ผมน่าจะเป็นหนึ่งในคนที่รู้สึกคิ้วขมวดอยู่เล็กน้อยตอนที่เฮียโนแลนแกประกาศว่าจะทำมหากาพย์อย่าง The Odyssey ใจหนึ่งก็รู้สึกผิดคาดหากมองจากมุมของเครดิตงานที่ผ่านๆ มาซึ่งไม่เคยเฉียดกรายหรือแสดงออกอย่างเด่นชัดว่าอยากลองสร้างภาพยนตร์ที่เป็นทั้งพีเรียดแถมพ่วงแฟนตาซีเข้าไปแบบนี้ แต่อีกใจหนึ่งก็โลดเต้นอย่างไม่ปิดบัง เพราะในฐานะแฟนภาพยนตร์พีเรียด การที่ภาพยนตร์แปะยี่ห้อโนแลนก็ว่าน่าดูแล้ว แต่มันยังหมายถึงความเชื่อมั่นจากค่ายหนังที่จะทุ่มงบให้ภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างมหาศาล และเท่ากับว่าผมจะได้ดูภาพยนตร์ในแบบที่เฝ้ารอมาเนิ่นนานนั่นคือ 'พีเรียดฟอร์มยักษ์' ที่แทบจะล้มหายตายจาก Hollywood ยุคนี้ไปแล้วนั่นเอง
และก็ไม่รู้ว่าบังเอิญหรือไม่ที่ The Odyssey ก็เป็นเหมือนภาคต่อของ The Iliad ซึ่งเคยถูกผู้กำกับอย่าง โวล์ฟกัง ปีเตอร์สัน ดัดแปลงเป็นภาพยนตร์พีเรียดฟอร์มยักษ์นามว่า Troy มาก่อนหน้า ทำให้งานวรรณกรรมอายุเกือบ 3,000 ปี Saga นี้ถูกดัดแปลงเป็นสื่อยุคใหม่จนครบถ้วนกระบวนความเรียบร้อย และมันน่าดีใจยิ่งกว่าที่ทั้ง 2 เรื่องต่างก็มีความยิ่งใหญ่โดดเด่นและน่าดึงดูดในมุมของตัวเอง ทั้งยังสามารถเชื่อมต่อกันได้ในหลายๆ แง่มุมจนอาจจะจับทั้ง 2 เรื่องมาขายมัดแพ็คคู่ได้เสียด้วยซ้ำไป และผู้แต่งอย่างโฮเมอร์คงอาจจะรู้สึกดีใจอยู่ที่ไหนสักแห่งว่างานเหนือกาลเวลาของตนได้ถูกดัดแปลงออกมาอย่างทรงคุณค่าทั้งสิ้น
The Odyssey เล่าเรื่องราวของ โอดิซิอุส กษัตริย์แห่งเมืองเล็กๆ อย่างอิธาการ์ ผู้คิดค้นกลยุทธ์ม้าไม้เมืองทรอย จนทำให้กองทัพพันธมิตรชาวกรีกพิชิตกรุงทรอย กลายเป็นชัยชนะอันเกริกเกียรติที่สุดในยุคสำริดตอนปลาย และหลังจากการใช้ชีวิตนับ 10 ปีบนชายหาดแถบเอเชียไมเนอร์ โอดิซิอุสและทหารในบัญชาของเขาก็ออกเดินทางล่องเรืออีกครั้ง ไม่ต่างจากขุนศึกชาวกรีกคนอื่นๆ ที่มีเป้าหมายคือกลับบ้านเกิดเมืองนอน โดยที่เขาไม่รู้เลยว่าต้องใช้เวลาอีกนับ 10 ปีเพื่อจะได้เหยียบพื้นบ้านตัวเองอีกครั้ง
ทั้งนี้โนแลนซึ่งเรียนจบวรรณกรรมมาเคยพูดประมาณว่า The Odyssey เป็นเหมือนงานเขียนที่เป็นจุดเริ่มต้นในงานสร้างสรรค์ภาพยนตร์ของเขา และจากสิ่งที่เราเห็นก็อาจอนุมานได้เช่นกันว่าผลงานที่ผ่านๆ มาคือการฝึกปรือ ลองผิดลองถูก สั่งสมบารมีจนตัวเขาเองอยู่ในฟอร์มที่พีคที่สุดและพร้อมที่สุดในการจะกลับมาดัดแปลงผลงานที่เป็นเหมือนรากฐานของตนให้ออกมาดีที่สุดนั่นเอง จะบอกว่า วัน ฟอร์ ออล และ ออลล์ ฟอร์ วัน ก็ไม่ปาน






