ในช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้นั้น ก็เรียกได้ว่ามีเกมหลายเกมและหลายแนวเปิดให้บริการและวางจำหน่าย และ 1998: The Toll Keeper Story เองก็เป็นหนึ่งในนั้น ซึ่งตัวเกมนั้นก็มาพร้อมคอนเซปต์อันน่าสนใจอย่างการ 'สวมบทบาทเป็น Dewi หญิงตั้งครรภ์ผู้เฝ้าด่านในช่วงเวลาที่ประเทศใกล้ล่มสลาย' และในวันนี้ผู้เขียนก็ได้มีโอกาสไปร่วมสัมผัสเรื่องราวของ Dewi และประสบการณ์การเป็นผู้เดฝ้าด่านแห่งประเทศสมมติ Janapa ด้วย และก็อยากขอมาบอกเล่าแบ่งปันความรู้สึกกับเพื่อน ๆ กัน
ทั้งนี้ก่อนจะเข้าไปสู่การรีวิว ผู้เขียนอยากจะขอเกริ่นก่อนว่า ความรู้สึกทั้งหมดในบทความนี้เป็นการเขียนขึ้นจากความรู้สึกส่วนตัวของผู้เขียนเท่านั้น บางคนที่ได้สัมผัสตัวเกมเองก็อาจจะมีความรู้สึกแตกต่างไป และเนื่องจากตัวเกมเป็นเกมแนว narrative simulation ที่ให้ความสำคัญในการเล่าเรื่องและนำเสนอเรื่องราว ในบทความรีวิวนี้ผู้เขียนก็อาจจะขอเลี่ยงการเขียนถึงหรือเจาะลึกเนื้อเรื่องของตัวเกมมากจนเกินไป เพื่อไม่ให้เป็นการสปอยล์เรื่องราวภายในเกม และไม่ให้ผู้ที่อยากจะลองเล่นต้องเสียอรรถรสในการดื่มด่ำเนื้อหานะครับ
1998: The Toll Keeper Story เป็นเกม narrative simulation ที่เล่าถึงการเอาชีวิตรอด ความเป็นแม่ และการตัดสินใจทางศีลธรรม ท่ามกลางการล่มสลายของประเทศ ได้รับแรงบันดาลใจจากหนึ่งในช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดในประวัติศาสตร์อินโดนีเซีย
คุณจะได้รับบทเป็น “Dewi” หญิงตั้งครรภ์ผู้ทำงานเก็บค่าผ่านทาง ท่ามกลางความวุ่นวายและวิกฤตเศรษฐกิจในประเทศ Janapa ที่กำลังล่มสลาย ในแต่ละกะ คุณต้องตรวจสอบรถ ตรวจเอกสาร และตัดสินว่าใครจะได้ผ่านไป ขณะเดียวกันก็ต้องหาทางรักษาความปลอดภัยให้ตัวเอง รักษางาน และปกป้องลูกในท้องไปด้วย
คุณไม่ใช่ฮีโร่ แค่คนธรรมดาท่ามกลางวิกฤต แต่ทุกการตัดสินใจ หรือแม้แต่เรื่องเล็ก ๆ ก็อาจเปลี่ยนชะตาใครบางคนไปตลอดกาล…
[รีวิว] 1998: The Toll Keeper Story เรื่องราวของหญิงตั้งครรภ์ผู้เฝ้าด่านในช่วงที่ประเทศใกล้ล่มสลาย ผู้ต้องเลือกระหว่างทำตามกฎกับมนุษยธรรม
ภาพและเสียง ที่นำพาบรรยากาศให้ไปในทิศทางเดียวกับสิ่งที่อยากนำเสนอ
ก่อนจะไปในส่วนของตัวเกมเพลย์ ผู้เขียนก็ขอพูดถึงในส่วนของภาพและเสียงของตัวเกมกันก่อน โดยตัวเกม 1998: The Toll Keeper Story นั้นจะนำเสนอตัวเกมในภาพกราฟิกยุคเก่าที่ให้ความรู้สึกเหมือนกับภาพหนังสือหรือสิ่งพิมพ์ในสมัยก่อน ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ได้เล่นนั้นผู้เขียนก็ได้พบว่าตัวเกมนั้นไม่ได้มีเอฟเฟกต์ตระการตาอะไรให้ร้องว้าว ไม่มีสีสันสดใส มีเพียงภาพสีหม่น ๆ และเอฟเฟกต์ปกติ ๆ ตามความเป็นจริงเท่านั้น
แต่ตลอดการเล่น ผู้เขียนก็รู้สึกได้ว่าตัวเกมนี้ไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่จะต้องมีเอฟเฟกต์ สีสันสดใส หรืองานภาพที่ฉูดฉาด แบบที่เขียนมาเลยแม้แต่น้อย(แต่สไตล์ภาพในเกมก็มีความงดงามและเสน่ห์ในแบบของตัวมันเองนะ) เพราะบรรยากาศอันมืดหม่น และความไม่หวือหวานี้กลับเป็นสิ่งที่ช่วยให้รู้สึกถึงความสมจริงและเสริมความหนักอึ้งของบรรยากาศได้เป็นอย่างดี ซึ่งมันก็เป็นในทิศทางเดียวกันกับสิ่งที่ตัวเกมพยายามนำเสนอและช่วยเสริมให้ผู้เล่นอินไปกับเรื่องราวที่ถูกเล่าได้อย่างลื่นไหล นอกจากนั้นแม้ว่าตลอดการเล่นส่วนใหญ่เราจะอยู่ในฉากเดิม แต่ตัวเกมก็ได้มีการใส่ดีเทลและความเปลี่ยนแปลงเข้ามาอย่างแยบยล จนไม่ได้ทำให้รู้สึกอึดอัดกับการต้องอยู่กับที่เกือบตลอดเวลา
ทางด้านเสียงเองก็เช่น ตัวเกมไม่ได้มีการเน้นเสียงในส่วนของดนตรีหรือทำนองประกอบในการสร้างบรรยากาศ (แต่ก็ไม่ได้ถึงกับไม่มีเลย) แต่เสียงที่ตัวเกมได้พยายามเน้น ออกแบบ และนำเสนอกลับเป็นเสียงเอฟเฟกต์ต่าง ๆ อย่างเสียงของ รถ เครื่องยนตร์ การจราจร กระดาษ หรือแม้กระทั่งเสียงของการประท้วงจากที่ไกล ๆ ซึ่งเสียงเหล่านี้นั้นได้ถูกใส่ลงมาอย่างแนบเนียนและลื่นไหล ยิ่งทำให้บรรยากาศของตัวเกมมีความสมจริงและในเวลาเดียวกันนั้นก็ยังทำให้รู้สึกถึงความกดดันอีกด้วย





เกมเพลย์ที่ดูง่ายแสนง่าย... จริงหรือ?
ตัวเกมนั้นได้ระบุตัวเองว่าเป็นเกมแนว simulation หรือก็คือการจำลอง และเซ็ตติ้งของตัวเกมที่ถูกวางไว้ก็คือการจำลองเป็นคนเฝ้าด่านเก็บค่าผ่านทาง ซึ่งหน้าที่หลัก ๆ ของเรานั้นก็คือการเก็บเงิน ตรวจสอบ และปล่อยให้รถที่ทำตามกฎผ่าน และให้รถที่ทำผิดกฎกลับออกไป ไม่มีอะไรซับซ้อนแถมฟังดูง่ายใช่ไหมล่ะ?.... แต่มันจะง่ายแบบนั้นจริง ๆ น่ะหรือ?
