วันที่ 11 พฤศจิกายน 2006 หรือวันนี้เมื่อ 19 ปีที่แล้ว เป็นวันวางจำหน่ายของเครื่อง PlayStation 3 หรือ PS3 ครั้งแรกที่ประเทศญี่ปุ่น โดยเครื่องนี้ถือเป็นเครื่องเกมคอนโซลเจเนอเรชั่นที่ 3 ของฝั่ง Sony ที่พยายามต่อยอดความสำเร็จจากเครื่องสองเจนแรกที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม ซึ่งเจเนอเรชั่นนี้ PS3 ก็ต้องมาประชันกับเครื่องคู่แข่งอย่าง Wii ของ Nintendo และ Xbox 360 ของ Microsoft ที่ต่างฝ่ายต่างทำการบ้านมาอย่างดีเพื่อหวังโค่นความเป็นผู้นำตลาดของ Sony ที่ครองมาถึง 2 เจนติดต่อกันด้วย
ช่วงของการพัฒนา PS3 ทาง Sony เลือกใช้หน่วยประมวลผลแบบเฉพาะที่ชื่อว่า Cell Broadband Engine ที่เป็นการคิดค้นร่วมกันระหว่าง Sony, IBM และ Toshiba โดยคุณเคน คุตารางิ (Ken Kutaragi) ที่เป็นผู้บริหารใหญ่ของ PlayStation ณ เวลานั้นวางคอนเซ็ปต์ไว้ว่าว่าเจ้า PS3 จะต้องเป็นซูเปอร์คอมพิวเตอร์ประจำห้องนั่งเล่นในบ้าน ที่สามารถรันโปรแกรมมัลติมีเดียอันซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
(ล่าง) เครื่อง PS3 โมเดลแรกที่จัดแสดงภายในงาน E3 2006

หลังจากผ่านการใช้สื่อเป็นแผ่นซีดีในยุค PS1 และแผ่นดีวีดีในยุค PS2 พอเข้าสู่ยุค PS3 ทาง Sony ได้ตัดสินใจเปลี่ยนสื่อบันทึกข้อมูลเกมมาเป็นแผ่นบลูเรย์ดิสก์แทน ซึ่งมีความจุขั้นต่ำที่ 25 GB รวมถึงติดตั้งพอร์ต HDMI ให้ผู้เล่นสามารถเชื่อมต่อกับทีวีความละเอียดสูง (High Definition TV) ที่กำลังเป็นเทรนด์ได้ พร้อมด้วยระบบบริการออนไลน์ PlayStation Network และรองรับการเชื่อมต่อแบบ Remote Play กับเครื่องเกมพกพาอย่าง PSP และ PS Vita อีกด้วย
แต่อาจจะเป็นเพราะว่าทาง Sony มั่นใจเกินไป จากความสำเร็จที่พวกเขาได้รับกับเครื่องสองเจนแรก ทำให้เกิดความย่ามใจว่าเจนที่ 3 พวกเขาจะตั้งราคาอย่างไรคนก็น่าจะตามมาซื้อกันแบบมืดฟ้ามัวดินแน่นอน โดยราคาเริ่มต้นที่ทาง Sony ตั้งไว้ในรุ่นเปิดตัวคือ 599 ดอลลาร์สหรัฐฯ (รุ่น 60 GB) ที่เทียบเป็นเงินไทยแบบหักอัตราเงินเฟ้อของปี 2006 แล้วอยู่ที่ประมาณเกือบ 22,000 บาทเลยทีเดียว ซึ่งพอวางขายจริง ด้วยความที่โครงสร้างของระบบฮาร์ดแวร์ PS3 ที่ซับซ้อนกว่าฝั่ง Xbox 360 และเกมระดับแม่เหล็กยังไม่ค่อยเยอะในช่วงแรกจนถึงกลางเจน อีกทั้งต้นทุนการผลิตที่สูงลิ่ว ทำให้ PS3 ทำอัตรายอดขายได้ช้ากว่าที่ควรจะเป็น
(ล่าง) จากบนลงล่างคือ PS3 รุ่นโมเดลแรก ถัดมารุ่นสลิม และล่างสุดคือรุ่นซูเปอร์สลิม

ถึงกระนั้น Sony ก็ไม่ยอมให้ตัวเองตกที่นั่งลำบากนานจนเกินไป พวกเขามีการออกเครื่องโมเดลใหม่อย่าง Slim และ Super Slim ตามมาในภายหลัง ซึ่งรุ่นเหล่านี้มีดีไซน์เล็กลง ประหยัดไฟมากขึ้น และลดต้นทุนลงได้เยอะ ผนวกกับเกมระดับแม่เหล็กที่ปล่อยออกมาเยอะตั้งแต่กลางเจนเป็นต้นมา เลยทำให้ยอดขาย PS3 ฟื้นตัวได้ โดย PS3 ได้ยุติสายการผลิตในช่วงประมาณปี 2016 หรือหลังจาก PS4 ที่เป็นเครื่องเจนถัดไปวางขายได้ประมาณ 3 ปี และทำยอดขายทั่วโลกได้ที่ประมาณ 87.4 ล้านเครื่อง เฉือน Xbox 360 ที่เป็นคู่แข่งโดยตรงเพียงเล็กน้อย (84 ล้านเครื่อง) ครั้นจะเรียกว่าเป็นความเพลี่ยงพล้ำครั้งแรกของ Sony ก็คงไม่ผิดนัก หากเทียบจากสองเจนก่อนหน้าที่ Sony เคยชนะคู่แข่งอย่างถล่มทลายมาก่อน
(ล่าง) จอย DualShock 3

ติดตามข่าวเกมพีซี/คอนโซลอื่นๆ ได้ที่ Online Station