ดูเหมือนว่าในปี 2026 ที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่นานนี้ Valve จะพาแพลตฟอร์ม Steam เข้าสู่ยุคใหม่อย่างเต็มตัว เพราะล่าสุดได้ประกาศเตรียมปรับ Steam Client ให้กลายเป็นโปรแกรม 64-bit โดยสมบูรณ์ พร้อมยุติการสนับสนุนระบบปฏิบัติการ Windows แบบ 32-bit ทั้งหมด โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2026 เป็นต้นไป

โดยทาง Valve นั้นได้มีการปรับปรุง Steam ให้ทันสมัยขึ้นเป็นระยะ ๆ เพื่อรองรับผู้ใช้งาน Windows เวอร์ชันใหม่ ๆ ในตลอดช่วงปีที่ผ่านมา (และเคยมีดราม่าเล็กน้อยตอนประกาศเลิกซัพพอร์ต Windows 7, 8 และ 8.1 เมื่อต้นปี 2024) ล่าสุดทางผู้พัฒนาก็ยังคงเดินเครื่องต่อด้วยการอัปเดตใหม่ที่จะเปลี่ยนให้ Steam Client รันบนระบบ 64-bit เพียงอย่างเดียว
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีจุดประสงค์หลักเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของตัวโปรแกรม Steam ให้ดียิ่งขึ้น โดยการเปลี่ยนไปเป็นโปรแกรม 64-bit จะช่วยให้ Client สามารถดึงแรมมาใช้งานได้มากกว่าเดิม ส่งผลให้การทำงานโดยรวมลื่นไหลและเสถียรขึ้น ส่วนผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับผู้ใช้งานนั้นถือว่าอยู่ในวงจำกัดมาก เพราะจากข้อมูลของ Valve เองระบุว่าปัจจุบันมีเกมเมอร์ที่ยังใช้ Windows 10 แบบ 32-bit อยู่เพียงแค่ 0.01% ของผู้ใช้งานทั้งหมดเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม สำหรับเกมเมอร์ที่ยังคงใช้ Windows 32-bit อยู่ หลังจากวันที่ 1 มกราคม 2026 เป็นต้นไป ก็จะไม่ได้รับการอัปเดตความปลอดภัย (Security Updates) หรือการสนับสนุนจากฝ่ายบริการลูกค้า (Customer Support) อีกต่อไป แม้ว่าตัวโปรแกรมอาจจะยังพอถูไถใช้งานต่อได้อีกสักพักจนกว่าจะเกิดปัญหาทางเทคนิค แต่ทางที่ดีที่สุดคือการอัปเกรดไปใช้ระบบปฏิบัติการ 64-bit เพื่อความชัวร์

ทั้งนี้ใครที่เป็นกังวลว่า "แล้วเกมเก่า ๆ ที่เป็น 32-bit จะยังเล่นได้ไหม?" คำตอบคือ เล่นได้ตามปกติหายห่วง ครับ เพราะการเปลี่ยนแปลงนี้มีผลเฉพาะกับตัวระบบปฏิบัติการ (OS) และตัวโปรแกรม Steam Client เท่านั้น เกมที่เป็น 32-bit จะยังคงรันบน Windows 64-bit ได้ไม่มีปัญหา
สรุปง่าย ๆ คือใครที่คอมพิวเตอร์ไม่ได้เก่าระดับ 20 ปีขึ้นไป หรือไม่ได้ใช้ฮาร์ดแวร์ยุคปี 2004 ก็แทบจะไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลยจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ครับ ส่วนใครที่รู้ตัวว่ายังใช้ 32-bit อยู่ ก็ยังเหลือเวลาให้เตรียมตัวกันอีกเล็กน้อยก่อนจะถึงเส้นตายในวันขึ้นปีใหม่ที่จะถึงนี้

แปลและเรียบเรียงจาก
Tech4Gamers
ติดตามข่าวเกมพีซี/คอนโซลอื่นๆ ได้ที่ Online Station