DmC: Devil May Cry ครบรอบ 13 ปี เมื่อดันเต้ถูกรีบูตเป็นหนุ่มลุคแบดบอย

แชร์เรื่องนี้:
DmC: Devil May Cry ครบรอบ 13 ปี เมื่อดันเต้ถูกรีบูตเป็นหนุ่มลุคแบดบอย

วันที่ 15 มกราคม 2013 หรือวันนี้เมื่อ 13 ปีที่แล้ว เป็นวันวางจำหน่ายของเกม DmC: Devil May Cry บนเครื่อง PS3, Xbox 360 พร้อมกันทั่วโลกเป็นแพลตฟอร์มแรก โดยภาคนี้เป็นการรีบูตซีรีส์ที่ทาง Capcom ได้มอบหมายให้สตูดิโอ Ninja Theory ทำภารกิจที่ท้าทายศรัทธาและฐานความนิยมแฟน ๆ ที่ติดตามกันมานับตั้งแต่ถือกำเนิดซีรีส์ตั้งแต่ปี 2001 นั่นเอง 

(ล่าง) รูปปกเกมเวอร์ชั่น PS3 และ Xbox 360 ที่จำหน่ายในสหรัฐอเมริกา

เนื้อเรื่องของภาครีบูตจะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในจักรวาลคู่ขนานของซีรีส์ ณ เมืองลิมโบซิตี้ (Limbo City) ซึ่งเป็นนครที่ถูกเหล่าปีศาจผู้ทรงอำนาจควบคุมอยู่ โดยพวกปีศาจได้ใช้ประโยชน์จากมวลมนุษย์ชาติผ่านการใช้ชีวิตอันสะดวกสบายในชีวิตประจำวัน ขณะที่ดันเต้ (Dante) ชายหนุ่มพเนจร ลูกครึ่งระหว่างเทวดากับปีศาจ ที่ล่วงรู้ถึงการมีอยู่ของบรรดามารร้าย ก็ใช้ชีวิตด้านหนึ่งเป็นนักล่าปีศาจ ขณะที่ชีวิตอีกด้านก็ทำตัวเสเพลไม่มีแก่นสารเท่าไหร่นัก อยู่มาวันหนึ่งเขาก็ได้พบกับเวอร์จิล (Virgil) พี่ชายฝาแฝดที่ชักชวนให้ดันเต้ออกปราบราชาปีศาจมุนดัส (Mundus) ผู้ที่สังหารแม่ของดันเต้ รวมถึงสาปพ่อของดันเต้ให้ทนทุกข์ทรมาน และนั่นคือจุดเริ่มต้นในการผจญภัยของดันเต้ในภาคนี้

ในด้านของเกมเพลย์ ผู้เล่นจะได้บังคับเป็นดันเต้ ที่ใช้ปืนพกคู่ Ebony กับ Ivory และดาบ Rebellion ที่ผ่านการปรับดีไซน์เป็นอาวุธประจำตัวเหมือนเดิม แต่สิ่งที่เพิ่มเข้ามาคือระบบปรับเปลี่ยนโหมดต่อสู้ที่เรียกว่า Angel Mode และ Devil Mode ซึ่งสามารถกดสลับเปลี่ยนโหมดได้อย่างอิสระ โดย Angel Mode จะเปลี่ยนดาบของดันเต้ให้เป็น Osiris ที่เป็นอาวุธรูปร่างคล้ายเคียวที่มีความเร็วในการโจมตีสูง ขณะที่ Devil Mode ดันเต้จะเปลี่ยนมาใช้ขวาน Arbiter ที่เน้นไปที่พลังโจมตีอันรุนแรงเป็นหลัก นอกจากนั้นแล้ว Angel Mode จะทำให้ดันเต้สามารถเคลื่อนที่เข้าหาศัตรูอย่างรวดเร็วหรือจุดต่าง ๆ ในฉากที่เข้าถึงได้ยาก ส่วน Devil Mode จะมีเมคานิกที่สลับกันคือเป็นการดึงศัตรูเข้ามาหาตัวเองแทน เป็นต้น และเมื่อไหร่ก็ตามที่ดันเต้สะสมเกจพลังได้มากพอก็จะสามารถเปิดใช้งาน Devil Trigger ที่ทำให้เวลารอบตัวดันเต้ช้าลง หรือยกศัตรูลอยขึ้นกลางอากาศ เปิดโอกาสให้ดันเต้โจมตีที่รุนแรง หรือต่อคอมโบได้ อีกทั้งพวกไอเทมฟื้นฟูพลังชีวิต และระบบอัปเกรดตัวละครก็ยังมีอยู่เช่นเคย

ตัวเกม DmC: Devil May Cry มีการเปิดตัวครั้งแรกภายในงาน Tokyo Game Show 2010 โดยก่อนหน้านั้นไม่นานมีกระแสข่าวลือหลุดมาว่าเกม Devil May Cry ภาคใหม่จะถูกพัฒนาโดยทีม Ninja Theory ที่เคยมีผลงานทำเกม Heavenly Sword และ Enslaved: Odyssey to the West มาก่อน แม้ว่า Devil May Cry 4 จะประสบความสำเร็จด้านยอดขายก็ตาม แต่ทาง Capcom กลับมองว่าการรีบูตจะช่วยเติมความสดใหม่ให้กับซีรีส์ รวมถึงมีตัวอย่างเกมหลาย ๆ ซีรีส์ที่วางขายในกรอบเวลาไล่เลี่ยกันที่มีการรีบูตแล้วทำยอดขายดีขึ้นกว่าเดิมได้ นั่นเลยเป็นหนึ่งในเหตุผลที่เลือกทีม Ninja Theory ว่าพวกเขามีแนวทางที่จะช่วยเติมเต็มให้กับซีรีส์นี้ได้

