วันที่ 29 ธันวาคม 2005 หรือวันนี้เมื่อ 20 ปีที่แล้ว เป็นวันวางจำหน่ายของเกม Front Mission 5: Scars of the War บนเครื่อง PS2 ที่ประเทศญี่ปุ่น โดยเกมนี้นับเป็นภาคหลักลำดับที่ 5 จากทั้งหมด 17 เกมที่ออกมาในซีรีส์นี้ (ที่เหลืออีก 12 เกมเป็นภาคที่พอร์ต, รีเมค, รีบูต และสปินออฟ) ซึ่งทีมผู้พัฒนาเกมภาค 5 เป็นทีมงานชุดเดียวกับที่เคยทำ Front Mission 4 มาก่อน แต่มีการเพิ่มสมาชิกใหม่เข้ามาบางส่วน นอกจากนั้นแล้ว ทีมพัฒนายังตั้งใจให้ภาคนี้มุ่งเน้นไปที่การเล่าเรื่องที่สมจริงแบบภาพยนตร์มากกว่าภาคก่อน ๆ นั่นจึงเป็นก้าวแรกของซีรีส์ที่เริ่มนำการเล่าเรื่องผ่านฉากคัทซีนมาใช้ครับ
(ล่าง) ภาพปกเกม Front Mission 5: Scars of the War

ในส่วนของเรื่องราวในภาค Scars of the War ตัวเกมได้ใช้แนวทางการเล่าเรื่องที่แตกต่างจากเกมภาคอื่น ๆ ในซีรีส์ Front Mission ที่เคยมีมา โดยใช้ระยะเวลาในไทม์ไลน์ที่ครอบคลุมนานกว่า 50 ปี เริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ. 2070 เนื้อหาในเกมภาคนี้จะรวบรวมและสรุปเส้นเรื่องหลักทั้งหมดที่เคยดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ปมปัญหาต่าง ๆ ที่ยังไม่ได้รับการคลี่คลายจากภาคก่อน ๆ จะได้ข้อสรุปในภาคนี้ทุกประเด็น ซึ่งวิธีการเล่าเรื่องลักษณะนี้ทำให้มีเพียงผู้เล่นที่เคยเล่นเกมภาคก่อนหน้ามาครบทุกภาคเท่านั้นที่จะสามารถเข้าใจเนื้อเรื่องของภาคนี้ได้อย่างสมบูรณ์ บรรดาภาคที่กล่าวมาก็ได้แก่
- Front Mission 2089
- Front Mission 2089-II
- Front Mission: Online
- Front Mission
- Front Mission 2
- Front Mission 3
- Front Mission 4
(นอกจากนี้ยังมีปมเนื้อเรื่องบางส่วนจากเกม Front Mission Alternative ที่ก็ได้รับการคลี่คลายในเกมภาค 5 ด้วยเช่นกัน)


เนื้อเรื่องของเกมภาค 5 จะเล่าถึง วอลเตอร์ เฟง (Walter Feng) หนึ่งในผู้อพยพกลุ่มแรกของเกาะฮัฟฟ์แมนหลังจากที่ทางสหประชาชาติ (UN) ได้พิจารณาว่าพร้อมแล้วกับการที่ให้ผู้คนไปตั้งถิ่นฐานกันในปี ค.ศ. 2065 ขณะอาศัยอยู่บนเกาะ วอลเตอร์ได้เป็นเพื่อนกับเด็กอีกสองคน คือ แรนดี โอนีล (Randy O'Neill) และ เกล็น ดูวัล (Glen Duval) โดยทั้งสามต่างต้องเผชิญความโหดร้ายของสงครามในช่วงที่เกิดการปะทะกันบนเกาะฮัฟฟ์แมนครั้งที่ 1 ในปี ค.ศ. 2070 หลังสงครามสิ้นสุดลง เด็กทั้งสามต้องถูกแยกจากกันเมื่อกองกำลัง USN บังคับส่งวอลเตอร์และแรนดีกลับประเทศ ขณะที่เกล็นถูกกองกำลัง OCU บังคับส่งกลับเช่นกัน ต่อมาทั้งสามได้กลับมาพบกันอีกครั้งในฐานะทหารของกองทัพของมาตุภูมิ แต่ดันเป็นช่วงที่ USN กับ OCU ประกาศสงครามระหว่างกันพอดี
หนึ่งปีให้หลังจากทุกคนได้รับเลือกเป็นพลขับหุ่นแวนเซอร์ ทั้งสามต้องเผชิญหน้ากันอีกครั้งในสนามรบ วอลเตอร์กับแรนดี้เห็นว่าเกล็นดูมีท่าทีเย็นชาราวกับไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ทันใดนั้นเกล็นก็เข้าโจมตีหุ่นของแรนดี้จนหมดท่า และลงมือสังหารแรนดีอย่างเลือดเย็น วอลเตอร์ที่สูญเสียเพื่อนรักไปต่อหน้าต่อหน้าจึงเกิดภาวะบอบช้ำทางจิตใจขั้นรุนแรง แต่ก็ยังพยายามก้าวต่อไปในชีวิต กระทั่งไปเห็นใบสมัครเข้าหน่วยจู่โจม Strike Wyverns เขาจึงสมัครและเข้ารับการฝึกอย่างเข้มข้นจนผ่านการทดสอบ ก่อนจะพบว่า ลินน์ เวนไรต์ (Lynn Wenright) คนรักในวัยเด็กของวอลเตอร์ได้มาเป็นผู้บัญชาการของตนด้วย ภารกิจในเกมของวอลเตอร์ก็เริ่มต้นขึ้นที่จุดนี้ โดยที่วอลเตอร์ต้องค้นหาความจริงให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเกล็น และเขาจะเรียกความยุติธรรมให้กับการตายของแรนดี้ได้หรือไม่