เกมจะพาเราไปพบกับขั้นตอนในการเฝ้าด่านโดยแรกเริ่มนั้นขั้นตอนต่าง ๆ จะไม่ได้ยุ่งยากอะไร แต่ยิ่งแต่ละวันที่ผ่านไปนั้นเราก็จะได้มาเริ่มต้นด้วยกฎและคำสั่งใหม่ ๆ ที่ถูกเพิ่มเข้ามาพร้อม ๆ กับเกมเพลย์และความซับซ้อนที่มากขึ้นตาม อย่างเช่น เราต้องคอยนับค่าผ่านทางให้ถูกต้องตามประเภทรถ , เมื่อมีการตรวจพบคนใช้ธนบัตรปลอม เราก็จะต้องคอยตรวจสอบธนบัตรที่ถูกจ่ายมา , หรือวันนี้มีกฎใหม่เกี่ยวกับป้ายทะเบียน เราก็จะต้องตรวจสอบมันเพิ่มด้วย ซึ่งยิ่งเราเล่นผ่านไปเรื่อย ๆ เราก็จะได้พบกับขั้นตอนที่ซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งในแง่ของการเล่นเกม Simulation นั้นมันก็คือการมอบความท้าทายและทำให้ผู้เล่นต้องมีความรอบคอบและความระมัดระวังเพิ่มขึ้นในแต่ละวัน กระนั้นความซับซ้อนที่ถูกเพิ่มเข้ามามันก็ไม่ได้หวือหวาอะไร
และขั้นตอนสุดท้ายของทุกการเข้าด่านคือ การตัดสินใจ เราซึ่งเป็นผู้เฝ้าด่านจะต้องตัดสินใจว่าจะให้ใครเป็นคนผ่าน/ไม่ให้ผ่านด่านนี้ เราสามารถตัดสินใจได้ว่าจะช่วยปล่อยผ่านแม่ที่ต้องรีบพาลูกไปโรงพยาบาลแม้ว่าเงินค่าผ่านทางจะไม่ครบด้วยการใช้เงินที่มีจำกัดของตัวเองในการช่วยออก หรือจะปฏิเสธเธอตามกฎและไม่ให้ตัวเองต้องเดือดร้อน หรือ เราจะยอมช่วยออกเงินให้รถที่เงินไม่ครบเพราะมีธนบัตรปลอม หรือจะรายงานเขาจนถูกจับหรือจะเลือกปฏิเสธไม่ให้เขาผ่านก็ทำได้
แต่ก็อย่าลืมว่า... บางทีแล้วเป้าหมายอาจจะไม่ใช่แค่การทำตามกฎเพียงอย่างเดียว




การตัดสินใจที่มาพร้อมความหนักอึ้งและความกดดัน
ผู้เขียนรู้สึกว่าสำหรับเกมนี้แล้วสิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญพอ ๆ กับเรื่องราวนั้นคือ 'การตัดสินใจ' สิ่งที่ตัวเกมพยายามนำเสนอไม่ใช่ "ความสมบูรณ์แบบของการทำตามกติกาเกมในแต่ละวัน" แต่เป็น "การตัดสินใจ ที่มาพร้อมด้วยผลที่ตามมา" เพราะทุกการตัดสินใจของเรา ไม่ว่าจะเป็นการกระทำใด ๆ อย่างเช่น การช่วยออกเงินให้คนที่ค่าผ่านด่านไม่พอแต่มีเหตุจำเป็นต้องผ่านด่าน การปฏิเสธไม่ให้คนที่ต้องเร่งรีบในการผ่านด่านเพราะไม่ทำตามกฏสามารถผ่านไปได้ และอื่น ๆ นั้น ล้วนมีผลตามมาเสมอ บางการตัดสินใจนั้นก็อาจจะนำไปสู่ผลเล็ก ๆ แต่บางการตัดสินใจนั้นก็อาจจะนำไปสู่สิ่งที่ทำให้เราอาจจะต้องรู้สึกผิด และบางสิ่งก็อาจจะนำไปสู่ความรู้สึกเสียดาย และความคิดที่ว่า 'ถ้า...ตอนนั้นเลือกแบบนี้ล่ะก็...' ด้วย
ซึ่งตัวเกมได้ชูสิ่งนี้ผ่านการสอดแทรกเรื่องราวต่าง ๆ ภายในเกม เช่น หนังสือพิมพ์ที่อาจจะมีข่าวซึ่งเป็นผลจากการตัดสินในของเรา หรือจะการแสดงออกของรถที่ขับเข้ามาในด่าน เป็นต้น โดยทางเลือกที่ตัวเกมได้มีการแสดงผลจากการตัดสินใจของเราสอดแทรกผ่านเรื่องราวนั้นผู้เขียนรู้สึกว่ามันมีความสมจริง และรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกอินไปกับเนื้อเรื่องและการสวมบทบาทเป็นผู้ตัดสินใจมาก ๆ มันทำให้ตลอดระยะเวลาการเล่นของเรามันมีความกดดัน รู้สึกเหมือนเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ของตัวละคร และต้องตระหนักอยู่ตลอดว่าเราจะต้องทำอย่างไรต่อไป ถ้าเราทำแบบนี้ผลจะเป็นแบบไหน ซึ่งยิ่งผู้เขียนเล่นไปเรื่อย ๆ ก็พบว่าผู้เขียนยิ่งใช้เวลานานมากขึ้นในการตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรต่อ
