นอกจากที่งาน gamescom asia x Thailand Game Show 2025 จะมีเดโมเกม Onimusha: Way of the Sword มาให้ทุกคนได้ทดลองเล่นกันแล้ว คุณอากิฮิโตะ คาโดวากิ (Akihito Kadowaki / คนขวา) และคุณซาโตรุ นิเฮ (Satoru Nihei / คนซ้าย) โปรดิวเซอร์และผู้กำกับของเกมยังบินตรงจากญี่ปุ่นมาพูดคุยและให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับตัวเกมกับบรรดาสื่อมวลชนภายในงานด้วย และด้านล่างนี้ก็คือรายละเอียดต่าง ๆ ที่นักพัฒนาทั้งสองท่านได้ให้ข้อมูลกับเรามาครับ

ทำไมซีรีส์ Onimusha ถึงไม่มีภาคใหม่มาร่วม 20 ปี?
A: ตลอดเวลาที่ผ่านมา Capcom อยากจะสร้าง Onimusha ภาคใหม่กันมาโดยตลอด แต่ทุกครั้งก็จะติดปัญหาอย่างเช่นมีกำลังคนไม่พอ ยังไม่มีคนที่เหมาะสมที่จะนำพาโปรเจกต์ให้เป็นรูปเป็นร่าง รวมถึงมีโปรเจกต์ของซีรีส์อื่น ๆ อย่าง Monster Hunter, Resident Evil, หรือ Street Fighter ที่มีเสียงเรียกร้องผลงานใหม่ ๆ หนาหูกว่า แต่พอมาถึงช่วงปี 2020 มันประจวบเหมาะกับการที่บริษัทมีเครื่องมือที่เพียบพร้อมอย่าง RE Engine ซึ่งน่าจะสามารถทำให้การสร้าง Onimusha ภาคใหม่ให้เป็นจริงขึ้นมาได้ ด้วยเหตุนี้ การเดินหน้าสร้าง Onimusha ภาคใหม่อย่างจริงจังจึงเริ่มขึ้นตั้งแต่ตอนนั้น โดยทีมงานเริ่มจากการคำนึงว่าแก่นแท้ของ Onimusha คืออะไร เพื่อที่จะเชื่อมโยงกับแฟน ๆ ดั้งเดิมของซีรีส์ แต่เนื่องจากซีรีส์ห่างหายจากวงการเกมไปร่วม 20 ปี การเพิ่มเติมสิ่งใหม่ ๆ ให้เข้ากับยุคสมัยเพื่อโอกาศที่จะดึงดูดผู้เล่นหน้าใหม่ให้เข้ามารู้จักกับ Onimusha ด้วย
โทชิโระ มิฟุเนะ (Toshiro Mifune) กับบทบาทมิยาโมโตะ มุซาชิ (Miyamoto Musashi)
A: แน่นอนว่ามุซาชิในเกมจะมีทั้งการแสดงสีหน้าและท่าทางที่ตรงกับการแสดงของคุณมิฟุเนะ แต่จริง ๆ แล้วทีมงานไม่ได้เจาะจงว่าจะเลือกคุณมิฟุเนะมาเป็นตัวเอกของเกมตั้งแต่แรก แต่พอเริ่มพัฒนากันไปสักพัก ทุกคนก็มีความเห็นที่ตรงกันว่าตัวละครนี้ถูกถ่ายทอดออกมาได้ค่อนค่างคล้ายกับคุณมิฟุเนะ ในบทบาทมุซาชิที่เป็นซามูไรแบบลุย ๆ สุดท้ายทีมงานจึงเลือกให้คุณมิฟุเนะมารับบทเป็นมุซาชิในเกมภาคนี้ อย่างไรก็ตาม ทีมงานยังเปิดเผยด้วยว่า ในตอนแรกพวกเขาไม่ได้กำหนดว่าตัวเอกของเกมจะต้องเป็นมุซาชิ หากแต่เป็นซามูไรภายใต้ชุดเกราะในยุคเซ็นโกคุ ก่อนที่ตัวละครนั้นจะถูกเปลี่ยนให้เป็นมุซาชิแบบที่เห็นในเกมในภายหลัง

