จะบอกว่ากลายเป็นธรรมเนียมกันไปแล้วก็ได้สำหรับการรีเมคเกมตระกูล Like a Dragon ที่แน่นอนว่าหลังจากภาค Kiwami 2 ที่ออกมาให้เล่นกันตั้งแต่ปี 2017 คราวนี้ก็ถึงคิวของ Yakuza Kiwami 3 เสียที แถมกลับมาคราวนี้ยังไม่ได้มาโดด ๆ แต่พ่วงเนื้อเรื่องเสริมอย่าง Dark Ties ซึ่งจะเป็นเรื่องราวชีวิตของหนึ่งในตัวร้ายประจำภาคมาด้วย จะดีกว่าของเดิมแค่ไหนยังไง มาอ่านกันได้ในรีวิวนี้เลย

แนวเกม: แอ๊กชั่น, ผจญภัย
แพลตฟอร์ม: PS5, Xbox Series X|S, Nintendo Switch 2, PC (ทีมงานรีวิวจากเวอร์ชั่น PS5)
ผู้พัฒนา: Ryu Ga Gotoku Studio
วางจำหน่าย: 12 กุมภาพันธ์ 2026
เรื่องราวในภาคนี้จะพาเราย้อนกลับไปยังเมืองคามุโรโจในปี 2009 ซึ่งถือว่าเป็นเหตุการณ์ต่อจาก Yakuza Kiwami 2 ราว ๆ 3 ปี ตัวเกมจะยังคงเล่าถึงเรื่องราวของตัวเอกดั้งเดิมประจำซีรีส์อย่างคาซึมะ คิริว (Kazuma Kiryu) อดีตยากูซ่าที่ปัจจุบันผันตัวมาเป็นผู้ดูแลสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า Morning Glory คอยจับปลาหาปูอยู่ที่จังหวัดโอกินาว่า และเป็นป๊ะป๋า (ถึงในเกมจะเรียกคุณลุงกันทุกคนก็เถอะ) สุดเท่ของฮารุกะกับเด็ก ๆ อีก 8 คน แต่ต่อให้ย้ายมาอยู่ถึงโอกินาว่า คิริวก็ต้องเจอกับปัญหาชวนปวดหัวอีกครั้ง เพราะพื้นที่ตรงจุดที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าของเขาตั้งอยู่นั้น มันดันกลายเป็นพื้นที่ที่ทางรัฐบาลต้องการ ทำให้คิริวต้องลุกขึ้นมาปกป้องครอบครัวและเด็ก ๆ ที่เขารัก ไม่ให้ต้องระหกระเหินกลายเป็นเด็กเร่ร่อนไม่มีที่ไป
ทว่าปัญหาที่ดูเหมือนจะเล็ก ๆ นี้กลับขยายใหญ่ขึ้น เมื่อคิริวได้รู้ว่าปัญหาเรื่องที่ดินดังกล่าวยังไปเกี่ยวพันกับการที่ไดโกะ โดจิมะ (Daigo Dojima) ประธานสมาพันธ์โทโจ (Tojo Clan) คนปัจจุบันถูกยิงจนไม่ได้สติ อาการเป็นตายเท่ากัน ทำให้เหล่ายากูซ่าภายในสมาพันธ์พากันวางแผนร้ายเพื่อหวังจะชิงตำแหน่งว่าที่ประธานคนถัดไปมาให้ได้ มิหนำซ้ำผู้ที่เป็นคนลั่นไกนั้นยังมีหน้าตาเหมือนกับอดีตชายผู้ที่คิริวนับถือเหมือนเป็นพ่ออย่าง ชินทาโร่ คาซามะ (Shintaro Kazama) ชนิดเหมือนลุกกลับขึ้นมาจากหลุมอีกครั้งอีกต่างหาก งานนี้คิริวจึงต้องหวนกลับมาสะสางปัญหาทั้งหมดอีกครั้งอย่างเลี่ยงไม่ได้


