วันที่ 9 พฤศจิกายน 2000 หรือวันนี้เมื่อ 25 ปีที่แล้ว เป็นวันแรกของการปล่อยม็อดของเกม Half-Life ที่มีชื่อว่า Counter-Strike ที่เป็นแนวยิงมุมมองบุคคลที่หนึ่งแบบเน้นเชิงกลยุทธ์ (Tactical First-person Shooter) พัฒนาโดยคุณ Minh Le และ Jess Cliffe ที่ริเริ่มแผนการสร้างเกมแนวต่อต้านการก่อการร้ายในปี 1998 ก่อนจะลงมือทำให้เป็นรูปเป็นร่างในปีถัดมา กลายมาเป็นเวอร์ชั่นเบต้าตัวแรกให้คนได้ทดลองเล่นกัน ปรากฏว่ามันได้รับความนิยมอย่างมากจนทาง Valve เข้ามาซื้อสิทธิ์ และแปลงสภาพให้เป็นเกมแบบออฟฟิเชียล รวมถึงเซ็นสัญญาเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับ Minh Le และ Jess Cliffe ด้วย ซึ่งเรียกได้ว่าดีลนี้ได้พลิกชีวิตของทั้งคู่ให้กลายมาเป็นคนดังแห่งวงการเกมในพริบตาเลยทีเดียว

(ล่าง) คุณ Minh Le กับคุณ Jess Cliffe สองผู้ให้กำเนิดม็อด Counter-Strike จนโด่งดัง


รูปแบบเกมเพลย์ของม็อด Counter-Strike จะให้ผู้เล่นแบ่งออกเป็นสองฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายต่อต้านการก่อการร้าย (Counter-Terrorists) หรือที่คนไทยชอบเรียกว่าฝั่งตำรวจ และฝ่ายผู้ก่อการร้าย (Terrorists) ที่บ้านเรานิยมเรียกว่าฝั่งโจรนั่นเอง โดยผู้เล่นทั้งสองฝั่งจะเข้ามาต่อสู้ในโหมดต่าง ๆ ที่มีเป้าหมายเฉพาะ อาทิ ภารกิจเก็บกู้ระเบิด หรือภารกิจช่วยตัวประกัน เป็นต้น และแต่ละโหมดก็จะต้องเล่นบนแผนที่เฉพาะด้วย
ผู้เล่นทั้งฝั่งตำรวจและโจรจะเริ่มเกิดในฐานของแต่ละฝ่าย โดยมีมีดและปืนพกติดตัวเท่าน้น แต่จะมีเงินติดตัวจำนวนหนึ่งเพื่อให้สามารถซื้ออาวุธที่มีพลังโจมตีแรงขึ้น รวมถึงอาวุธจำพวกระเบิดขว้าง หรืออุปกรณ์อำนวยความสะดวกอื่น ๆ เช่น เครื่องมือปลดระเบิด (ของฝั่งตำรวจ เพื่อให้เก็บกู้ระเบิดได้เร็วกว่าปกติ) และเมื่อไหร่ก็ตามที่เราตาย ก็จะไม่สามารถเกิดใหม่ในรอบนั้นได้ จนกว่าผู้เล่นฝั่งใดฝั่งหนึ่งจะตายยกทีม หรือมีการเก็บกู้ระเบิดสำเร็จ (ฝั่งตำรวจชนะ) หรือระเบิดจุดชนวนสำเร็จ (ฝั่งโจรชนะ)


