รีวิวเกม Little Nightmares III - โลกที่สุดเหงา แต่เรายังมีกันและกัน

แชร์เรื่องนี้:
รีวิวเกม Little Nightmares III - โลกที่สุดเหงา แต่เรายังมีกันและกัน

ในที่สุดซีรีส์ Little Nightmares ก็ได้กลายมาเป็นเกมไตรภาคแล้วเรียบร้อยนะครับ กับเกมฟอร์มเล็กที่มีผู้จัดจำหน่ายเจ้าใหญ่อย่าง Bandai Namco โดยภาคนี้มาพร้อมกับชื่อภาษาไทยแบบทางการว่า "สิ่งเล็ก ๆ ในห้วงฝันร้าย" ที่เดินทางมาจนถึงภาคที่ 3 แล้ว และภาคนี้ก็เป็นครั้งแรกของซีรีส์ที่ผู้เล่นสามารถเลือกเล่นแบบ Co-op กับผู้เล่นอื่นได้ หลังจากที่ภาค 2 มีการเพิ่มตัวละครมาคอยช่วยเหลือผู้เล่นระหว่างทาง ตัวเกม Little Nightmares 3 เป็นอย่างไร สนุกแค่ไหน รีวิวนี้มีคำตอบให้ครับ

Little Nightmares

ผู้พัฒนา: Supermassive Games
ผู้จัดจำหน่าย: Bandai Namco
แนวเกม: สยองขวัญ, แพลตฟอร์เมอร์, พัซเซิล, ผจญภัย
วางจำหน่าย: 10 ตุลาคม 2025
แพลตฟอร์ม: PS5, PS4, Xbox Series X|S, Switch 2, Switch, PC (ทีมงานรีวิวจากเวอร์ชั่น PC)

ก่อนอื่นต้องระบุไว้ก่อนนะครับว่า บทความรีวิวนี้เราจะพยายามเลี่ยงไม่พูดถึงซีนที่เจอบอสซึ่งถือเป็นไฮไลท์หลักของเกมมากนัก เพื่อไม่ให้เป็นการสปอยล์จนมากเกินไป และหมดความตื่นเต้นเมื่อผู้เล่นได้ไปพบเจอด้วยตนเอง ซึ่งก็ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

เริ่มกันที่เรื่องราวภายในเกม ตัวเกมนั้นใช้วิธีการเล่าเรื่องคล้ายกับสองภาคก่อนหน้าครับ คือผู้เล่นไม่ต้องมาคอยอ่านหรือดูคัตซีนเพื่อทำความเข้าใจในการปูเรื่องราวแบบเกมอื่น เพราะพอเริ่มต้นมาปุ๊บ เกมจะโยนผู้เล่นให้ไปดูซีนสั้น ๆ แล้วให้บังคับตัวละครออกผจญภัยทันที และเรื่องราวหลังจากนี้จนจบเกม ผู้เล่นจะเข้าใจแบบไหน สรุปยังไง อันนี้ก็แล้วแต่จะตีความ

ภาคนี้เรื่องราวจะโฟกัสอยู่ที่สองตัวละครหลักคือโลว์ (Low) และ อโลน (Alone) โดยโลว์จะเป็นเด็กชายหัวหยิกที่มีธนูเป็นอุปกรณ์คู่ใจ ส่วนอโลนคือเด็กหญิงผมแกละสีแดงที่พกประแจติดตัว ทั้งคู่ตื่นมาอย่างโดดเดี่ยวในห้วงฝันร้ายนี้ และจะต้องเอาตัวรอดพร้อมหาทางออกไปด้วยกันจนสุดทาง แน่นอนว่าเรื่องราวอันเป็นปริศนา อย่างเช่นทั้งคู่เป็นใคร ทำไมถึงมีกระจกปรากฏอยู่ในตัวอย่างแรก ก็จะมีการเล่าแทรกผ่านคัตซีนแบบไร้บทพูดตลอดทั้งเกม และแน่นอนว่าผู้เล่นก็ไม่จำเป็นต้องเล่นสองภาคก่อนหน้ามาก่อน เพราะเรื่องราวไม่ได้เกี่ยวข้องกัน แต่มันจะมีอีสเตอร์เอ้กอะไรบางอย่างที่สื่อถึงภาคก่อน ๆ อยู่บ้างเท่านั้นเองครับ

