นับตั้งแต่ที่เกม Resident Evil เริ่มเข้าสู่ยุคที่ใช้ RE Engine เป็นครั้งแรกในปี 2017 โดยมี Resident Evil 7 เป็นเกมแรกที่ใช้เอนจิ้นนี้ เชื่อว่าหลายคนน่าจะแฮปปี้กันไม่น้อย เพราะนอกจากจะเป็นการเปลี่ยนผ่านของกราฟิกที่สวยงามแบบก้าวกระโดดแล้ว แฟนเกมก็ไม่ต้องรอกันนานกว่าจะมีภาคใหม่ให้เล่น ซึ่งตลอดระยะเวลา 9 ปีให้หลัง ทาง Capcom ได้เข็นเกม Resident Evil ภาคหลักมาให้เราได้เล่นกันแล้วถึง 6 เกม รวมถึงภาคที่เป็นรีเมคด้วย ถือว่าถี่มาก ๆ สำหรับเกมระดับ AAA และอีกไม่ถึง 48 ชั่วโมงนับจากที่เพื่อน ๆ ได้อ่านรีวิวนี้ก็จะถึงวันวางจำหน่ายของเกม Resident Evil Requiem พอดี ตัวเกมยังทำได้ดีสมกับการรอคอยหรือไม่ มีข้อดีข้อเสียอย่างไร เรามีคำตอบให้เพื่อน ๆ ครับ

ผู้พัฒนา: Capcom
แนวเกม: แอ็กชั่น / ผจญภัย / สยองขวัญ
แพลตฟอร์ม: PS5 / Xbox Series X|S / Switch 2 / PC (ทีมงานรีวิวจากเวอร์ชั่น PS5)
วันวางจำหน่าย: 27 กุมภาพันธ์ 2026
เรื่องราวของ Resident Evil Requiem จะกล่าวถึงเกรซ แอชครอฟต์ (Grace Ashcroft) เจ้าหน้าที่เอฟบีไอสาวที่ได้รับมอบหมายให้ออกไปสืบยังสถานที่พบศพปริศนาในซากโรงแรมเร็นวู้ด (Wrenwood Hotel) ที่ซึ่งเป็นที่ ๆ เดียวกับที่อลิซซ่า (Alyssa Ashcroft) แม่ของเธอเคยถูกสังหารเมื่อ 8 ปีก่อน ขณะที่อีกด้าน ลีออน เอส เคนเนดี้ (Leon S. Kennedy) เจ้าหน้าที่พิเศษของรัฐบาลสหรัฐฯ และเป็นหนึ่งในผู้รอดชีวิตจากเมืองแร็คคูนซิตี้ในปี 1998 โดยลีออนกำลังทำคดีที่มีผู้เสียชีวิตด้วยโรคประหลาดอย่างมีเงื่อนงำทั้งหมด 6 คน และทั้งหมดล้วนเคยเป็นผู้รอดชีวิตจากเมืองแร็คคูนซิตี้ด้วย มิหนำซ้ำตัวลีออนเองก็เริ่มแสดงอาการของโรคนี้ในระยะเริ่มต้นบ้างแล้ว ทั้งเกรซและลีออนเลยต้องออกตามสืบหาความจริงของเรื่องนี้ ส่วนทางลีออนก็ต้องค้นหาวิธีการรักษาโรคมรณะไปด้วยก่อนที่จะสายเกินแก้



สำหรับการผจญภัยของเกรซกับลีออนจะมีโครงสร้างของเกมเพลย์ที่แตกต่างกัน ทั้งในแง่คอนเซ็ปต์ การออกแบบ และบรรยากาศ โดยเกรซจะให้ฟีลที่เหมือนเกม Resident Evil 2 เวอร์ชั่นรีเมค ที่ต้องเน้นการเอาตัวรอด ใช้อาวุธได้ไม่กี่อย่าง และมีทรัพยากรให้ใช้จำกัดจำเขี่ย แต่จะมีเรื่องของการอัปเกรดตัวละครที่ใช้เมคานิกแบบภาค 7 คือต้องตามหาหรือผสมไอเทมจำพวก