆ ครั้ง ซึ่งแม้ว่าสุดท้ายคำตอบเหล่านั้นจะพาเราไปยังผลลัพธ์ที่เหมือนกัน แต่ด้วยชั้นเชิงในการเล่า บทพูด และการแสดงของตัวละครต่าง ๆ หลายครั้งมันก็ทำให้เราหยุดคิดถึงทั้งสถานการณ์ที่กำลังเผชิญ และความรู้สึกของคนที่เรากำลังคุยด้วยได้อย่างไม่คาดคิด นับว่าเป็นประสบการณ์สวมบทบาทที่เกมทำได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว แต่ด้วยความที่คัตซีนแบบประณีตในภาคนี้มีค่อนข้างน้อย ทำให้หลาย ๆ เหตุการณ์หรือบทสนทนาถูกถ่ายทอดออกมาด้วยมุมกล้องนิ่ง ๆ เหมือนช่วงเกมเพลย์ ส่งผลให้อรรถรสในการดำเนินเรื่องบางตอนนั้นด้อยลงไปอย่างน่าเสียดาย

Diablo 4

ดูเผิน ๆ แล้วแค่เลเวลแคปที่ถูกขยับจาก 60 มาเป็น 70 อาจไม่น่าส่งผลต่อการพัฒนาตัวละครของเรามากนัก แต่ถ้าได้ลองเข้าไปเล่นกันจริง ๆ แล้ว คุณก็จะพบว่ามันไม่ใช่เลย เพราะทุกคลาสในแพตช์ล่าสุดนี้ถูกรื้อเครื่องกันหมด จาก Skill Tree ที่ผู้เล่นหลายคนแซวกันว่าไม่เห็นเหมือนต้นไม้ตามชื่อเลย เหมือนเป็นแค่กิ่งไม้เล็ก ๆ มากกว่า ก็มีความเป็นต้นไม้ที่แตกกิ่งก้านสาขาออกไปมากกว่าเดิม ทำให้ในตอนนี้เราได้เห็นบิลด์ที่หลากหลายมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะกับสองคลาสใหม่อย่าง Paladin และ Warlock ที่เหมือนตอนนี้ผู้เล่นต่างอยู่ในช่วงของการลองผิดลองถูกกับของเล่นใหม่ Paladin ที่ดูเป็นคลาสสายถึกที่พร้อมแทงก์ก็มีระบบ Oath หรือการเลือกคำปฏิญาณที่นอกจากจะบ่งบอกถึงแนวทางในการเป็นนักรบแห่งแสงแล้ว ยังส่งผลถึงรูปแบบการเล่นและการสร้างบิลด์ที่จะแตกต่างกันได้ด้วย ส่วน Warlock ที่เหมือนเป็นคลาสลูกครึ่งระหว่าง Necromancer กับ Sorcerer ก็มีรูปแบบการเล่นที่หลากหลายและเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งหนุนด้วยเอฟเฟกต์ของสกิลเรียกปีศาจรูปแบบต่าง ๆ และเสียงประกอบที่ค่อนข้างอึกทึกครึกโครม ทำให้เรารู้สึกว่าสองคลาสใหม่นี้น่าจะเป็นตัวแยกผู้เล่นตามความชอบส่วนตัวได้อย่างชัดเจนเลยทีเดียว

Diablo 4

เนื้อเรื่องใหม่ คลาสใหม่ สกิลใหม่ แต่สิ่งใหม่ ๆ เหล่านี้ก็เทียบไม่ได้กับความเปลี่ยนแปลงของระบบเอนด์เกมในภาคนี้ ที่หากจะให้บรรยายถึงทั้งหมด รีวิวบทนี้ก็คงจะยาวขึ้นอีกเป็นเท่าตัว เพราะขนาดที่พวกเราเล่นเกมนี้มาตั้งแต่ซีซันแรก ก็ยังต้องมาเรียนรู้และทำความเข้าใจกับเอนด์เกมของแพตช์นี้กันใหม่ในซีซัน 13 แต่หากจะให้วิจารณ์ถึงภาพรวม เราก็บอกได้ว่า ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทำให้ของทุกชิ้นที่เราได้มาระหว่างทางมันมีความหมายมากขึ้น เพราะเมื่อรวมกับ Horadric Cube ที่มายกเครื่องระบบการคราฟต์ไอเทม และ Skill Tree โฉมใหม่ที่เราได้กล่าวไปในข้างต้น มันจะเป็นตัวชักจูงให้เราอยากปรับบิลด์ในการเล่นไปเรื่อย ๆ ตามของที่หามาได้ แทนที่จะปักธงเลือกบิลด์มาจากบ้านแล้วเจาะจงฟาร์มไอเทมเฉพาะจุดที่เราต้องการเหมือนในซีซั่นก่อน ๆ

