Umamusume: Pretty Derby Road to the Top ไม่ใช่หนังใหม่แต่อย่างใดครับ มันเคยถูกฉายมาแล้วเมื่อสักราวๆ 2-3 ปีก่อนแบบแบ่งเป็น 3 พาร์ท โฟกัสไปที่ตัวเอก 3 คนอย่าง นาริตะ ท็อปโร้ด, แอดไมร์ เวก้า และ ทีเอ็ม โอเปร่า โอ ซึ่งทั้ง 3 คนถือเป็นเอซในรุ่นเดียวกัน และเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องแข่งขันชิงชัยซึ่งกันและกันโดยในจุดนี้ก็ถือเป็นหัวใจหลักของ Umamusume มาแต่ไหนแต่ไร ดังนั้นแล้วในแง่ความใหม่มันก็คงไม่ได้มีอะไร เพราะในเนื้อแท้มันคือชิ้นงานและเรื่องราวจากยุคก่อนหน้า ทว่าในแง่หนึ่ง Road to the Top คือหมุดหมายสำคัญของซีรีส์ที่เทรานสฟอร์มตัวเองจากการ์ตูนสาวม้าโมเอะให้กลายเป็นการ์ตูนกีฬาเต็มขั้นและมุ่งเน้นไปที่ฉากการแข่งขันอันดุเดือดเลือดพล่านอย่างที่เราเห็นกันในงานยุคใหม่ๆ อย่างเช่นใน Beginning of the New Era หรือซีรีส์ Cinderella Grey
ผมคิดว่าหลายๆ คนที่เป็นแฟนคลับ Umamusume ย่อมต้องเคยดูภาค Road to the Top มาแล้วทั้งนั้นเพราะอันที่จริงตัวอนิเมะแบบแบ่งพาร์ทดั้งเดิมก็ยังมีให้ดูแบบถูกลิขสิทธิ์บน YouTube แค่ว่ามันไม่มีซับไทยเท่านั้น สำหรับเวอร์ชั่นกลับมาฉายโรงใหม่นี้มันก็คือตัวเดิมเพียงแค่เอามาตัดต่อใหม่ให้มันเป็นเนื้อเดียวกันสำหรับดูรวดเดียวได้เลย ซึ่งพอเป็นแบบนี้เรากลับเห็นได้ชัดถึงความไม่ลงตัวบางอย่างในฟอร์แมตของมัน อย่างเช่นวิธีหรือจังหวะการเล่าก็จะไม่สมูธลงตัวแบบภาคที่ทำเป็นเดอะมูฟวี่ตั้งแต่ต้นเลยเช่นภาค Beginning of the New Era เป็นต้น
จังหวะที่ไม่ลงตัวนี้ยังส่งผลให้การดำเนินเรื่องนั้นไม่สามารถชักนำผู้ชมให้รู้สึกไหลลื่นได้มากนัก ส่วนตัวแล้วพอวิธีการเล่ามันเป็นแบบ 3 พาร์ทตั้งแต่แรก ก็เลยรู้สึกว่าแบบออริจินัลมันคล่องคอกว่า พอมันถูกเอามารวมกัน กลายเป็นว่าเส้นเรื่องบางจุดของบางตัวถูกย้ำเกินความจำเป็น เป็นความยึดติดแบบย้ำคิดย้ำทำพาให้ผู้ชมอึดอัด ทั้งๆ ที่หากเป็นแบบแบ่งพาร์ทเรากลับไม่ได้ติดใจตรงนั้นเท่าไหร่ ขณะที่งานภาพก็ต้องยอมรับตามตรงว่าสู้ภาคใหม่ๆ ไม่ได้ โดยเฉพาะความเดือดในจังหวะที่ตัวเอกหรือตัวละครสามารถก้าวข้ามบางอย่างไปสู่ตัวตนในอีกระดับได้





อย่างไรก็ตามนั่นคือมุมมองที่มองจากเลนส์ของยุคใหม่ที่มองกลับไปยังยุคเก่า หากจะพูดถึงคุณค่าที่แท้จริงของมัน Road to the Top คือความคลาสสิคที่หลายๆ คนเชิดชู อนุสาวรีย์ที่ผ่านการเวลามาย่อมเก่าแก่ลงบ้างเป็นธรรมดา แต่ก็ไม่ได้ลดทอนคุณค่าที่อยู่ตรงนั้นของมัน แม้อาจเก่าแก่ แม้มีเหลี่ยมมุมที่สู้ผลงานในยุคนี้ไม่ได้ แต่การได้ย้อนกลับไปดูก็เสมือนได้เฝ้ามองและพิจารณาการวิ่งของซีรีส์นี้อีกครั้ง จากที่เคยถูกมองเป็นเพียงอนิเมะจากเกม สู่การใส่ความจริงจังจนก้าวข้ามอะไรบางอย่างและกลายเป็นรากฐานของปัจจุบันได้เช่นกัน นอกจากนี้การแปลไทยก็ยังมีการแปลใหม่ทั้งหมด มีความเป็นปัจจุบันทันสมัยลื่นไหล และช่วยชูรสให้กับเรื่องราวได้เป็นอย่างดี
ในภาพรวมผมรู้สึกว่าอาจจะให้คะแนนยากสักหน่อย เพราะหากเอาเพียงความสนุกลื่นไหล เร้าใจ พูดกันตรงๆ ผมว่างานยุคใหม่ของ Umamusume Pretty Derby ทำได้ดีกว่านี้มาก เพียงแต่ก็อย่างที่บอก Road to the Top มีความพิเศษในตัวเอง เป็นภาคคลาสสิคประหนึ่งการร่างสเตตเมนต์ว่าจากนี้สาวม้าจะไม่วิ่งแข่งกันเล่นๆ แล้วนะ หากคุณเคยชมมาแล้ว การกลับเข้าไปดูโดยที่ได้ภาพและเสียงจากโรงภาพยนตร์ก็ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ แต่หากยังไม่เคยดู หรือเพิ่งมาตามสาวม้า ภาพยนตร์อนิเมะเรื่องนี้ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมครับ เพราะผมรู้สึกจริงๆ ระหว่างดู Road to the Top ว่าผมไม่ได้กำลังดูแค่อนิเมะตัดต่อใหม่ แต่กำลังเฝ้ามองหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่ทำให้ Umamusume ยังคงผงาดยั้งยืนยงทั้งยังคงได้รับความนิยมอย่างล้นหลามมาจนทุกวันนี้ครับ


Umamusume: Pretty Derby Road to the Top มีกำหนดฉายวันที่ 28 พฤษภาคมนี้ครับ
ติดตามข่าวหนังอื่นๆ ได้ที่ Online Station