ด้วยความที่เป็นหนึ่งในตัวเกมภาคหลัก เนื้อเรื่องทั้งหมดจึงจะหวนกลับไปมีความเข้มข้นและมีความเกี่ยวโยงกับการเมืองและวงการยากูซ่าอีกครั้ง โดยเมื่อเทียบกับภาคอื่นแล้ว ภาคนี้เรียกได้ว่ามีความเป็นการเมืองหนักกว่าภาคไหน ๆ ซึ่งถึงแม้มันจะทำให้ตัวเนื้อเรื่องมีความเข้มข้น ซับซ้อน น่าติดตาม แต่ความซับซ้อนนี่แหละที่อาจจะทำให้ในบางครั้งผู้เล่นรู้สึกเหมือนหลุดโฟกัสไปเหมือนกัน แน่นอนว่าปัญหาที่อยู่คู่กับซีรีส์ Yakuza และ Like a Dragon มาโดยตลอดอย่างปัญหาด้านจังหวะการเล่าเรื่องนั้นก็ยังคงไม่หายไปไหน โดยเฉพาะในภาคนี้ที่ยังคงดำเนินเรื่องเหมือนกับในภาค 3 ดั้งเดิมแบบแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย
โดยแนวทางการเล่าเรื่องของ Yakuza Kiwami 3 นั้นจะเน้นไปที่การโยนปัญหาและความขัดแย้งมาเพื่อจับความสนใจของผู้เล่นรัว ๆ ในช่วงต้น มีการหย่อนคำใบ้ไว้ระหว่างทางให้เดากันเล็กน้อย จากนั้นค่อยไปเฉลยตูมเดียวผ่านคัตซีนที่จับตัวละคร 2-3 ตัวมานั่งคุยกันยาว ๆ ซึ่งจุดนี้เองที่อาจจะทำให้ผู้เล่นบางคนที่ไม่ใช่สายอ่านรู้สึกเบื่อหรืองงได้ ที่สำคัญเลยก็คือ ปูมหลังและที่มาที่ไปของตัวละครบางตัวนั้นยังให้ความรู้สึกว่าไม่สมเหตุสมผลอยู่บ้าง แทนที่จะเซอร์ไพรส์ เราเลยอาจจะได้มานั่งขมวดคิ้วพร้อมอุทานว่า “อย่างนี้ก็ได้เหรอ” แทน
แต่ข้อดีของเนื้อเรื่องภาคนี้ที่ต้องขอชมเลยก็คือตัวร้ายทั้งหลาย โดยเฉพาะโยชิทากะ มิเนะ (Yoshitaka Mine) ที่โด่งดังถึงขั้นมีเนื้อเรื่องแยกอย่าง Dark Ties เป็นของตนเอง แม้จะเล่าเนื้อเรื่องของเจ้าตัวไม่ได้มากเพราะจะถือเป็นการสปอยล์ แต่ก็ต้องขอชมเลยว่าเขาเป็นตัวละครที่มีมิติ เจ้าเล่ห์ และเท่เอามาก ๆ เชื่อว่าผู้เล่นสาว ๆ หลายคนน่าจะโดนตัวละครตัวนี้ตกกันได้เลย นอกจากนี้ใน Kiwami 3 ยังมีการเพิ่มฉากต่าง ๆ เข้าไปประมาณหนึ่งเพื่อดึงอารมณ์ผู้เล่นมากขึ้น ทั้งนี้ เนื้อหาก็จะมีทั้งจุดที่คงเดิมไว้ และหลายจุดที่ปรับเปลี่ยนไป แต่จุดนี้อาจจะต้องไปเล่นกันเอง เราไม่อาจบอกได้จ้า


ระบบต่อสู้ของภาคนี้จะยังคงเป็นแนวแอ๊กชั่นแบบ Beat ’em Up โดยคิริวในภาคนี้จะมีสไตล์การต่อสู้ทั้งหมด 2 รูปแบบด้วยกัน คือ Dragon of Dojima: Kiwami ซึ่งก็คือสไตล์การต่อยตีแบบฉบับดั้งเดิม เพิ่มเติมคือมีท่า Heat Action ใหม่ ๆ เข้ามาอีกเล็กน้อย และสามารถกดปุ่ม R2 เพื่อเปิดโหมด Dragon Boost อย่างในภาค 6 หรือ Kiwami 2 ได้ แต่อีกสไตล์ที่ถือว่าเป็นของใหม่แกะกล่องเลยก็คือ Ryukyu Style หรือเรียกง่าย ๆ ก็คือสไตล์ต่อสู้ประจำจังหวัดโอกินาว่าที่มีการหยิบอาวุธท้องถิ่นของโอกินาว่ามาใช้ ไม่ว่าจะเป็นโล่ทินเบและหอกสั้นโรชิน, ทอนฟา, สนับมือ, เคียว และอื่น ๆ อีกมากมาย จุดเด่นของสไตล์การต่อสู้นี้คือความสามารถในการป้องกันที่สามารถต้านการโจมตีของศัตรูได้แทบทุกรูปแบบ ทั้งยังสามารถต่อคอมโบและเปลี่ยนไปใช้อาวุธต่าง ๆ ด้วยการกดปุ่มรัว ๆ หรือกดค้างเอาไว้ได้ด้วย ที่สำคัญก็คือ มันยังเป็นสไตล์ที่เหมาะกับการต่อสู้ในสถานการณ์ที่เราถูกศัตรูหลายคนล้อมได้เช่นกัน ติดอยู่อย่างเดียวก็คือเมื่อเทียบกับตัวละครอย่างมาจิมะในภาค Pirate Yakuza in Hawaii ที่เป็นตัวละครสายเน้นสปีดแล้ว พอกลับมาเล่นเป็นคิริว บางคนอาจจะรู้สึกว่าอืด ไม่ทันใจได้
ในส่วนของระบบการอัปเกรดนั้น ผู้เล่นจะสามารถเพิ่มพลังการโจมตีและความยาวของเกจพลังชีวิตได้โดยใช้เงินแลกเหมือนกับภาคก่อน ๆ แต่สำหรับท่าต่อสู้หรือ Heat Action ต่าง ๆ นั้น ผู้เล่นจะต้องใช้แต้มพิเศษแลกมาอีกที ซึ่งแต้มที่ว่านี้ก็จะได้มาจากการทำคอนเทนต์ต่าง ๆ อีกทีหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้กับศัตรูให้ครบจำนวน การเล่นมินิเกมต่าง ๆ และที่เพิ่มเข้ามาใหม่เลยก็คือการเข้าไปฝึกซ้อมในโรงฝึก ที่จะมีด่านให้เราฝึกแยกไปเป็นหัวข้อ ๆ และเมื่อผ่านก็จะได้แต้มอัปเกรดมาเป็นรางวัล เมื่อเราสะสมแต้มได้ครบถึงกำหนด ก็จะต้องไปทำการทดสอบฝีมือเพื่อเลื่อนระดับขั้น โดยรางวัลที่ได้มาจากการผ่านการทดสอบนี้ก็จะเป็นเทคนิคพิเศษต่าง ๆ ที่จะช่วยให้คิริวมีลูกเล่นในการต่อสู้แพรวพราวขึ้น


ที่ขาดไปไม่ได้สำหรับซีรีส์นี้เลยก็คือมินิเกมต่าง ๆ ที่ในภาคนี้ก็ยังคงจัดเต็มมาให้เล่นกันอีกเช่นเคย โดยนอกจากมินิเกมที่อยู่คู่กับเกมซีรีส์นี้มานานอย่างพวกคาราโอเกะ ไพ่นกกระจอก หรือหวดเบสบอลแล้ว ภาคนี้ยังมีมินิเกมแบบใหม่อย่างการทำงานต่าง ๆ ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ตั้งแต่การทำอาหารเลี้ยงพวกเด็ก ๆ เล่นไล่จับแมลง ปลูกผัก ให้อาหารสัตว์ ไปจนถึงช่วยเด็ก ๆ ทำการบ้าน ปักผ้า และขายของ ซึ่งเราจะได้ทำงานเหล่านี้ในรูปแบบของมินิเกมแยกย่อยอีกที ตัวอย่างก็เช่นการช่วยพวกเด็ก ๆ ทำการบ้านที่เราจะต้องตอบคำถามในหมวดหมู่ต่าง ๆ ให้ถูกภายในระยะเวลาที่กำหนด (เหมือนกับการสอบวัดระดับความรู้ในภาคของอิจิบัง) หรือมินิเกมทำอาหารที่เราต้องกดปุ่มหรือหมุนอนาล็อกตามที่เกมกำหนดมาให้ และเมื่อทำสำเร็จ นอกจากจะได้ของไปใช้ขายเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแล้ว มินิเกมพวกนี้ยังช่วยทำให้ค่าความสัมพันธ์กับเด็ก ๆ แต่ละคนเพิ่มสูงขึ้น และเมื่อเต็มเมื่อไหร่ ผู้เล่นก็จะได้เล่นเควสต์ประจำตัวของเด็ก ๆ แต่ละคน นอกจากนี้ยังเป็นการเสริมค่าความสัมพันธ์กับเหล่าพ่อค้าแม่ค้าในชุมชนโอกินาว่าได้อีกด้วย ซึ่งไม่เพียงแต่จะได้เงินเป็นของตอบแทนเท่านั้น แต่เรายังจะได้วัตถุดิบจำพวกเนื้อ ข้าว หรือน้ำตาลมาด้วยเช่นกัน
อีกหนึ่งมินิเกมเด่น ๆ ของภาคนี้ก็คือมินิเกม Bad Boy Dragon ที่คิริวจะต้องไปรับบทเป็นประธานกึ่ง ๆ ที่ปรึกษาของแก๊งมอเตอร์ไซค์ประจำถิ่น (ที่แรกเริ่มเดิมทีมีสมาชิกเป็นสาววัยรุ่นล้วน ๆ) ซึ่งเป้าหมายของแก๊งมอเตอร์ไซค์ที่ว่านี้ก็คือการปกป้องโอกินาว่าไม่ให้แก๊งอื่น ๆ เข้ามาสร้างความวุ่นวาย โดยระบบการเล่นหลัก ๆ นั้นก็ถือว่าทำมาได้ดีและสนุกพอสมควร เพราะมีตั้งแต่การจัดทีมเพื่อไปลุยปะฉะดะกับคู่ต่อสู้ การเกณฑ์คนมาเป็นสมาชิกแก๊ง การอัปเกรดชุดเครื่องแบบ ธงประจำแก๊ง และรถมอเตอร์ไซค์ ไปจนถึงระบบการต่อสู้หลัก ๆ ของเกมนี้ที่เรียกว่าระบบ Rumble ซึ่งจะแยกย่อยออกเป็นสองแบบด้วยกัน ได้แก่ Turf War หรือสงครามชิงพื้นที่ที่เราจะต้องแบ่งทีมแยกกันขี่มอเตอร์ไซค์เข้าไปซัดกับกลุ่มเป้าหมาย โดยสมาชิกแต่ละคนนั้นก็จะมีค่าสถานะและทักษะแตกต่างกันไป แบ่งออกเป็น Tank, DPS และสายฮีล และมีตัวช่วยเสริมเป็นการซื้ออาวุธต่าง ๆ มาใช้ ซึ่งอาวุธที่ว่านี้ก็จะมีตั้งแต่อาวุธธรรมดา ๆ อย่างโทรโข่งที่สามารถใช้ฮีลได้ ไปจนถึงอาวุธปั่น ๆ อย่างสับปะรด ฝูงไก่ และปืนใหญ่เลเซอร์ บอกได้คำเดียวว่ากาวสมกับเป็นเกมตระกูลนี้จริง ๆ




ส่วนอีกหนึ่งรูปแบบของมินิเกม Bad Boy Dragon นั้นก็คือโหมด Total Annihilation หรือก็คือการพาสมาชิกในทีมทั้งหมดไปตะลุมบอนกับศัตรูตรง ๆ นั่นเอง ซึ่งในส่วนของมินิเกมนี้ แม้จะยังให้ความรู้สึกที่จำเจอยู่บ้าง แต่เพราะทางทีมพัฒนามีการเพิ่มลูกเล่นใหม่ ๆ เข้ามาในด่านต่าง ๆ เช่นพวกกับดักหรืออาวุธเกรียน ๆ ที่ฝ่ายศัตรูหยิบมาใช้ มันจึงช่วยเพิ่มความท้าทายให้ผู้เล่นได้ไม่น้อย ช่วยให้เรารู้สึกอยากเอาชนะให้ได้โดยไม่เบื่อเสียก่อน