Steroid ที่เพิ่ม Max HP ของตัวเอง หรือ Stabilizer ที่ช่วยเพิ่มพลังโจมตีและความนิ่งขณะเล็งปืน ซึ่งพื้นฐานของเกรซจะเป็นตัวละครที่อ่อนแอ หวังพึ่งได้แค่ยามมีอาวุธ ส่วนการโจมตีระยะประชิดเวลาศัตรูติดสตันจะเป็นการผลักให้มันล้มลงเท่านั้น ฟังดูแล้วเพื่อน ๆ อาจจะพาลคิดไปว่าเกมเพลย์ของเกรซคือต้องลอบเร้นและหนีเป็นหลักหรือเปล่า ทว่าในความเป็นจริงแล้วเกรซเองก็มีท่า Stealth Kill ที่ใช้ลอบจัดการศัตรูจากด้านหลังได้ แต่ก็ต้องเล่นไปถึงจุดหนึ่งที่สามารถผสมยาได้เสียก่อน และก็ต้องใช้ยานั้นในการลอบกำจัดด้วย



ทางด้านเกมเพลย์ฝั่งลีออนจะยังคล้ายคลึงกับ Resident Evil 4 เวอร์ชั่นรีเมคที่แทบจะเหมือนเกือบทุกอย่าง ทั้งระบบจัดกระเป๋า การติดตั้งเครื่องราง หรือแม้แต่ระบบการต่อสู้ทั้งระยะประชิดและกันเพลย์ ตัวลีออนจะสามารถทำได้แทบทุกสิ่งอย่างสมฐานะพระเอกที่เก่งระดับซูเปอร์ฮีโร่พึงมี เพิ่มเติมคือขวานมือที่เป็นอาวุธคู่ใจสำหรับโจมตีระยะประชิด และใช้ Parry การโจมตีจากศัตรูก็ยังได้ แถมถ้าใช้งานจนสึกหรอก็ยังหยิบหินมาลับคมได้ตลอดเวลาแบบไม่จำกัดครั้ง รวมถึงมีระบบร้านค้าและอัปเกรดอาวุธที่จะเริ่มทำได้ในช่วงกลางเกมเป็นต้นไป อีกทั้งเกมเพลย์ตอนเล่นเป็นลีออนจะมีหลากอรรถรสกว่า แน่นอนว่าจำนวนบอสไฟต์ก็มีมากกว่าด้วย
ทั้งนี้ทั้งนั้น เกมยังพยายามสร้างสมดุลเวลาเล่นเป็นเกรซและลีออนอยู่ โดยศัตรูในฝั่งลีออนจะมีลูกล่อลูกชนและลูกเล่นแพรวพราวกว่าที่เจอในฝั่งเกรซ ซึ่งตลอดทั้งเกมสัดส่วนของการได้เล่นเป็นลีออนจะอยู่ที่ประมาณ 60% และเกรซอยู่ที่ราว 40% แต่บอกเลยว่านี่คือปริมาณการได้เล่นเป็นทั้งสองตัวละครที่ลงตัวดีแล้ว เกมจะให้เราได้เล่นสลับไปมาระหว่างเกรซกับลีออนเป็นระยะ บางช่วงจะได้เล่นเป็นเกรซยาว ๆ เช่นเดียวกับลีออนที่จะมีบางช่วงที่เปิดโอกาสให้ผจญภัยค่อนข้างอิสระ สามารถเลือกไปลุยตรงจุดไหนก่อนก็ได้ การจัดวางและจังหวะจะโคนถือว่าทำได้พอเหมาะและไม่ทำให้ผู้เล่นเครียดหรือเบื่อหน่ายกับช่วงใดช่วงหนึ่งมากเกินไป แต่ในความรู้สึกส่วนตัวผมยังคิดว่ามันคงจะดีกว่าถ้าเกมเลือกจะไปทางใดทางหนึ่งจนสุดทาง มากกว่าจะทำเกมเพลย์สองแบบพร้อมกับจับตัวละครสองตัวที่ต่างกันสุดขั้วในแง่เกมเพลย์มาให้เล่น โดยที่ไม่มีช่วงให้สองคนนี้ได้ลุยไปด้วยกันเลย



