สารานุ-Game ตอน Blizzard ที่เราเคยรัก (เกิดอะไรขึ้นกับค่ายเกมที่เคยเป็นขวัญใจมหาชน)

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะมีบริษัทนักพัฒนาเกมสักค่าย ที่ไม่ว่าพวกเขาจะทำอะไร แฟน ๆ และเกมเมอร์ก็พร้อมที่จะเชื่อใจและเตรียมให้การสนับสนุนกันเป็นอย่างดี แต่ก็อย่างที่เราเคยได้บอกไปในหลาย ๆ ครั้ง ว่าทุกสิ่งในโลกล้วนไม่มีอะไรที่จีรัง มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ค่ายเกมดังอันเคยเป็นที่รักของทุกคน อยู่มาวันนึงพวกเขาจะตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ว่าจะทำอะไรก็ผิดพลาดไปเสียหมด จนความรักที่พวกเราเคยมีให้อยู่เสมอ จะกลายเป็นอดีตที่กลับมาไม่ได้อีกแล้ว

ซึ่ง Blizzard Entertainment ก็คือค่ายเกมที่เราจะมาพูดถึงกันในวันนี้ว่า จากอยู่บน High Heaven ที่กำเนิดจาก Anu พวกเขาค่อย ๆ ร่วงหล่นไปสู่ Burning Hell ของ Tathamet ได้อย่างไรกัน ใน…

สารานุ-Game ตอน ดั่งพ่อมดติดพิษ Blizzard ที่ทุกคนเคยรัก

ก่อนที่จะเป็น Blizzard Entertainment ที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน บริษัทนี้เริ่มก่อตั้งกันในปี 1991 โดยสามบัณฑิตที่เพิ่งเรียนจบกันมาจาก University of California อย่างคุณ Allen Adham, คุณ Frank Pearce, และคุณ Michael Morhaime ภายใต้ชื่อ Silicon & Synapse ที่เริ่มจากการรับงานพอร์ตเกมของคนอื่นจากเครื่องนึงไปลงอีกเครื่องกันอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่จะมีเกมของตัวเองเป็นเกมแรกก็คือ RPM Racing บนเครื่อง Super ตามมาด้วย The Lost Vikings และ Rock n’ Roll Racing บนเครื่องเดียวกัน

Blizzard

ซึ่งนอกจากความยากของการสร้างเกมแล้ว สิ่งที่ Silicon & Synapse ต้องเผชิญกันอยู่ในช่วงนั้นก็คือ ปัญหาเกี่ยวกับชื่อของสตูดิโอ คุณ Michael หรือที่หลายคนน่าจะคุ้นชินกับชื่อ Mike Morhaime เคยเล่าให้เราฟังว่า หลายคนไม่ค่อยเข้าใจว่าชื่อ Silicon & Synapse มันหมายถึงอะไร แทนที่จะนึกถึงซิลิคอนที่ใช้ผลิตชิปอิเล็กทรอนิกส์ บางคนดันเรียกผิดเป็นซิลิโคนที่ใช้เสริมหน้าอกกันเสียอย่างนั้น ด้วยเหตุนี้ ทั้งสามผู้ก่อตั้งจึงลงความเห็นกันเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น Chaos Studios ซึ่งสื่อถึงความโกลาหลเหมือนกับขั้นตอนในการสร้างเกมของพวกเขา

Blizzard

แต่ชื่อ Chaos Studios ก็อยู่ได้แค่ครึ่งปี เพราะถูกบริษัท Chaos Technologies อ้างว่าคำนี้พวกเขาเป็นเจ้าของ ถ้าอยากใช้ก็จ่ายมา 100,000 เหรียญ ซึ่งคุณ Mike ก็ปฎิเสธ แล้วเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น Ogre Studios แทน แต่ก็เป็นอีกครั้งที่ชื่อใหม่คงอยู่ได้ไม่นาน เพราะ Davidson & Associates ที่เป็นบริษัทแม่ของพวกเขาในเวลานั้นมองว่า ชื่อ Ogre ที่หมายถึงยักษ์มันฟังดูน่ากลัวเกินไปสำหรับเด็ก

Blizzard

พวกเขาจึงถูกสั่งให้เปลี่ยนชื่อสตูดิโอใหม่กันอีกครั้ง และครั้งนี้ ต้องเสนอชื่อให้ฝ่ายกฏหมายของบริษัทแม่ตรวจสอบก่อนด้วยว่าจะมีปัญหาตามมาในอนาคตเพราะชื่อไปซ้ำกับใครในอเมริกาอีกรึเปล่า… (ติดตามรายละเอีดเพิ่มเติมได้จากคลิปด้านบนได้เลยครับ)

อ้างอิงข้อมูลจาก
Online Station

Blizzard

ติดตามข่าวเกมพีซี/คอนโซลอื่น ๆ ได้ที่ Online Station

คำที่เกี่ยวข้อง

สมัครรับข่าว OS

คุณอาจสนใจเรื่องนี้