ขณะเดียวกัน คุณ Rahni Tucker ผู้ออกแบบระบบการต่อสู้จาก Ninja Theory ให้ความเห็นว่าผู้เล่นหน้าใหม่มักจะมีความยากลำบากในการทำความเข้าใจสเต็ปผู้เล่นที่มีทักษะระดับสูงว่าพวกเขาสามารถทำคอมโบที่ผสานทักษะกับอาวุธหลายชนิดอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะออกแบบการต่อสู้ให้ผู้เล่นหน้าใหม่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น สามารถทำคอมโบที่ซับซ้อนได้ไม่ยาก แต่ก็ยังมอบประสบการณ์การเล่นที่ท้าทายแก่ผู้เล่นที่ช่ำชองอยู่แล้วด้วย ส่วนการออกแบบตัวละครดันเต้ของภาคนี้ Capcom มีการแจ้งกับ Ninja Theory ไปตรง ๆ ว่าควรมีการเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิงไปเลย เพื่อให้มีความดึงดูดกลุ่มผู้เล่นที่อายุน้อยกว่า ซึ่งดันเต้ที่ทุกคนคุ้นชินกันในภาค 1-4 เป็นการออกแบบจากมุมมองสไตล์ญี่ปุ่น แต่ดันเต้ของ DmC จะเป็นการออกแบบในมุมมองของคนตะวันตกบ้าง โดยเน้นไปที่ความสมจริงมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้การเปลี่ยนแปลงจะเป็นมติจาก Capcom แต่ใช่ว่าแฟน ๆ ที่ผูกพันกับซีรีส์นี้มานานจะยอมรับกันได้ทุกคน โดยคุณ Tameem Antoniades ผู้ก่อตั้ง Ninja Theory และเป็นผู้กำกับเกมภาคนี้เผยว่าเขาถูกแฟนเกมบางคนขู่เอาชีวิตและเจอคำด่าทอในโลกออนไลน์เต็มไปหมด ถึงกระนั้นเขาก็ตอบโต้กลับไปว่าเขาและทีมงานจะไม่ยอมเปลี่ยนแปลงการดีไซน์ใด ๆ ทั้งสิ้น เนื่องจากตัวละครทั้งหมดล้วนถูกสร้างมาเพื่อให้เหมาะสมกับโลกของเกมภาครีบูต และเกมเพลย์จะมีความคล้ายกับ Devil May Cry ภาคก่อน ๆ (ตรงนี้คาดว่าเป็นการพบกันครึ่งทางระหว่างทีมงานกับแฟน ๆ ครับ)

หลังเกมวางขาย ปรากฏว่าตัวเกมได้รับคำวิจารณ์จากสื่อเกมหลายสำนักไปในเชิงบวก ส่วนใหญ่จะชอบเรื่องดีไซน์ของโลกในเกม พล็อตเรื่องที่ฉีกออกไป และเกมเพลย์ที่เป็นมิตรกับผู้เล่นมากขึ้น ทว่าเสียงตอบรับจากแฟน ๆ ส่วนใหญ่กลับไม่ปลื้มสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะการเปลี่ยนหน้าตาและบุคลิกของดันเต้เป็นคนละคน มันเหมือนกับการพยายามจะเปลี่ยนภาพจำพระเอกคนเก่าที่มีลุคยียวนเป็นอีกแบบไปเลย อย่างไรก็ตาม เกมภาครีบูตสามารถทำยอดขายเวอร์ชั่นแรกไปได้ 3 ล้านชุด และเวอร์ชั่น Definitive Edition ที่รีมาสเตอร์มาลง PS4 กับ Xbox One ก็ทำยอดขายเพิ่มได้อีก 1.4 ล้านชุด เท่ากับว่ายอดขายรวมทั้งสองเวอร์ชั่นทะลุ 4 ล้านชุด เกินจากที่ Capcom ตั้งเป้าเอาไว้ 2 ล้านชุดไปได้สำเร็จ แต่เพราะยอดขายที่ค่อนข้างจะเป็นไปอย่างเนิบ ๆ จนเกินไป ทำให้ไม่มีการทำภาคต่อของภาครีบูตออกมาอีกเลย กระทั่ง Capcom หันกลับไปทำภาคต่อของภาคหลักจนออกมาเป็น Devil May Cry 5 แทนในปี 2019 ครับ


ติดตามข่าวเกมพีซี/คอนโซลอื่นๆ ได้ที่ Online Station

แชร์เรื่องนี้:
Vesper
About the Author

Vesper

ถลอก กับ เธอหลอก อ่านออกเสียงคล้ายกัน แต่ระดับความเจ็บมันต่างกัน

เรื่องที่คุณอาจสนใจ