ยิ่งในช่วงหลัง ๆ นั้นสถานการณ์ภายในเกมที่มีความตึงเครียด บรรยากาศมีความกดดันมากยิ่งขึ้น ซึ่งก็ยิ่งเพิ่มนำหนักให้กับการตัดสินใจของผู้เล่นมากขึ้น การตัดสินใจที่ผู้เขียนต้องเจอมันเล่นทั้งในด้านความรู้สึกของความเป็นมนุษย์ และความรู้สึกของความอ่อนแอในฐานะแม่ผู้ตั้งครรภ์ที่ต้องหาทางเอาชีวิตรอดไปด้วย มันยิ่งทำให้รู้สึกเลยว่าในแต่ละวันแต่ละการตัดสินใจมันมาพร้อมความกดดันและความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
ซึ่งผู้เขียนมองว่าการที่ตัวเกมนั้นสามารถทำให้ผู้เล่น (อย่างน้อยก็ผู้เขียนคนหนึ่ง) รู้สึกแบบนี้ได้ ก็นับว่าทำสำเร็จในเรื่องของการดึงให้ผู้เล่นได้อินและมีส่วนร่วมไปกับสิ่งและเรื่องราวที่อยากนำเสนอ และประสบความสำเร็จในการส่งสารถึงผู้เล่นได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการตรงไปตรงมาแต่ให้ความรู้สึกของผู้เล่นเป็นตัวบ่งบอกแทน


สรุป
โดยส่วนตัวแล้วในบรรดาเกมที่ได้เล่นมาในช่วงนี้ ผู้เขียนคงพูดได้ว่าเกมนี้นั้นเป็นเกมที่ทำให้รู้สึกมีอารมณ์ร่วมด้วยมากอีกเกมหนึ่ง และก็เป็นเกมที่ทำให้รู้สึกทั้งหนักอึ้งและเครียดมากด้วยในเวลาเดียวกัน ผู้เขียนรู้สึกว่าตัวเกมไม่ได้นำเสนอ ความสนุกจากการเล่น แต่เป็นเรื่องราวที่แฝงมากับทุกการตัดสินใจของเรา ซึ่งการเล่าเรื่องราวและการนำเสนอผลของการตัดสินใจนั้นตัวเกมก็นับว่าทำได้ดีมาก ๆ ตัวเกมไม่ได้จำเป็นต้องใช้สารหรือการบอกเล่าหรือแสดงออกแบบตรงไปตรงมาอะไรในการทำให้เรารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งไปกับเนื้อเรื่องและบรรยากาศ แต่ก็ทำให้เรารู้สึกและมีอารมณ์ร่วมไปในทิศทางของเรื่องราวที่ตัวเกมพยายามเล่าได้
ในด้านหนึ่งความหนักอึ้งของเนื้อหาและเรื่องราวทำให้เกมนี้อาจจะไม่ได้เหมาะสำหรับทุกคน แต่ถ้าสำหรับใครที่ชื่นชอบการสัมผัสเรื่องราว หรือเกมแนว narrative simulation เกมนี้นก็เป็นอีกเกมที่อยากให้ได้มาลองสัมผัสกันจริง ๆ
ทั้งนี้ผู้เขียนขอบอกก่อนว่าเนื้อหาในเกมนั้นมีความหนัก มีประเด็นอ่อนไหวค่อนข้างเยอะและบางประเด็นเองก็อาจก่อให้เกิดความไม่สบายใจด้วย อย่างไรก็อยากให้ผู้ที่สนใจอ่าน Trigger Warning จากผู้พัฒนา ในหน้าสโตร์ของตัวเกมด้วยนะครับ

ทั้งนี้สำหรับใครที่อ่านบทความรีวิวนี้แล้วเกิดสนใจอยากจะลองไปสัมผัสเรื่องราวและลองสัมผัสความรู้สึกของการเป็นผู้ตัดสินใจด้วยตัวเองแล้วล่ะก็ สามารถเข้าไปกดซื้อตัวเกมกันได้ที่ลิงก์ด้านล่างได้เลย!
ติดตามข่าวเกมพีซี/คอนโซลอื่นๆ ได้ที่ Online Station