สาเหตุที่เลือกมุซาชิเป็นตัวเอก
A: เนื่องจากมุซาชิเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงและมีตัวตนจริงตามประวัติศาสตร์ การนำเขามาเป็นตัวเอกในเกมภาคนี้จึงน่าจะเป็นที่สนใจสำหรับผู้เล่นในวงกว้างมากขึ้น ไม่ใช่แค่แฟน ๆ ดั้งเดิมของซีรีส์ นอกจากนี้ บุคคลิกและเรื่องราวของมุซาชิก็เหมาะกับการหยิบมาดัดแปลงให้เข้ากับโลกของ Onimusha ด้วย
แนวทางในการนำเสนอเนื้อเรื่อง
A: หลายคนน่าจะรู้จักชื่อเสียงของมุซาชิจากประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นว่าเป็นนักดาบยอดฝีมือ แต่สิ่งที่ทำงานต้องการนำเสนอไม่ใช่ความเก่งกาจของมุซาชิ หากแต่ต้องการบอกเล่าเรื่องราวว่ากว่าที่มุซาชิจะกลายมาเป็นยอดนักดาบได้ เขาต้องผ่านอะไรมาบ้าง ซึ่งในเกมภาคนี้จะเป็นเรื่องราวในวัยหนุ่มของมุซาชิที่อยากจะเป็นยอดนักดาบด้วยฝีมือของตนเอง แต่การได้มาซึ่งพลังของปลอกแขนอสูรกลับเป็นเหมือนทางลัดไปสู่ความเก่งกาจที่ขัดกับความต้องการของมุซาชิ ตัวเกมจึงจะโฟกัสไปที่เส้นทางของเขา ความขัดแย้งในตัวเอง และการยอมรับในสิ่งต่าง ๆ ก่อนที่เขาจะได้กลายเป็นยอดนักดาบของญี่ปุ่น

สาเหตุที่ตัวเกมมีปลอกแขนอสูร หรือ Oni Gauntlet ปรากฏถึงสองชิ้น
A: เนื่องจาก ซาซากิ กังริว (Sasaki Ganryu) เป็นตัวละครที่อิงมาจาก ซาซากิ โคจิโร่ (Sasaki Kojiro) ที่มีตัวตนจริงตามประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นเช่นกัน และเป็นคนที่เชื่อกันว่ามีฝีมือดาบในระดับที่เทียบเคียงกับมุซาชิที่เป็นตัวเอกของเกมภาคนี้ ซึ่งทางทีมงานก็อยากนำเสนอให้ทั้งสองตัวละครนี้เป็นเหมือนคู่แข่งที่มีฝีมือสูสีกันไปตลอดทั้งเกม ดังนั้นการให้กังริวมีปลอกแขนอสูรเหมือนกับมุซาชิจึงน่าจะสามารถถ่ายทอดความเก่งกาจที่สูสีกันจากโลกความจริงมาสู่โลกของเกมได้อย่างสมเหตุสมผล
สิ่งสำคัญในการออกแบบเกมเพลย์
A: การต่อสู้ด้วยดาบคือหัวใจของเกมเพลย์ ดังนั้นทีมงานจึงมีการปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้โดยเฉพาะเพื่อออกแบบท่วงท่าการต่อสู้ด้วยดาบที่สมจริง แต่เนื่องจาก Onimusha เป็นซีรีส์สไตล์ Dark Fantasy ตัวเกมจึงจะมีการต่อสู้ด้วยท่วงท่าที่เหนือมนุษย์อยู่บ้าง แต่เหนือสิ่งอื่นใด ทีมงานจะคำนึงถึงความสนุกในการเล่นเป็นสำคัญด้วย