ทางด้านเกมเพลย์ของภาคนี้มีการนำหลายระบบกลไกการเล่นหลายอย่าง รวมถึงฟีเจอร์ต่าง ๆ จากภาค 2 และ 3 มาต่อยอด อาทิ ระบบ Action Points (AP) และ Links โดย AP เป็นระบบที่กำหนดจำนวนการกระทำที่แต่ละยูนิตสามารถทำได้ โดยทุกแอ็กชั่นไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนที่หรือการโจมตีจะต้องใช้ AP ตามจำนวนที่กำหนดไว้ เมื่อจบแต่ละเทิร์น (ทั้งฝั่งเราและฝั่งศัตรู) ค่า AP จะถูกฟื้นฟูกลับมาจำนวนหนึ่ง ซึ่งปริมาณของค่า AP และอัตราการฟื้นฟูจะขึ้นอยู่กับระดับความชำนาญของนักบิน ยิ่งระดับสูงเท่าใด ก็จะสามารถใช้และฟื้นฟู AP ได้มากขึ้นเท่านั้น
ถัดมาคือระบบ Links ที่เปิดโอกาสให้ยูนิตแต่ละตัวในฝั่งเดียวกันสนับสนุนกันทั้งในเชิงรุกและเชิงรับระหว่างการต่อสู้ โดยภาคนี้มีการปรับปรุงระบบดังกล่าวให้ดีขึ้น ในหนึ่งการต่อสู้จะมียูนิตในฝั่งเดียวกันมาร่วมแจมได้สูงสุด 6 ยูนิตต่อหนึ่ง “ลิงก์” ทั้งฝ่ายผู้เล่นและศัตรู หากนักบินของหุ่นใดมีสกิลประเภท Link และติดตั้งอาวุธที่เข้ากันก็จะสามารถเข้าร่วมการต่อสู้แบบลิงก์ได้ ขณะเดียวกัน ระบบ Links ยังผนวกแนวคิดเรื่องประเภทนักบินเข้าไปด้วย ซึ่งจะกำหนดรูปแบบการกระทำร่วมที่ยูนิตนั้น ๆ สามารถทำได้ระหว่างการรบ ตัวอย่างเช่น นักบินที่มีความ Aggressive สูงจะโจมตีโดยไม่แคร์ว่ากระสุนจะไปโดนพวกเดียวกันหรือไม่ ส่วนนักบินที่เป็นสายเพลย์เซฟจะพยายามหลีกเลี่ยงการยิงพวกเดียวกัน เป็นต้น


เป็นเรื่องน่าเสียดายที่เกม Front Mission 5: Scars of the War ไม่ได้มีการทำเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษแบบออฟฟิเชียลออกมาขาย โดยเมื่อนับจนถึงปัจจุบัน ตัวเกมทำยอดขายเฉพาะแค่ในญี่ปุ่นไปได้กว่า 250,000 ชุด และมีแฟนเกมกลุ่มหนึ่งได้ทำแฟนซับภาษาอังกฤษขึ้นมาในเดือนธันวาคม 2009 หรือหลังเกมวางขายไปแล้ว 4 ปี แต่นับจากตอนนั้นมาก็เป็นเวลาร่วม 20 ปีแล้วที่เกม Front Mission ไม่มีการทำภาคต่อออกมาอีกเลย จนแฟนเกมส่วนใหญ่พากันทำใจและคิดว่าโอกาสจะได้เห็นภาค 6 คงเลือนรางเต็มที






ติดตามข่าวเกมพีซี/คอนโซลอื่นๆ ได้ที่ Online Station