นึกไม่ออกว่าเรามีหนังไซไฟที่มีบรรยากาศหรือมอบรสชาติแบบที่ Project Hail Mary ได้มอบให้ครั้งล่าสุดเมื่อตอนไหน เพราะแม้แต่ภาพยนตร์จากคนเขียนนิยายรายเดียวกันอย่าง The Martian ก็ยังไม่ใช่รสนี้ หรือหากจะพูดกันจริงๆ มันก็อาจจะเป็นรสใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนก็เป็นได้ หรืออย่างน้อยๆ ตัวผมก็อาจไม่เคยได้ลิ้มลองภาพยนตร์ในรสแบบนี้นั่นแหละ มันมีทั้งความตลก หน้าตาย ไซไฟ หายนะ แต่กลับลงเอยด้วยการเป็นหนังอบอุ่นที่มอบทั้งความหวังและภาพความสวยงามในโมงยามที่ทั้งโลกมีแต่ความขัดแย้งแบบนี้
มันเป็นรสชาติที่ทั้งคอมเพล็กซ์ กลมกล่อม และอิ่มได้โดยไม่ต้องการอะไรเพิ่มเติม มีความสมบูณณ์แบบในตัวเองในทุกๆ องค์ประกอบจนสามารถมองข้ามข้อเสียหรือความน่าเสียดายในบางจุดไปได้อย่างง่ายดาย เรียกว่าต้นปีมานี้สำหรับผม Project Hail Mary นั้นตีคู่สูสีมากับ Hopper เลย เป็นภาพยนตร์ที่มนุษย์สมควรได้รับชมโดยเฉพาะในเวลานี้ซึ่งพอเหมาะพอเจาะที่สุดที่เราจะได้ทบทวนถึงสิ่งดีงามที่เผ่าพงษ์เราพึงจะมีได้ มิตรภาพ ความหวัง และการสละบางอย่างเพื่อสิ่งที่ดียิ่งกว่า
Project Hail Mary เล่าเรื่องของดร.เกรซ ที่ตื่นขึ้นมาบนยานอวกาศที่กำลังมุ่งหน้าไปสู่บางสิ่งที่ไกลโพ้น เจ้าตัวที่เพิ่งตื่นขึ้นมานั้นจำอะไรยังไม่ค่อยได้นอกเสียจากความรู้ด้านฟิสิกส์ที่มีกับความทรงจำพื้นฐานบางประการ และต้องอาศัยเวลาในการค่อยๆ ฟื้นความทรงจำ ซึ่งนั่นทำให้ตัวเรื่องจับจุดตรงนี้มาใช้ในการเล่าเรื่องได้อย่างไหลลื่นมากๆ ในช่วงต้นเรื่องที่มีการเล่าสลับไปมาระหว่างตัวเอกที่ยังอ๊องๆ อยู่ในยานกับการย้อนอดีตว่าตัวเขามีที่มาที่ไปอย่างไรนั้นจัดว่าสนุกมาก เป็นช่วงที่ตัวหนังอัดมุกตลกหน้าตายเข้ามาให้ได้ขำกันแบบรัวๆ บางมุขก็เป็นมุขควายที่ไม่คิดว่าจะเล่นกันจริงๆ จังๆ ก็ยังมีการนำมาเล่นได้อย่างถูกจังหวะ ถ้านับแค่ความเอนจอยผมว่าช่วงแรกของเรื่องนี่เอนจอยโคตรๆ ตลกและสนุกสุดๆ