ตัวหนังมีความเป็นโนแลนสูงในทุกอนู การเล่าสลับไทม์ไลน์ ไม่ยึดโยงความเป็นเส้นตรง งานโปรดักชั่นที่เน้นของจริงมากกว่า CGI แม้จะเป็นพีเรียดแฟนตาซีแต่ต้องออกมาดูจริงที่สุดเท่าที่ทำได้ ทว่าในทางกลับกันเพราะเป็นพีเรียดแฟนตาซีเลยอาจไม่ต้องยึดติดกับความเป็นจริงมากนัก เป็นความคอนทราสต์ที่กลมกลืนกันอย่างน่าประหลาด ไม่ว่าจะเป็นอกาเมมน่อนในเกราะละม้ายแบทแมนสุดเท่ ม้าไม้ดีไซน์หรูราวกับขนช่างไม้ฝีมือเฉกาจมาสร้าง หรือว่าจะเป็นกองทัพกรีกและผู้คนในเรื่องที่มีทุกชาติ พันธ์ ยุโรป อาฟริกา อเมริกาใต้ แขก และเอเชียตะวันออก ทุกๆ คนมีชื่อแบบชาวกรีกแทบทั้งสิ้น และเพราะเป็นแบบนั้นมันจึงทำให้การเป็นเฮเลนของลูปิต้า ยองโก ดูแปลกหรือผิดที่ผิดทางน้อยลง กลายเป็นนัยยะแฝงที่เปี่ยมชั้นเชิง ซึ่งหากใครอยากถามว่าบทเธอเยอะไหม ก็ต้องบอกว่าไม่เยอะครับ ไทม์ไลน์ในเรื่องผ่านช่วงที่เฮเลนเป็นตัวเอกมาแล้ว และอาจไม่ได้มีผลกับเรื่องราวมากนัก ทีนี้บางคนอาจบอกว่างั้นเอาใครมาเล่นก็ได้นี่ แน่นอนว่าอาจจะเป็นแบบนั้นก็ได้ แต่ต้องยอมรับว่าแม้จะมีคำถามตามติดอยู่เต็มตัวแต่พลังการแสดงของเธอแม้เป็นช่วงสั้นๆ ก็ยังเปล่งพลังรุนแรงจริงๆ อย่างไรก็ตามตัวละครเฮเลนไม่ได้สลักสำคัญอะไรกับเรื่องราวมากมาย แค่เป็นส่วนเสริมให้ฉากทัศน์ของการตีความโลกยุคสำริดฉบับโนแลนนั้นชัดเจนขึ้นก็เท่านั้น
แมท เดม่อนที่เชี่ยวชาญกับบทชายหาทางกลับบ้านเอาหนังได้อยู่หมัด และบทบาทเพเนโลปีของ แอนน์ ฮาทาเวย์ก็ชวนทึ่ง ขณะเดียวกันทอม ฮอลแลนด์ในบทบาท เทเลมาคัส ก็พิสูจน์ตัวเองว่าเขาไม่ได้เป็นแค่สไปเดอร์แมนอีกต่อไป รวมไปถึงดาราชื่อดังอีกเป็นโหลก็ทำหน้าที่ตัวเองได้อย่างดี ทำให้หนังที่มีพลังมากมายในตัวมันเองอยู่แล้วถูกชูขึ้นไปอีกระดับอย่างน่าทึ่ง ตลอดเวลาเกือบ 3 ชั่วโมงหนังเดินไปข้างหน้าตลอด หลายๆ คนบอกว่าเป็นภาพยนตร์ของโนแลนที่ดูได้ง่ายที่สุดเรื่องหนึ่งก็คงไม่เกินจริงนัก ถ้าจะเอาจบในตัวไม่ต้องตีความอะไรก็สนุกได้ระดับหนึ่งแล้ว แต่เมสเสจของมันและการตีความของหนังหลายๆ จุดที่ให้ความร่วมสมัยจนผู้ชมได้ขบคิดกันต่อก็เป็นความเลิศเลอยิ่งกว่าอย่างไม่ต้องสงสัยจริงๆ








นอกจากนี้งานภาพและงานเสียงก็จัดเต็มบ้าบอในทุกส่วนสัดจริงๆ งานภาพสไตล์โนแลนอาจจะได้โทนคล้ายๆ เรื่องก่อนหน้า แต่เพราะว่างานโปกดักชั่นที่ดูจริงมากๆ ทำให้ตัวผู้ชมราวกับหลุดเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราว ผสมผสานกับซาวด์และเพลงประกอบที่เร้าให้แทบทุกสถานการณ์มันบีบหัวใจระดับจิกตีน ทำให้ประสบการณ์รับชมภาพยนตร์เรื่องนี้มันยากจะบรรยายมากๆ และเมื่อทั้งงานภาพ งานเสียง งานโปรดักชั่น การตีความและเนื้อเรื่อง มาบรรจบกันอย่างถึงพร้อม ก็จะได้ซีนที่ทรงพลังอย่างเหลือเชื่อไม่ต่างจากฉากจบของ Oppenheimer แน่นอนว่าทุกคนรับรู้ว่ากรุงทรอยพ่ายแพ้ และคุณอาจเคยรู้สึกสงสารกษัตริย์พริแอมที่เห็นเมืองตัวเองกำลังพินาศต่อหน้าต่อตาใน Troy แต่ใน The Odyssey สำหรับผมแล้ว ทั้งภาพและเมสเสจที่สื่อออกมา การพังทลายของกรุงทรอยครานี้มันสร้างบาดแผลได้มากมายกว่านั้นเป็นเท่าทวีจริงๆ