จากมุมมองที่มีต่อซีรีส์นี้มาตลอด 30 ปี ผมคงพูดแบบไม่อวยเลยว่าพล็อตเรื่องคือหนึ่งในจุดด้อยสำคัญในช่วงหลายปีหลัง และมีกลิ่นอายของความเป็นพล็อตหนังเกรด B จนเป็นเครื่องหมายการค้าไปแล้ว แต่ก็แอบทึ่งที่เนื้อเรื่องทรงนี้ก็ยังลากซีรีส์มาได้ไกลเหลือเกิน ซึ่งในภาค Requiem เรายังคงเห็นการยัดตัวละครใหม่เข้ามาบางตัวแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย บางตัวก็โผล่มาแบบต้องอึ้งเลยว่า “มาได้ไงวะ?” หรือ “แกเล่นงี้เลยเหรอ Capcom?” เช่นเดียวกับการเฉลยปมเรื่องราวทั้งหมดที่เต็มไปด้วยช่องโหว่และความไม่สมเหตุสมผล นั่นจึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ซีรีส์นี้สร้างมาตรฐานความเป็นเกมระดับ 10 คะแนนได้ยากครับ
แต่ด้วยแนวทางที่เกมแสดงให้เห็นและเลือกที่จะเป็นมา 3 ทศวรรษ ผมคิดว่าทีมผู้พัฒนาน่าจะมีธงแต่แรกแล้วว่าพวกเขาไม่ได้ต้องการให้ซีรีส์มีเนื้อเรื่องลุ่มลึกขนาดนั้น และอยากจะขายพล็อตชวนเพ้อฝันต่อไป ดังนั้นสิ่งที่อยากให้ภาคถัดไปนำไปแก้ไขก็คือควรเขียนบทมาให้รัดกุมหน่อย อย่างน้อยต่อให้เป็นพล็อตเหมือนหนังเกรด B มันก็ทำออกมาให้เป็น B ที่มีคุณภาพกว่านี้ได้
ใครที่จะมาเริ่มจับซีรีส์ Resident Evil ที่ภาค Requiem เลยจะมีงงบ้างกับเนื้อหาที่พูดถึงเมืองแร็คคูนซิตี้ และประสบการณ์ที่ลีออนเคยเจอในอดีต ซึ่งอาจต้องไปไล่ย้อนเล่นภาค 2 กับ 3 เวอร์ชั่นรีเมคเพิ่มเติมเพื่อเข้าใจในส่วนดังกล่าว แต่หากใครที่เคยผูกพันกับภาค 2 กับ 3 มาน่าจะชอบหลายดีเทลและอีสเตอร์เอ้กที่ผู้พัฒนาภาค Requiem จงใจใส่มาให้นึกถึงวันเก่า ๆ อยู่ไม่น้อย



ในภาคนี้ผู้เล่นจะสามารถเลือกมุมกล้องระหว่างมุมมองบุคคลที่ 1 กับมุมมองบุคคลที่ 3 ได้ตามใจชอบ และเลือกปรับได้ตลอดเวลา หากใครอยู่ระหว่างเกมแล้วรู้สึกเวียนหัวหรือมีอาการ Motion Sickness ก็กดหยุดเกมแล้วเข้าไปเปลี่ยนมุมกล้องใน Option ได้ทันที การทำเช่นนี้ช่วยให้เกมมีความยืดหยุ่นสูงและเข้าถึงผู้เล่นได้กว้าง ซึ่งตรงนี้ก็ต้องอธิบายก่อนว่ามุมกล้องทั้งสองแบบต่างก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันในแง่ของประสบการณ์การเล่นค่อนข้างชัดเจน โดยมุมมองบุคคลที่ 3 ผู้เล่นจะได้เห็นแอ็กชั่นต่าง ๆ ของตัวละครที่เราบังคับอยู่ และไม่ค่อยเกิดปัญหาวิงเวียนเวลาควบคุม แต่ตอนที่เราได้เล่นเป็นเกรซตั้งแต่ช่วงแรกจนถึงกลางเกม เมื่อไหร่ก็ตามที่นางเจอศัตรูไล่ต้อนแล้วเราต้องวิ่งหนี เกรซจะออกอาการแพนิกทำให้วิ่งล้มลุกคลุกคลาน ซึ่งถ้าจังหวะที่ทรงตัวไม่ดีดันเกิดขึ้นในช่วงที่เราต้องการเลี้ยวโค้งหรือจะกดสำรวจอะไรสักอย่างแบบเร่งด่วน มันจะชวนให้รู้สึกหงุดหงิดมาก ในทางกลับกัน มุมกล้องนี้เหมือนเกิดมาเพื่อตอบโจทย์เกมเพลย์ฝั่งลีออนเป็นการเฉพาะ ทั้งเอื้อต่อการเล็งยิงกับการออกแอ็กชั่นเต็มรูปแบบ อีกทั้งลีออนก็ไม่ได้เป็นคนแพนิกง่ายเหมือนเกรซด้วยนั่นเอง



อย่างไรก็ดี หากใครที่ไม่มีปัญหากับเรื่อง Motion Sickness หรือเคยชินกับเกมแนว FPS เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ผมอยากแนะนำให้เปิดใจลองเล่นเป็นเกรซด้วยมุมกล้องบุคคลที่ 1 ดู เหมือนที่เคยเล่นกันมาในภาค 7 หรือ Village (ก่อนจะมีแพตช์เพิ่มมุมกล้องบุคคลที่ 3) ครับ โดยนอกจากมันจะให้ประสบการณ์ที่สมจริงแล้ว การเล่นด้วยมุมมองบุคคลที่ 1 เกมจะตัดเอาแอ็กชั่นที่น่ารำคาญของเกรซออกไปหมด ทำให้เวลาวิ่งหนีศัตรูจะรู้สึกถึงความสมูธ ต่อเนื่อง ไม่มีสะดุด ล้มเกือบหน้าคะมำให้เห็นเลย
ยิ่งไปกว่านั้น มุมกล้องทั้งสองแบบจะแสดงผลที่แตกต่างกันเวลาเราบังคับให้เกรซย่องขึ้นลงบันไดด้วย โดยมุมกล้องบุคคลที่ 3 เกรซจะค่อย ๆ ย่องขึ้นลงบันไดทีละขั้น และกล้องจะขยับตามขั้นบันไดระหว่างเราเคลื่อนตัว แต่ถ้าเป็นมุมกล้องบุคคลที่ 1 กล้องจะเคลื่อนแบบสมูธ และไม่มีการลดสปีดของเราลง จุดนี้ใครจะอยากเล่นด้วยมุมมองไหนก็ขอให้เป็นดุลพินิจของเพื่อน ๆ ครับ เราทำได้แค่เปรียบเทียบให้เห็นว่าแต่ละมุมมองมีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง



บรรดาความลับในเกมที่ต้องตามหากันตั้งแต่การเล่นรอบแรกยังคงมีให้ตามเก็บอยู่เช่นเคย เพื่อรองรับผู้เล่นที่เป็นสายเน้นความสมบูรณ์แบบ โดยมีทั้งตุ๊กตาแร็คคูนที่ซ่อนในจุดต่าง ๆ ตลอดจนพวกไฟล์ที่ช่วยให้รู้เนื้อเรื่องเบื้องลึกเบื้องหลังมากขึ้น รวมถึงมีอีสเตอร์เอ้กที่เป็นเซอร์ไพรส์และจุดเซอร์วิสอยู่เพียบ เชื่อว่าใครที่เป็นแฟนเกมนี้หรือเคยเล่นภาค 2 กับ 3 มาก่อนน่าจะฟินกัน