มาที่เรื่องของงานภาพและงานเสียงกันบ้าง ก็ต้องบอกเลยครับว่าดีงามสุด ๆ มันสวยและไม่กินสเปค ถึงแม้ว่าจะเป็นข้อได้เปรียบตรงที่เกมนั้นนำเสนอมุมมองด้านข้างเป็นหลัก และพื้นที่แต่ละโซนก็บีบให้ตัวละครทำการสำรวจได้ไม่มาก ปัจจัยเหล่านี้จึงช่วยลดภาระที่กินทรัพยากรเครื่องได้พอสมควร แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องชมในเรื่องของงานออกแบบและการทำบรรยากาศให้ออกมาดูดี ซึ่งสองภาคแรกมีมาตรฐานมาระดับไหน ภาค 3 นี้ก็มีมาตรฐานที่ไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะแสงเงา ความหม่น หดหู่ วังเวง และลึกลับ ตลอดจนงานซาวด์ประกอบที่เข้ากับบรรยากาศเกือบทั้งเกม องค์ประกอบของทั้งสองสิ่งนี้ทำให้ตัวเกมแทบไม่มีข้อติเลยในด้านงานภาพและเสียงสำหรับเกมฟอร์มเล็ก แต่ถ้าจะให้ติจริง ๆ ก็รู้สึกว่าบางฉากหรือบางห้อง มันถูกออกแบบมาให้มืดจนเกินไป และมันเป็นความมืดแบบไร้เหตุผลไปหน่อย ทั้งที่สำรวจจนมั่นใจแล้วว่าไม่น่ามีอะไรแน่ ๆ แต่มันก็อดคิดไม่ได้ว่ามันมืดจนน่าจะมีอะไรสักอย่าง เลยทำให้เล่นไปแล้วรู้สึกหงุดหงิดอยู่ไม่น้อย

มาที่เรื่องสำคัญอย่างเกมเพลย์กันบ้าง แน่นอนว่าแนวเกมยังคงเดิมคือเป็นผจญภัยกึ่งพัซเซิล ผู้เล่นจะต้องออกผจญภัยพร้อมแก้ไขปริศนาระหว่างทาง เช่นการทำให้ประตูเปิด การทำให้กล่องหล่นลงมา การหากุญแจที่ซ่อนอยู่ แล้วก็คอยหลบหรือวิ่งหนีภัยอันตรายที่คุกคามชีวิตเด็กทั้งสองคนนี้ ความสนุกของเกมคือผู้เล่นจะต้องคอยสังเกตฉากให้ดีว่าตรงจุดไหน น่าจะปีนขึ้นไปได้ มุดเข้าไปหลบได้ ดึงหรือดันเพื่อเปิดทางไปต่อได้ และเมคานิกของตัวละครทั้งสองก็จะทำให้เกมเพลย์ดูลึกขึ้นมาในภาคนี้ครับ โดยโลว์ที่มีทักษะการใช้ธนูจะสามารถยิงลูกศรไปกดสวิตช์ทำให้วัตถุบางอย่างหล่นลงมาหรือพังเสียหายได้ ส่วนอโลนที่มาพร้อมประแจก็สามารถใช้เพื่อทุบผนังที่เปราะบางเพื่อเปิดทางไปต่อ หรือใช้เพื่อหมุนกลไกบางอย่างภายในฉากได้ ดังนั้นเกมเพลย์ของทั้งคู่จะแตกต่างกัน ในหลาย ๆ จุด จะต้องเป็นหน้าที่ของคนใดคนหนึ่งเท่านั้น ไม่สามารถทำแทนกันได้