ในส่วนของ Side Quests หรือเควสต์ย่อยต่าง ๆ นั้น ภาคนี้ก็ยังคงมีอยู่เช่นเคย แต่จำนวนของมันก็นับว่าลดน้อยลงไปกว่าภาคอื่นมากทีเดียว แต่ถึงจะน้อย ก็ยังคงรับประกันความตลกโปกฮาและคุณภาพอยู่เช่นเคย หากเครียดกับเนื้อเรื่องหลักก็สามารถมาทำเควสต์เสริมเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศได้ตลอดเวลา ซึ่งภาคนี้ยังมีระบบที่ถือเป็นกิมมิคเล็ก ๆ น้อย ๆ เพิ่มมาด้วย อย่างระบบการตกแต่งโทรศัพท์และระบบการแต่งตัว ในส่วนของระบบการแต่งตัวนั้นก็ไม่ได้ต่างอะไรจากในภาค Like a Dragon Gaiden: The Man Who Erased His Name เพียงแต่ในภาคนี้ เราจะสามารถเลือกทรงผมให้คิริวได้ และมีการเพิ่มชุดใหม่ ๆ ตามสไตล์โอกินาว่าเข้าไป ส่วนระบบการแต่งโทรศัพท์นั้นก็ถือว่าทำมาได้เข้ากับยุคสมัยภายในเกมดีทีเดียว เพราะด้วยความที่เหตุการณ์ในภาคนี้เกิดขึ้นในปี 2009 โทรศัพท์ที่ตัวละครในเกมใช้กันจึงยังเป็นรุ่นฝาพับอยู่ ซึ่งเราก็สามารถเลือกปรับแต่งเจ้ามือถือที่ว่านี้ได้เต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของฝาพับ หน้าจอ ริงโทน ไปจนถึงเอาสติ๊กเกอร์มาตกแต่งฝาหลังได้ จะนำกากเพชรมาติดเป็นรูปหรือคำศัพท์ก็สามารถทำได้เช่นกัน ไม่เพียงเท่านั้น มือถือรุ่นฝาพับในภาคนี้ยังพ่วงมากับระบบเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างระบบ LaLaLa Mobile ด้วย อธิบายง่าย ๆ ก็คือการเล่นโซเชียลในสมัยก่อนนั่นเอง และยิ่งเราแอดเฟรนด์กับผู้คนได้มากเท่าไหร่ เราก็จะได้ค่าตอบแทนเป็นการปลดล็อกของสำหรับตกแต่งมือถือจำพวกสติ๊กเกอร์หรือริงโทน ก็นับว่าเป็นระบบที่เอาไว้ฆ่าเวลาเล่นเวลาเดินเที่ยวชมเมืองได้


แน่นอนว่าด้วยความที่ตัวเกมยังคงใช้ Dragon Engine ที่ยังคงเป็นเอนจิ้นคู่บุญของทางค่าย ในด้านกราฟิกจึงไม่ค่อยมีอะไรให้พูดถึงเท่าไรนัก ตัวกราฟิกนั้นยังคงมีความสวยงามเหมือนเดิม และพัฒนาขึ้นมาจากภาค 3 ฉบับดั้งเดิมแบบก้าวกระโดด ในส่วนของเฟรมเรตหรือบั๊กต่าง ๆ นั้น เท่าที่เล่นมาจนจบก็ไม่พบปัญหาแต่อย่างใด
ขณะที่ Dark Ties เนื้อเรื่องเสริมที่จะพาเราไปสวมบทบาทเป็นตัวร้ายของเกมอย่างมิเนะ หัวหน้ากลุ่มฮาคุโฮ (Hakuho Clan) ที่เราจะได้เห็นกันไปในตัวเกมหลัก ซึ่งเนื้อเรื่องของมิเนะนั้นจะกล่าวถึงชีวิตของเจ้าตัวตั้งแต่ตอนที่ยังเป็นเพียงประธานบริษัทธรรมดา ๆ แต่โชคชะตาก็ทำให้เขาถูกเพื่อนร่วมงานที่เคยเชื่อใจหักหลังและขับไล่ไสส่ง