และหากจะหาช่วงที่เนือยที่สุดของเรื่องก็คือช่วงที่เกรซพยายามทำความรู้จักกับร็อคกี้ต่างดาวขี้เหงาในยานเปล่าเปลี่ยวที่ไม่เหลือใครเช่นกัน แม้จะเป็นพาร์ทสร้างความสัมพันธ์ แต่เพราะแบบนั้นมันจึงเลี่ยงซีนอึดอัดไม่ค่อยจะได้นัก ยังดีที่ไม่ได้นานเกินไป เพราะเมื่อสองคนนี้จูนกันติด สิ่งดีๆ ก็ไหลมาเทมามาอีกครั้งยันจบเรื่อง เคมีของทั้งคู่เข้ากันได้ดีสุดๆ เป็นโมเมนต์โบรแมนซ์ที่อิ่มอกอิ่มใจและชวนน้ำตารื้น และมันครบรสเอามากๆ สุข เศร้า เหงา ระทึก กระทั่งฉายจบเครดิตขึ้นก็เป็นภาพยนตร์ที่ผู้ชมไม่ลังเลที่จะปรบมือจนเสียงดังกึกก้อง และผู้ชมแต่ละคนต่างก็มีใบหน้าอิ่มสุขระหว่างเดินออกมาจากโรง



ไรอัน กอสลิ่ง พิสูจน์ความมีอัจฉริยภาพด้านการแสดงของตัวเองอีกครั้ง เอาอยู่มากๆ ในบทบาทนี้ทั้งยังมีเสน่ห์สุดๆ สามารถสัมผัสความรู้สึกของตัวละครได้ชัดเจนแม้ไม่ต้องพูดอะไรในหลายๆ ซีน ขณะที่ความเป็นไซไฟของหนังก็ไม่ได้มากได้มายเกินไป มีทฤษฎีให้คิดตาม แต่ถ้าตามไม่ทันก็ไม่เป็นไร เพราะตัวละครจะเฉลยให้เราในจังหวะเหมาะสม แม้ในบางจุดหนังเราอาจต้องใช้การอนุมานมากอยู่สักหน่อยในการจะทำความเข้าใจหรือไขความสงสัยในเรื่องราว ทว่านั่นก็ไม่ใช่สาระสำคัญใดๆ มากนัก เพราะสิ่งที่ภาพยนตร์กำลังมอบให้ ณ ขณะนั้นมันมีคุณค่ายิ่งกว่า นั่นคือความบันเทิงและอารมณ์ร่วมที่ต่อเนื่องไม่หลุดโฟกัส ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาพยนตร์ทำได้อย่างน่าอัศจรรย์
ในภาพรวมหากพูดถึงความอลังการเวอร์วังของห้วงอวกาศ Project Hail Mary อาจจะไม่ได้เล่นใหญ่เท่า Interstellar ที่เน้นฉายให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของจักรวาล แต่อวกาศผ่านการกำกับภาพของเกร็ก เฟรเซอร์ใน Project Hail Mary ก็ยังควรค่าแก่การรับชมใน IMAX มันกว้างขวางเวิ้งว้าง เงียบงัน เล่นแสงเล่นเงาได้อย่างสะใจ ซึ่งด้วยจอที่ใหญ่โตกับสีดำที่สนิท ก็การันตีว่าเห็นรายละเอียดของภาพยนตร์ระหว่างรับชมได้ชัดกว่าโรงทั่วไปอย่างแน่นอน
Project Hail Mary คือภาพยนตร์ระดับท็อปของต้นปีนี้ และมีโอกาสยืนยงอย่างโดดเด่นตลอดทั้งปี นี่ไม่ใช่แค่หนังไซไฟอวกาศที่ยอดเยี่ยม แต่มันคือภาพยนตร์ที่เยี่ยมยอด สุดสัปดาห์ใครหาภาพยนตร์ที่ครบรสคุ้มเงิน จิ้มไปที่ Project Hail Mary เลยครับ ของดีแน่นอน


VERDICT
9.5
ขอขอบคุณ Major Cineplex สนับสนุนการรับชม
Project Hail Mary มีกำหนดเข้าฉายวันที่ 19 มีนาคมนี้ในโรงภาพยนตร์ครับ
ติดตามข่าวหนังอื่นๆ ได้ที่ Online Station