ในกรณีที่เราเล่นคนเดียว ไม่ว่าจะเลือกโลว์หรืออโลนก็ตาม ตัวละครอีกตัวจะเป็น AI ที่บังคับแทน ซึ่งจากที่ลองดูในหลาย ๆ ฉาก ถือว่าค่อนข้างฉลาดพอสมควรครับ ในหลาย ๆ ครั้งทีมงานไม่ทันสังเกตว่ามันต้องก้มเพื่อย่อง พอเดินไปเฉย ๆ ก็เลยโดนศัตรูจับและเริ่มใหม่ที่จุดเช็คพอยต์ทันที แต่ถ้าสังเกตดี ๆ พอ AI ต้องเข้าฉากที่มีความจำเป็นต้องลอบเร้น AI ก็จะย่องไปซ่อนในกล่องทันที หรือก้มตัวลงแล้วย่องเพื่อไม่ให้เกิดเสียงโดยอัตโนมัติ ในช่วงแรก ๆ ของเกมทีมงานเล่นแบบใจร้อนวิ่งทะเล่อทะล่าไปหน่อย ทำให้ต้องคอยมาสังเกตพฤติกรรมของ AI บ้างเพื่อที่จะไม่ให้สะดุดจากการต้องเริ่มใหม่ และแน่นอนว่าในด่านหลัง ๆ พัซเซิลก็จะมีความยากขึ้น ในบางครั้งถ้าหากเราไม่แน่ใจว่าต้องทำอะไร AI ก็จะไปอยู่ในจุดที่เหมือนจะเป็นคำบอกใบ้หรือพยายามสื่อว่าอยู่แถวนั้น แต่ทางผู้เล่นก็ต้องใช้ไหวพริบหาเองให้เจออยู่ดีนะครับว่า ควรต้องทำอะไร จะต้องควักธนูมายิงมั้ย ต้องควักประแจมาไขรึเปล่า หรือในบางจุดที่จำเป็นต้องต่อตัวขึ้นไปบนที่สูง AI ก็จะไปยืนตรงจุดนั้น และส่งเสียง "เฮ้" แบบกระซิบเพื่อเรียกเรา และผู้เล่นเองก็สามารถกดเสียงเรียกเฮ้นั้นเพื่อให้ AI ยิงธนูหรือใช้ประแจมาทุบได้เช่นกัน

สรุปก็คือ AI ในภาคนี้ออกแบบมาค่อนข้างโอเคครับ ไม่ได้ถึงขั้นจูงจมูกผู้เล่น แต่ก็จะไม่ปล่อยให้ผู้เล่นสับสนจนหาทางไปไม่ถูก ซึ่งแก่นหลักของการเล่นเกมนี้ก็ยังอยู่ที่ผู้เล่นอยู่ดีครับที่ต้องคอยสังเกตดูภายในฉาก ว่ามีอะไรที่น่าจะดึงได้ ยิงได้ เคาะได้ เป็นต้น ส่วนโหมดผู้เล่นหลายคนหรือ Online Co-op ก็ถือว่าน่าจะแฮปปี้กันในระดับหนึ่งครับ ผู้เล่นคนไหนที่รอจะเล่นกับเพื่อน หรือกับแฟนก็ตาม ซื้อเกมแค่บัญชีเดียวก็เพียงพอแล้ว เพราะตัวเกมจะมีเฟรนด์พาส (Friend Pass) ให้สำหรับผู้เล่นอีกคนที่ไม่ได้ซื้อเกมทันที ทว่าการเล่นด้วยกันจะทำได้แค่บนแพลตฟอร์มเดียวกันเท่านั้น และหลังจากที่เกมวางขายไปได้สักพัก การเล่นข้ามเจนจะถูกอัปเดตเข้ามาภายหลัง กล่าวคือถ้าจะเล่นข้ามเจนด้วยกันบนคอนโซล ผู้เล่นทั้งสองคนจะต้องมี PS5 กับ PS4 หรือ XBOX Series X|S กับ XBOX One หรือ Nintendo Switch กับ Nintendo Switch 2 เท่านั้น แถมไม่สามารถเล่น Co-op แบบออฟไลน์ได้ด้วยเช่นกัน ถือเป็นเรื่องที่น่าเสียดายพอสมควร