สำหรับอาวุธในเกมจะมีแบ่งออกเป็น 3 หมวดหลัก คือ มีด ปืนพก (ปืนรอง) และปืนยาว (ปืนหลัก) ซึ่งในส่วนของปืนยาวจะมีแยกย่อยหลายประเภท เช่น ปืนลูกซอง ปืนกลเล็ก ปืนกลหนัก ปืนไรเฟิลอัตโนมัติ และปืนซุ่มยิง โดยปืนแต่ละชนิดก็จะมีความแม่นยำ อัตราการยิง และความรุนแรงแตกต่างกัน แน่นอนครับว่าในจำนวนนี้ก็จะมีปืนยอดนิยมที่เกมเมอร์มักเลือกซื้อกันเป็นประจำ และพบเห็นได้บ่อยตามแมตช์ต่าง ๆ อาทิ Arctic Warfare Magnum ที่ชาวไทยนิยมเรียก 4-6 จากการที่ต้องกดซื้อตามปุ่ม B > 4 > 6 หรือปืนกลเล็กที่นิยมใช้ Heckler & Koch MP5 (กดซื้อด้วยปุ่ม B > 3 > 1)
หลังจากที่คุณ Minh Le กับคุณ Jess Cliffe ทำการปล่อยม็อดให้เล่นวันแรก ปรากฏว่ามีผู้เล่นให้การตอบรับที่ดีมาก โดยช่วงแรก ๆ พบว่ามีผู้เล่นเข้ามาเล่นสูงสุดถึงกว่า 245,000 คน และเคยพุ่งไปแตะถึงกว่า 700,000 คนในช่วงพีค ผ่านเซิร์ฟเวอร์ที่เปิดให้เล่นออนไลน์กันกว่า 7,000 เซิร์ฟเวอร์ทั่วโลก แต่เนื่องจากสภาพอินเตอร์เน็ตในไทยขณะนั้นไม่ค่อยเอื้ออำนวยกับการเล่นข้ามประเทศเท่าไหร่นัก ดังนั้นเราจึงมักเห็นคนไทยเล่นเกมนี้ผ่านระบบ LAN ตามร้านเน็ตคาเฟ่เสียเป็นส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตาม กว่าที่เมืองไทยจะเริ่มใช้งานอินเตอร์เน็ตแบบเคเบิ้ลหรือ ADSL ในอีกไม่กี่ปีให้หลัง ความนิยมของม็อด Counter-Strike ในบ้านเราก็เริ่มเสื่อมความนิยมไปพอสมควร ตลอดจนการมาของเกมออนไลน์อย่าง Ragnarok Online ที่เปิดเซิร์ฟเวอร์ไทยในปี 2002 เลยทำให้คนไทยจำนวนไม่น้อยเทความสนใจไปยัง RO กันมากกว่า


คงปฏิเสธไม่ได้ว่า Counter-Strike นั้นกลายเป็นหนึ่งในเกมยิงมุมมองบุคคลที่หนึ่งที่ทรงอิทธิพลและเป็นแรงบันดาลใจให้กับเกมอื่น ๆ อีกมากมาย แถมยังมีชื่อเสียงในด้านความสมจริงและจำลองยุทธวิธีการต่อต้านการก่อการร้าย ผสมผสานความเวอร์วังและแฟนตาซีเข้าไปพอหอมปากหอมคอ ส่งผลให้ตัวเกมมีภาคต่อออกมาหลายภาค ตั้งแต่ Counter-Strike: Condition Zero และ Counter Strike: Source ที่วางขายในปี 2004 ตามมาด้วย Counter-Strike: Global Offensive ในปี 2012 และ Counter Strike 2 ในปี 2023 ที่ผ่านมานี้เอง
นอกจากนั้นแล้ว ซีรีส์ Counter-Strike ยังมีภาคแยกบางภาคที่ทีมผู้พัฒนาเกมตั้งแต่จะเจาะตลาดฝั่งเอเชียโดยเฉพาะ ยกตัวอย่างเช่น Counter-Strike Neo ที่พัฒนาโดย Namco หรือ Counter-Strike Online ที่ได้ Nexon มาเป็นผู้พัฒนาให้ พร้อมเปลี่ยนมาเป็นเกมแนว Free-to-Play และหารายได้ผ่านระบบไมโครทรานแซกชั่นครับ


ติดตามข่าวเกมพีซี/คอนโซลอื่นๆ ได้ที่ Online Station