ทำให้เขาสิ้นศรัทธาและไม่เชื่อใจใครอีกต่อไป แต่ในขณะที่กำลังดื่มเหล้าเมาย้อมใจอยู่นั่นเอง เจ้าตัวก็ดันไปพบเห็นเหตุการณ์ขณะที่ไดโกะ ประธานสมาพันธ์โทโจคนปัจจุบันโดนลอบจู่โจมจนลูกน้องต้องเอาตัวเข้าปกป้องแบบไม่คิดชีวิต และสุดท้ายก็ไม่มีใครเหลือรอดเลยแม้แต่คนเดียว นั่นทำให้มิเนะเกิดคำถามขึ้นในใจว่าเพราะอะไร ยากูซ่าเหล่านี้จึงเชื่อในตัวใครสักคนจนสามารถเอาชีวิตเข้าแลกได้ นั่นทำให้เขาเลือกที่จะหันหน้าเข้าวงการยากูซ่าเพื่อที่จะหาคำตอบนั้นให้พบให้ได้


ตัวเนื้อเรื่องของ Dark Ties นั้นต้องบอกเลยว่าแม้จะสั้น แต่เป็นคอนเทนต์อัดแน่นไปด้วยเนื้อหาที่มีความเข้มข้นและขวนติดตามมากทีเดียว ถ้าใครเคยเล่นภาค 3 เวอร์ชั่นดั้งเดิมมาก่อนอาจถึงขั้นที่ทำให้รู้สึกว่ามันชวนติดตามมากกว่าตัวเกมหลักด้วยซ้ำ แต่โดยเนื้อหาของมิเนะที่แทบจะเรียกได้ว่าเป็นขั้วตรงข้ามของคิริว กล่าวคือเป็นคนเจ้าเล่ห์และสามารถทำทุกอย่างได้เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง การได้สวมบทบาทเป็นเขาจึงถือว่าเป็นบรรยากาศที่แปลกใหม่สำหรับซีรีส์นี้เช่นกัน
ในส่วนของระบบการต่อสู้นั้น แม้จะยังคงเป็นแนวต่อยตีแบบ Beat ’em Up เหมือนกัน แต่สไตล์การต่อสู้ของมิเนะนั้นจะมีความรวดเร็วและคล่องตัวกว่าคิริว นอกจากนี้ การต่อคอมโบและการออกท่าต่าง ๆ รวมไปถึงท่า Heat Action ยังไม่เหมือนกันอีกด้วย แต่ที่พิเศษกว่าคิริวแบบเห็นได้ชัดเลยก็คือระบบ Dark Awakening ที่จะเป็นการปลดปล่อยพลังความมืดในจิตใจ โดยเราจะสามารถปลดปล่อยพลังด้านมืดได้สูงสุดถึง 3 ขั้นด้วยกัน ซึ่งเมื่ออยู่ในโหมดนี้ เราก็จะสามารถโจมตีได้รุนแรงและรวดเร็วขึ้น ที่สำคัญก็คือศัตรูจะแทบไม่สามารถป้องกันท่าโจมตีของเราในโหมดนี้ได้เลย จะเรียกว่าเป็นโหมดเผด็จศึกก็คงไม่ผิดนัก




ถัดไปจะพูดถึงมินิเกมที่ถูกเพิ่มเข้ามาใน Dark Ties โดยเฉพาะกันบ้าง ซึ่งก็คือมินิเกม Kanda Damage Control และ Hell’s Arena นั่นเอง โดย Kanda Damage Control คือการทำความดีโดยอ้างชื่อเป็นคันดะที่มีสถานะเป็นลูกพี่ของมิเนะในช่วงนั้น ซึ่งวิธีการทำความดีที่ว่านี้ก็จะมีตั้งแต่การทำตามคำขอของผู้คนในคามุโรโจ ตั้งแต่การซื้อน้ำ ซื้ออาหารไปให้ ไปจนถึงการช่วยไล่คนท่าทางน่าสงสัยหรืออันธพาลไปให้พ้น และเมื่อเล่นไปถึงระดับที่กำหนด ตัวเกมก็จะปลดล็อกภารกิจที่เป็นเหมือนเควสต์ย่อยสำหรับส่วนเสริมนี้มาให้ แม้วิธีจัดการเควสต์ย่อยของมิเนะนั้นอาจจะแตกต่างจากคิริวไปบ้าง แต่ลายเซ็นของทีมผู้พัฒนาจาก Ryu Ga Gotoku Studio ก็ยังคงมีอยู่เต็มเปี่ยม ด้วยเหตุนี้บรรดาเควสต์ย่อยฝั่งมิเนะก็ยังคงทำให้เรายิ้มและหัวเราะได้เหมือนเดิม
