วันที่ 21 มีนาคม 2001 หรือวันนี้เมื่อ 25 ปีที่แล้วเป็นวันวางจำหน่ายของเครื่องเกมพกพา Game Boy Advance ที่ประเทศญี่ปุ่น โดยเครื่องนี้ถูกนับเป็นหนึ่งในเครื่องเกมที่อยู่ในเจเนอเรชั่นที่ 6 ของอุตสาหกรรมเครื่องเกมคอนโซล ซึ่งในเจเนอเรชั่นเดียวกันนี้ Game Boy Advance มีคู่แข่งที่ต้องประชันกันก็คือ N-Gage จาก Nokia กับ WonderSwan จาก Bandai และเป็น Game Boy เจนสุดท้ายของ Nintendo ก่อนที่ปู่นินจะก้าวสู่เจนถัดไปด้วยเครื่องเกมพกพา 2 จออย่าง Nintendo DS ในปี 2004 ครับ

ย้อนไปสมัยที่เครื่อง Game Boy รุ่นแรกสุดวางจำหน่ายเมื่อปี 1989 ณ เวลานั้นผู้คนจำนวนมากตั้งคำถามกับการตัดสินใจของ Nintendo ว่าทำไมถึงทำเครื่องเกมพกพาแบบจอขาวดำ ทั้ง ๆ ที่คู่แข่งในเจนเดียวกันอย่าง Lynx ของ Atari กับ Game Gear ของ Sega ต่างก็ใช้จอสีกันหมด ทว่าพอเวลาผ่านไป กลับกลายเป็นบรรดาเครื่องพกพาจอสีที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักถึงอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ (ถ่านอัลคาไลน์) ที่สั้นเกินไป และตัวเครื่องที่มีขนาดใหญ่เทอะทะ ขณะเดียวกัน Game Boy กลับงัดจุดเด่นของตัวเองในแง่การพกพาง่าย และแบตเตอรี่เล่นได้นานกว่ามาใช้ได้อย่างเต็มที่ นั่นเลยเป็นสาเหตุที่ Nintendo ครองแชมป์ตลาดเครื่องเกมพกพาตั้งแต่ Game Boy ลากยาวถึง Game Boy Color มาตลอด
ต่อมาปู่นินก็ได้ประกาศเปิดตัว Game Boy Advance เป็นครั้งแรกในวันที่ 1 กันยายน 1999 ด้วยดีไซน์ที่เป็นรูปทรงแนวนอน แตกต่างจาก Game Boy รุ่นก่อนหน้าที่เป็นทรงแนวตั้ง ซึ่งเป็นการดีไซน์โดยคุณ Gwenael Nicolas ที่เป็นนักออกแบบชาวฝรั่งเศส กับทีมงานของเขาจากสตูดิโอ Curiosity Inc. ที่ประจำอยู่ในกรุงโตเกียว พร้อมกับประกาศราคาขายของเครื่องแบบย่อมเยา โดยอยู่ที่ 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ (คำนวณตามอัตราเงินเฟ้อเทียบเท่า 180 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2025 หรือราว 5,900 บาท)


อนึ่ง แม้ว่า Game Boy Advance จะเป็นเครื่องพกพารุ่นใหม่ของช่วงยุคต้นทศวรรษ 2000 ก็จริง ทว่าประสิทธิภาพของเครื่องถ้าเทียบกับคอนโซลเครื่องใหญ่ ก็จะอยู่ที่ระดับเดียวกับ Super Famicom เท่านั้น แต่มีการเพิ่มพลังของเครื่องด้วยตัวประมวลผล ARM7 ทำให้รันกราฟิกด้วยเหตุนี้เกมส่วนใหญ่บนแพลตฟอร์มเลยใช้กราฟิกแบบ 2 มิติเป็นหลักอยู่ ส่วนตลับเกมก็มีการออกแบบให้มีฟีเจอร์ยิบย่อยเพื่อชวนดึงดูดผู้เล่น อาทิ ฟังก์ชั่นระบบสั่นในเกม Drill Dozer, ระบบเซนเซอร์ตรวจจับการเอียงเครื่องในเกม WarioWare: Twisted! (ต้องเล่นร่วมกับเครื่อง GameCube) หรือเซนเซอร์ตรวจจับแสงอาทิตย์ในเกม Boktai: The Sun in Your Hand เป็นต้น
ตลอดช่วงวงจรชีวิตของเครื่องนี้ ทางปู่นินมีการออกโมเดลใหม่ที่ใช้ชื่อว่า Game Boy Advance SP ในปี 2005 ที่เป็นจอแบบแบ็คลิต (Backlit) และรูปทรงแบบฝาพับ ตามมาด้วย Game Boy Micro ที่เป็นรุ่นขนาดเล็กลง และตัดเอาฟีเจอร์เล่นตลับเกม Game Boy กับ Game Boy Color ออกไป ซึ่งวางขายในปีเดียวกับ Game Boy Advance SP ด้วย

การมาของ Nintendo DS ในปี 2004 ที่ได้รับความนิยมสูงลิ่ว แถมยังมีฟีเจอร์ Backward Compatibility ในเครื่องโมเดลแรกที่ใส่ตลับเกม Game Boy Advance เล่นได้ ทำให้ยอดขายของ Game Boy Advance ชะลอตัวไปเยอะนับแต่นั้น ทว่าปู่นินก็ยังคงผลิตเครื่องนี้ออกมาขายเรื่อย ๆ กระทั่งยุติสายการผลิตทั้งหมดในปี 2010 โดยทำยอดขายรวมทุกรุ่น ทั้งรุ่นแรก รุ่น SP และรุ่น Micro ไปได้ทั้งสิ้น 81.51 ล้านเครื่อง ซึ่งเกมสุดท้ายที่วางขายในญี่ปุ่นคือ Final Fantasy VI Advance ส่วนเกมสุดท้ายที่วางขายในสหรัฐอเมริกาคือ Samurai Deeper Kyo และเกมสุดท้ายที่วางขายในยุโรปคือ The Legend of Spyro: The Eternal Night
(สำหรับยอดขาย 81.51 ล้านเครื่องที่กล่าวไปข้างต้น ในจำนวนนี้แบ่งเป็น 43.57 ล้านเครื่องที่มาจาก Game Boy Advance SP และ 2.42 ล้านเครื่องที่มาจาก Game Boy Micro ครับ)

ติดตามข่าวเกมพีซี/คอนโซลอื่นๆ ได้ที่ Online Station