จุดสมดุลระหว่างความสมจริงและแฟนตาซี
A: เนื่องจาก Way of the Sword เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเกียวโต ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีนิทานเกี่ยวกับภูตผีปีศาจมากมาย มันจึงถูกหยิบมาดัดแปลงให้เข้ากับเรื่องราวของภาคนี้ได้อย่างลงตัว ส่วนในด้านของภูมิประเทศและสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ทางทีมงานได้ปรึกษากับทั้งผู้เชี่ยวชาญและองค์กรการท่องเที่ยวของเกียวโตเพื่อให้บรรยากาศของเกียวโตในเกมถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างใกล้เคียงประวัติศาสตร์มากที่สุด
ขอบเขตของความรุนแรงในเกม
A: ด้วยความที่ตัวเกมจะเป็นการต่อสู้ฟาดฟันกันด้วยดาบ จึงแน่นอนว่ามันจะมีทั้งเลือด และส่วนต่าง ๆ ของร่างกายที่ถูกตัดขาด แต่สำหรับใครก็ตามที่ไม่สะดวกใจที่จะเห็นความรุนแรงเหล่านี้ ตัวเกมก็จะมี Option ให้ปรับลดความรุนแรงของการตัดขาด รวมถึงยังสามารถเปลี่ยนสีของเลือดได้ด้วย

สิ่งที่ท้าทายที่สุดในการพัฒนาเกมภาคนี้
A: อย่างแรกเลยก็คือการทำให้ทีมงานทุกคนเข้าใจตรงกันว่าภาพลักษณ์และแนวทางในการนำเสนอ Onimusha ภาคนี้เป็นอย่างไร ต่อไปก็เป็นเรื่องของเกมเพลย์ที่พวกเขาอยากให้ทุกการฟาดฟันมันสร้างความสะใจ ความพึงพอใจให้กับผู้เล่น รวมถึงความต่อเนื่องของการถ่ายทอดด้วยภาพและเสียงให้ผู้เล่นได้สัมผัส แต่เอาเข้าจริง ๆ พวกเขารู้สึกว่าการพัฒนา Way of the Sword นั้นมีความท้าทายในทุก ๆ ด้านเลย
การคัดเลือกไอเดียเพื่อใส่ลงไปในเกม
A: ส่วนใหญ่แล้วถ้าทีมงานอยากใส่อะไรเข้าไป พวกเขาก็จะพยายามหาทางใส่มันเข้าไปในเกมให้เหมาะสมที่สุด แต่ถ้าจะมีแนวคิดไหนที่ถูกตัดออกไป ก็มักจะเป็นสิ่งที่พวกเขารู้สึกว่ามันยังไม่สามารถสื่อสารกับผู้เล่นได้ดีพอ
จะมี Onimusha ภาคใหม่ ๆ หลังจากนี้อีกมั้ย
A: เป้าหมายของทีมงานคือจัดเต็มกับภาค Way of the Sword แบบ 100% โดยที่ไม่หวังว่ามันจะต้องมีภาคต่อ แต่ถ้าตัวเกมมีเสียงตอบรับที่ดีจากผู้เล่น พวกเขาก็อยากที่จะสร้างภาคใหม่ที่สานต่อเรื่องราวและตัวละครจากภาค Way of the Sword เหมือนกัน

สุดท้าย คุณคาโดวากิในฐานะโปรดิวเซอร์ของเกมก็กล่าวว่า เขาและทีมงานอยากให้ Onimusha: Way of the Sword เป็นเกมแอ็กชั่นที่เล่นสนุกและเข้าถึงได้ง่ายตั้งแต่การกดฟันดาบครั้งแรกในเกม ไม่ต้องรอจนเล่นไปสักพักใหญ่ ๆ ถึงจะสนุก และเนื่องด้วยตัวเกมยังอยู่ระหว่างการพัฒนา พวกเขาจึงยังพร้อมที่จะรับฟังเสียงตอบรับจากแฟน ๆ และทุกคนที่สนใจในตัวเกมอยู่เสมอ เพื่อที่ทีมงานจะสร้างประสบการณ์ที่สนุกและสมดุลออกมาได้มากที่สุด ก่อนที่ตัวเกมจะวางจำหน่ายบน PS5, Xbox Series, และ PC ภายในปีหน้า
ติดตามข่าวเกมพีซี/คอนโซลอื่นๆ ได้ที่ Online Station