ส่วนมินิเกม Hell’s Arena นั้น นอกจากโหมด Brawler Hell ที่เราจะต้องล้มคู่ต่อสู้ให้ได้ภายในระยะเวลาที่กำหนดเหมือนในโคลอสเซียมแล้ว จุดเด่นสำคัญ ๆ ของมินิเกมนี้ก็คือโหมด Survival Hell ที่จะเป็นเหมือนการนำเอาเกมแนว Roguelike มาผสมกับ Dungeon Crawler โดยผู้เล่นจะต้องทำการฝ่าด่านจำนวน 3 ด่านให้ได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งภายในด่านก็จะมีศัตรูให้เราสู้เป็นระยะ ๆ รวมไปถึงมีกล่องสมบัติให้เราเก็บสะสม ของที่เราจะได้จากการเปิดหีบพวกนี้ก็จะมีตั้งแต่ตัวละครผู้ช่วย อาวุธต่าง ๆ และหนังสือที่จะช่วยเพิ่มความสามารถให้กับตัวละครของเรา เช่นโจมตีได้แรงขึ้นหรือเพิ่มระยะเวลาการผ่านด่าน และเมื่อผ่านด่านทั้งสามได้สำเร็จ ผู้เล่นก็จะต้องโค่นบอสประจำด่านลงให้ได้ จึงจะถือว่าเป็นการผ่านด่านโดยสมบูรณ์นั่นเอง แต่ถ้าเกิดผู้เล่นเกิดไม่มั่นใจว่าจะสามารถผ่านด่านได้ เราก็สามารถเลือกหนีออกจากด่านนั้น ๆ กลางคันได้เพื่อเก็บเงินและไอเทมที่สะสมมาตลอดไว้ เพราะถ้าเราทำตัวละครตายในโหมดนี้เมื่อไหร่ ของที่เราเก็บสะสมมาจะหายไปหมดทันที ซึ่งมินิเกมนี้ถือเป็นมินิเกมที่โดดเด่นที่สุดในเกมภาคนี้เลยก็ว่าได้ เพราะมันเพลินและท้าทายเอามาก ๆ


แม้ว่าเกม Yakuza Kiwami 3 จะเป็นภาคที่ยกระดับขึ้นจากภาคเก่าได้ดีพอสมควร แต่ด้วยความที่เนื้อหาหลัก ๆ ของภาคนี้มีความเกี่ยวโยงกับการเมืองและปัญหาการชิงไหวชิงพริบอันซับซ้อน จึงอาจจะทำให้ผู้เล่นบางคนที่ไม่ใช่สายอ่านและวิเคราะห์รู้สึกล้าได้บ้าง แต่ตัวเกมก็ได้มีการเสริมฉากและปรับเปลี่ยนบางอย่างเพื่อปูทางไปยังภาคหลัง ๆ ของซีรีส์นี้ จึงน่าจะทำให้ผู้เล่นไม่ว่าจะทั้งเก่าและใหม่รู้สึกเพลิดเพลินไปกับเกมได้ แต่ตัวชูโรงที่แท้จริงของเกมภาคนี้กลับเป็นโหมด Dark Ties ที่เหมือนเป็นการเปิดมุมมองใหม่ให้กับซีรีส์ น่าเสียดายที่เนื้อเรื่องในโหมดนี้นั้นนับว่าค่อนข้างสั้น กระนั้นก็ถือว่าช่วยเติมเต็มอารมณ์ของผู้เล่นได้ดีไม่น้อยเลย
คะแนน 8/10
ติดตามข่าวเกมพีซี/คอนโซลอื่นๆ ได้ที่ Online Station