ความยาวของภาคนี้อยู่ในระดับกำลังดี ผมเล่นรอบแรกกับระดับความยาก Standard จบโดยใช้เวลาประมาณ 13 ชั่วโมงเศษ ซึ่งระหว่างเล่นมีสำรวจหาความลับต่าง ๆ เจอจนเกือบครบ ไล่ดูดีเทลตามฉาก และตอนเล่นเป็นลีออนก็คอยจัดกระเป๋าอยู่เรื่อย ๆ ด้วย แทบทั้งเกมไม่ค่อยมีจุดที่ติดเป็นเวลานาน หรือเจอศัตรูตัวไหนที่ยากจนตายซ้ำเป็นสิบรอบ ผู้เล่นทั่วไปน่าจะไม่มีปัญหาตอนเล่นเป็นลีออน แต่ช่วงที่เล่นเป็นเกรซอาจต้องบริหารทรัพยากรในตัวกันบ้าง แรก ๆ อาจจะหงุดหงุดและรำคาญเกรซในกรณีที่เล่นด้วยมุมมองบุคคลที่ 3 กับแอ็กชั่นที่เงอะ ๆ งะ ๆ แต่พอเข้าสู่กลางเกมเป็นต้นไป ปัญหาตรงนี้จะลดลง แล้วเราจะเปลี่ยนไปหงุดหงิดว่าทำไมเกรซมันวิ่งช้าจังวะแทน



การแสดงผลของเกมนี้จากที่ทดลองมา ถ้าใครมี PS5 Pro อยู่กับตัวจะได้เปรียบมาก เพราะโหมดเน้นความละเอียดที่เปิด Ray Tracing ด้วยจะรันได้ที่ 4K และ 60 FPS แบบนิ่ง ๆ หรือในกรณีที่ปิด Ray Tracing ก็จะได้เฟรมเรตที่เพิ่มขึ้นไปถึงช่วง 90-120 FPS ขอแค่ทีวีหรือมอนิเตอร์รองรับก็จะสัมผัสประสบการณ์ได้แบบจัดเต็ม ซึ่งผู้พัฒนาเกมพยายาม Optimize ให้ความสำคัญกับการรันแบบลื่น ๆ บนคอนโซลเป็นหลัก ทำให้เวลาเล่นด้วยโหมดเน้น Performance จะได้เฟรมเรตขั้นต่ำที่ 60 FPS แบบยืนพื้น ไม่มีหน่วงหรือกระตุกให้เห็นเลย
ถ้าจะให้นิยามถึงสิ่งที่ Resident Evil Requiem เป็น มันก็เหมือนเกมที่อยากจะพาผู้เล่นกลับมายังงานคืนสู่เหย้าเพื่อรื้อฟื้นความหลังที่ซีรีส์นี้เดินทางมานานถึง 30 ปี ขณะเดียวกันก็พยายามเข้าหาผู้เล่นยุคปัจจุบันด้วยการใช้เกมเพลย์ มุมกล้อง และระบบอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เป็นตัวดึงดูด อีกทั้งมีการปรับให้เกมบางช่วงมีความกึ่งโอเพ่นเวิลด์ให้ผู้เล่นได้ทำอะไรหลายอย่าง หรือเลือกลุยโซนไหนก่อนก็ได้ แต่ทางด้านเนื้อเรื่องก็ยังเป็นจุดอ่อนอยู่เหมือนเคย บทจะใส่ตัวละครหรือประเด็นอะไรเข้ามา ก็ยัดเพิ่มกันดื้อ ๆ ได้เลยแล้วค่อยไปว่าเรื่องความสมเหตุสมผลหรือปัจจัยเสี่ยงที่อาจจะเกิด Plot Hole กันทีหลัง โดยภาพรวมมันคือเกมที่มีคุณภาพและโปรดักชั่นสมกับเป็นเกม AAA แต่ถ้าไปเน้นที่การเขียนพล็อตให้มีความซับซ้อนและชั้นเชิงมากกว่านี้ เกมจะไปได้ไกลกว่าที่เป็นอยู่มาก
คะแนน 8.5
ติดตามข่าวเกมพีซี/คอนโซลอื่นๆ ได้ที่ Online Station