จากข้อความข้างต้นอาจจะพูดถึงเรื่องแพลตฟอร์มยาวไปเสียหน่อย แต่จริง ๆ แล้วมันมีสาเหตุอยู่ครับ เพราะจากการทดสอบเล่น Co-op แบบออนไลน์ก็พบว่า ผู้เล่นทั้งสองคนสามารถวิ่งไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระเลย ไม่ต้องกังวลเรื่องการดึงฉาก ต่อให้อีกคนลุกไปทำธุระแล้วโดนทิ้งห่างหลายห้อง ตัวเกมก็ไม่มีการหยุดแต่อย่างใด ขณะเดียวกัน ฉากในเกมนี้มันถูกออกแบบให้มาวิ่งไปด้วยกัน ช่วยเหลือกันแทบจะตลอดเวลา และหากมีผู้เล่นคนใดคนหนึ่งโดนจับหรือตุย ก็จะถูกส่งกลับไปยังจุดเช็คพอยต์เพียงคนเดียว ส่วนผู้เล่นอีกคนที่ยังรอดชีวิตอยู่ก็จะยังอยู่ที่เดิม ไม่ต้องเริ่มใหม่ทั้งคู่ ซึ่งส่วนตัวมองว่าการจะเล่นเกมนี้ให้รุ่ง การเล่นกับเพื่อนถือว่าตอบโจทย์กว่าครับ เพราะต้องหาคำใบ้หรือทางไปต่อกันเอาเอง ไม่มีการมายืนรอในจุดต่าง ๆ เพื่อใบ้ผู้เล่นแบบอ้อม ๆ เหมือนที่ AI ทำ

ตัวเกมในภาคนี้เท่าที่สังเกตดูเหมือนฉากจะใหญ่โตกว่าภาคก่อน บางด่านถึงขั้นมีทางแยกใหญ่ ๆ ให้เลือกเดินแล้ววกกลับไปไม่ได้ คล้ายกับเป็นทางเลือกให้ผู้เล่นตัดสินใจว่าจะออกไปด้วยวิธีไหนอะไรแบบนั้น รวมไปถึงจุดซ่อนไอเทมลับต่าง ๆ ที่มีให้เก็บตามฉาก เองก็เช่นกัน ดังนั้นถ้าใครเป็นสายเก็บโทรฟี่หรือ Achievement แล้วอยากเอาให้ครบในรอบเดียว ก็อาจต้องเล่นละเอียดแบบวิ่งไปวิ่งกลับบางห้องกันเสียหน่อย  

สรุปแล้ว Little Nightmare 3 ถือเป็นเกมที่ดีมาก ๆ เกมหนึ่งของแนวนี้อีกเช่นเคย ในบางฉากนั้นการเล่นแบบ Co-op มันมอบประสบการณ์ที่สองภาคก่อนหน้ามอบให้ไม่ได้ มันได้กลิ่นของเกมอย่าง It Takes Two หรือ Split Fiction มานิด ๆ เลยทีเดียว แต่สำหรับใครที่เล่นคนเดียว เกมนี้ก็ยังให้ประสบการณ์คล้ายกับภาค 2 บางช่วงครับ อย่างที่บอกก่อนหน้าว่า AI ในภาคนี้มันทำให้เรารู้สึกอุ่นใจขึ้นมากโข ถึงแม้ว่าศัตรูและฉากจะน่ากลัวก็ตาม อาจจะมีบั๊กที่เจอจนต้องโหลดกลับไปจุดเช็คพอยต์อยู่บ้าง แต่ก็หวังว่าเกมจะมีแพตช์ Day 1 มาแก้ปัญหาตรงนี้ให้หมดไป

คะแนน 8 / 10


ติดตามข่าวเกมพีซี/คอนโซลอื่นๆ ได้ที่ Online Station

Little Nightmares III

First Released:
10 ต.ค. 25
Platforms:
Xbox Series X|S Nintendo Switch 2 Xbox PS5 PC PS4 Nintendo Switch
Developed by:
Genre(s):
แชร์เรื่องนี้:
Vesper
About the Author

Vesper

ถลอก กับ เธอหลอก อ่านออกเสียงคล้ายกัน แต่ระดับความเจ็บมันต่างกัน

เรื่องที่คุณอาจสนใจ