นอกจากนี้ The Odyssey ถ่ายทำด้วยกล้อง IMAX รุ่นพิเศษที่ทางตัวโนแลนเองมีส่วนช่วยในการพัฒนาขึ้นมาครับ ทำให้ได้งานภาพที่มีความเฉพาะตัวและแสงเงาที่ยอดเยี่ยม ผมคงจะไม่บอกว่าต้องดู IMAX เท่านั้นเพราะแต่ละคนก็มีปัจจัยต่างกันไป แต่หากมีโอกาสก็อยากแนะนำ IMAX ด้วยสัดส่วนภาพ 1.90:1 ก็ใหญ่เบิ้มกว่าจอธรรมดาอยู่แล้ว นับรวมเรื่องเสียงที่ทำมาเพื่อ IMAX โดยเฉพาะ ดังนั้นถ้าจะดูให้เต็มตาและฟังให้เต็มหูที่สุดถนนทุกสายก็มุ่งไปทางเดียวนั่นแหละครับ
ส่วนตัวแล้วรู้สึกว่า The Odyssey เป็นงานที่สมบูรณ์มากๆ ในตัวเอง ทำถึงไปหมดแทบทุกส่วนสัดจนยากจะหาข้อด้อยมาทอนคะแนนออกไป ถ้าจะมีส่วนที่รู้สึกว่าน่าเสียดายสักหน่อยคงเป็นความคาดหวังของตัวเองที่อยากดูแอคชั่นหรือสงครามมากกว่านี้ักหน่อย รวมไปถึงซีนแอคชั่นฉบับโนแลนที่แม้จะทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ยังดูเป็นของที่แกไม่ถนัดอยู่ดี มันอาจเพราะเราเห็นความเร้าใจที่มากกว่านี้มาแล้วจากหนังหลายๆ เรื่อง กระนั้นก็ไม่ใช่ส่วนที่แย่จนทำให้อรรถรสเสียแต่อย่างใด
หลังดูจบผมเห็นคำถามที่แม้ไม่น่าจะเทียบกันได้แต่ก็น่าสนใจที่จะตอบในอินเตอร์เน็ตอยู่ประมาณหนึ่ง "เทียบกับ Troy แล้วชอบเรื่องไหนมากกว่ากัน?" ผมว่ามันน่าจะเทียบไม่ได้ด้วยโพซิชั่นของตัวมันเอง เพราะ Troy เป็นบล็อคบัสเตอร์ขนานแท้ ขายพลังดาราตัวท็อป งานโปรดักชั่นมโหฬารและซีนสงครามกับแอคชั่นระดับยักษ์ จนจะบอกว่าเป็นหนังพีเรียดซูเปอร์ฮีโร่ยังได้ ในขณะที่ The Odyssey แม้จะฟอร์มยักไม่ต่างกันแต่โพซิชั่นของมันคือหนังต่อต้านสงครามที่พูดถึงบาดแผลฉกรรจ์ที่ชัยชนะอันเกริกไกรเหลือทิ้งเอาไว้ และความนัยของกลศึกม้าไม้ก็สะท้านใจจนชวนจุกอกเสียเหลือเกิน แม้ที่สุดแล้วชีวิตหลังจากนี้ผมอาจจะได้ดู Troy บ่อยกว่าด้วยฉากแอคชั่นและความป๊อปคอร์นของมัน แต่มนต์เสน่ห์อันเข้มขลังของ The Odyssey นั้นก็ใช่ว่าใครจะทำได้เสมอเหมือน และเพราะแบบนั้นคำว่า "หนังของโนแลน" มันจึงมีความหมายในตัวมันเองอย่างไม่อาจปฏิเสธได้

VERDICT
9
ดูรอบและสำรองที่นั่งได้ที่ - https://majorcineplex.com/movie/the-odyssey/
The Odyssey เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์
ขอบคุณ Major Cineplex สนับสนุนการรับชม
ติดตามข่าวหนังอื่นๆ ได้ที่ Online Station