Diablo 4

การเพิ่มเข้ามาของ War Plans ทำให้กิจกรรมช่วงเอนด์เกมที่ค่อนข้างสะเปะสะปะจากการเปลี่ยนนู่นเสริมนี่ในช่วงสองปีที่ผ่านมามีความเป็นหนึ่งเดียวและเกื้อหนุนกันและกันมากขึ้น เพราะการวางแผนทำกิจกรรมได้สูงสุดห้ารูปแบบต่อครั้งจะช่วยให้เราได้ของรางวัลจากการเล่นมากขึ้นทั้งระหว่างที่เล่น และเมื่อเคลียร์ครบทุกกิจกรรม แถมเรายังสามารถนำแต้มจากการเล่นมาอัปเกรดคุณสมบัติให้ทุกกิจกรรมใน War Plans สอดคล้องไปกับแนวทางในการเล่นหรือการหาของของเราได้อีกต่างหาก ถือว่าเป็นระบบที่ฉลาดไม่ใช่น้อย เพราะมันไม่ได้ทำลายการเล่นเก่า ๆ ที่เราคุ้นเคย แต่เป็นการเอาคอนเทนต์เดิม ๆ ที่มีอยู่แล้วมาจัดให้เป็นระเบียบพร้อมกับเพิ่มมูลค่าให้พวกมันไปในตัว

Diablo 4

ท่ามกลางข้อดีหลาย ๆ อย่าง Lord of Hatred กลับมีจุดบกพร่องหลาย ๆ สิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นกับเกมฟอร์มยักษ์ระดับนี้ ไม่ว่าจะเป็นระบบนำทางบนแผนที่ที่พาเราเดินไปยังบริเวณที่ไม่สามารถผ่านได้, ไม่สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับวัตถุบางอย่างจนไม่สามารถดำเนินเนื้อเรื่องต่อได้, บทพูดตามเนื้อเรื่องของตัวละครถูกตัดไปห้วน ๆ เวลาเดินไปตรงจุดเช็กพอยต์ ทำให้เราต้องไปกดเข้าไปดูที่กรอบข้อความย้อนหลัง, สัตว์เลี้ยงที่คอยเก็บของตามพื้นให้เราหายไปทั้ง ๆ ที่อินเทอร์เฟซก็ยังโชว์ว่ามันยังอยู่, ไอคอนบางจุดขึ้นซ้อนกันอย่างผิดปกติ บั๊กเหล่านี้บางทีก็หายไปเองหากปล่อยให้เวลาผ่านไปสักพัก บางทีต้องปิดเกมแล้วเปิดใหม่ หรือบางทีก็ต้องใช้วิธีแก้แปลก ๆ อย่างกดเปลี่ยนระดับความยากเท่านั้นถึงจะหาย และมักจะเกิดขึ้นระหว่างโหมดเนื้อเรื่องเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ความต่อเนื่องในการเล่นถูกขัดจังหวะอย่างไม่น่าจะเป็น แต่ถึงอย่างนั้นตัวเกมก็มีการเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกใหม่ ๆ เข้ามาพอสมควร ไม่ว่าจะเป็น Loot Filter ที่ค่อนข้างละเอียด, ระบบนำทางรูปแบบใหม่, และสำหรับใครที่คิดถึง Overlay Map กลางหน้าจอแบบ Diablo II ตอนนี้ Diablo IV ก็สามารถทำแบบนั้นได้แล้ว แม้จะยังแสดงผลได้ไม่ดีนักเวลาอยู่กับฉากที่ค่อนข้างสว่างก็ตาม และการตกปลามันก็เพลินดีเหมือนกัน

Diablo 4

โดยรวมแล้ว Diablo IV ก็ยังคงเป็นเกมแอ็กชัน RPG เกมเดิมที่เข้าถึงและเล่นสนุกได้ง่าย ประกอบกับสิ่งต่าง ๆ ที่ถูกปรับปรุงและเพิ่มเติมเข้ามากับภาคเสริมตัวล่าสุดนี้ก็ยิ่งทำให้มันเข้ารูปเข้ารอยมากกว่าเดิม และน่าจะเป็นรากฐานที่แข็งแรงเพื่อรอรับความเปลี่ยนแปลงในซีซันต่อ ๆ ไปได้อีกนาน

คะแนน 8.5


ติดตามข่าวเกมพีซี/คอนโซลอื่นๆ ได้ที่ Online Station

Diablo 4

First Released:
6 มิ.ย. 23
Platforms:
PS4 PC PS5 Xbox
Developed by:
Published by:
Genre(s):
แชร์เรื่องนี้:
Vesper
About the Author

Vesper

Life without passion is not living, it's just existing.

เรื่องที่คุณอาจสนใจ