รีวิวซีรีส์ One Piece Into the Grand Line - ไลฟ์แอคชั่นที่พัฒนาขึ้นในทุกๆ องคาพยพ

แชร์เรื่องนี้:
รีวิวซีรีส์ One Piece Into the Grand Line - ไลฟ์แอคชั่นที่พัฒนาขึ้นในทุกๆ องคาพยพ

One Piece into the Grand Line หรือซีรีส์ One Piece ในแบบของไลฟ์แอคชั่นนั้นน่าจะเป็นหนึ่งในผลงานที่หลายต่อหลายคนรอคอยกันมากที่สุด จากความสำเร็จอย่างท่วมท้นของซีซั่นแรก ซึ่งพูดก็พูดเถอะ มันอาจจะด้วยเพราะว่าในตอนภาคแรกนั้นหลายๆ คนอาจจะไม่ได้คาดหวังกับมันมาก แค่ลุ้นให้คุณภาพคาบเส้นก็หืดจับแล้วเพราะไลฟ์แอคชั่นก่อนหน้าหลายๆ เรี่องก็ทำงามหน้าไว้มากเหลือเกิน ทว่าพอในภาพรวมมันทำออกมาได้ดีเกินคาด จึงไม่แปลกเลยที่มันจะกลายเป็นงานฮิตที่หลายคนอาจจะคาดไม่ถึงกัน

พอมาซีซั่นที่ 2 ความคาดหวังก็เพิ่มขึ้นเป็นธรรมดา ด้วยหลายๆ ปัจจัย ไม่ว่าจะเนื้อเรื่องที่เข้มข้นขึ้น หรือตัวละครสำคัญๆ ที่จะโผล่เข้ามาอีกมากมาย ทำให้ทีมสร้างเองก็ดูจะรู้ตัวและทำการอัปสเกลงานโปรดักชั่นขึ้นไปอีกระดับ พร้อมพัฒนาการเล่าเรื่องหรือการหยอดอีสเตอร์เอ็กที่มีน้ำมีเนื้อมากขึ้น บูรณาการทั้งเส้นเรื่องดั้งเดิมและเส้นเรื่องที่ถูกเติมเข้ามาในมังงะช่วงหลังให้เบลนด์ไปด้วยกันได้อย่างน่าสนใจ ที่สำคัญคือฉากต่อสู้และใช้พลังถือว่าพัฒนาขึ้นอย่างมาก แม้ว่าอาจจะยังไม่ถึงขั้นสมบูรณ์ไร้ที่ติ แต่ในภาพรวม One Piece Into the Grand Line ยังเป็นซีรีส์ไลฟ์แอคชั่นที่สอบเกินคำว่าผ่านไปไกล

One Piece into the Grand Line เล่าเรื่องต่อจากซีซั่นแรกกับการเดินทางสู่แกรนด์ไลน์ของกลุ่มโจรสลัดหมวกฟางที่ยังคงต้องผ่านอุปสรรคมากมาย โดยใน 8 ตอนของซีซั่นนี้จะกินเวลาช่วงโล็คทาวน์ไปจนถึงการโค่นวาโปลู โดยมีการปูเรื่องราวการต่อสู้กับแก๊งค์บาโร๊คเวิร์คไว้ตลอดทาง เพื่อเข้าสู่อีกหนึ่งภาคที่หลายๆ คนจดจำได้มากที่สุดกับภาคอลาบาสต้าในซีซั่นถัดไปนั่นเอง

ด้วยความเป็นซีรีส์ที่มีสกรีนไทม์จำกัดจำเขี่ยเมื่อเทียบกับมังงะหรืออนิเมะทำให้ต้องมีการรวบรัดตัดตอนเรื่องราวในหลายๆ เกาะและร้อยเรียงใหม่ให้มันกระชับขึ้น สอดคล้องกับเวลาในการฉายมากขึ้น ซึ่งในภาพรวมผมคิดว่าตัวเรื่องทำได้ดีเลยในจุดนี้หากมองผ่านฟิลเตอร์แบบแฟนพันธุ์ทางที่น่าจะเป็นกลุ่มคนที่สามารถดูไลฟ์แอคชั่นได้สนุกที่สุด ตัวซีรีส์ยังโชว์เทคนิคการเล่นท่ายากมากขึ้นเมื่อนำเส้นเรื่องที่ถูกเฉลยหรือเล่าเพิ่มเติมในมังงะตอนใหม่ๆ มาเล่าอย่างเป็นกิจลักษณะ ทำให้เห็นมิติที่ลึกขึ้นและผู้ชมสามารถคาดหวังถึงแนวทางในอนาคตได้อย่างดี อย่างเช่นตอนของลาบูนที่พอมีเนื้อเรื่องของตัวละครลับเสริมเข้ามาก็ทำให้เรื่องราวมีมิติกว้างขึ้นอย่างน่าสนใจ

และคุณหมอเรนเดียร์ โทนี่ โทนี่ ช็อปเปอร์ ก็น่าจะเป็นตัวละครที่ผู้คนให้ความสนใจกันมากที่สุดว่าทาง Netflix จะทำได้ดีขนาดไหน และมันกลายเป็นว่าเจ้าตัวปุกปุยสวมหมวกรายนี้ ก็ทำเอาหลายๆ คนร้องไห้ตามกันอย่างไม่อายในช่วงเส้นเรื่องที่ชวนปวดหัวใจของตัวมันเอง ประโยคคำพูด "ผมทำอะไรผิด" แค่ได้ยินก็เหมือนโดนยิงหัวใจพร้อมปล่อยโฮเอามือกุมอกด้วยความเจ็บปวดกันแทบไม่ทัน ส่งให้ในตอนที่ 7 กลายเป็นอีกหนึ่งมาสเตอร์พีชของซีรีส์ที่ชวนตราตรึงในใจอย่างไม่อาจปฏิเสธ

สิ่งที่ผมชอบที่สุดใน One Piece Into the Grand Line คือการอัปเกรดฉากแอคชั่นที่ดีขึ้นแบบเห็นได้ชัด เพราะในซีซั่นแรกเอาตรงๆ คือมันค่อนไปทางแย่เลย พยายามเล่นท่ายาก แต่ดูประดิษฐ์และไม่ดุดัน พอมาภาคนี้แม้จะยังดูประดิษฐ์อยู่บ้างแต่ก็ลดลงและเพิ่มความดุดันในท่วงท่าเข้ามาแทน ที่เห็นได้ชัดคือฉากฟันดาบของโซโรที่มีความเป็นศิลปะต่อสู้มากขึ้น แม้อาจจะยังไม่ได้เลเวลของเคนชินในซามูไรพเนจรต่อก็ดีขึ้นดุดันขึ้นจริงๆ กระนั้นในช่วงท้ายๆ ยังแอบรู้สึกว่ามันแผ่วไปสักหน่อย และที่จริงก็ยังอยากให้มันดุเดือดขึ้นกว่านี้ ดูแข็งแกร่งและจริงจังขึ้น เพราะยิ่งภาคถัดๆ ไปการต่อสู้จะเวอร์วังขึ้นเรื่อยๆ หากไม่อัปเกรดคิวบู๊มันอาจจะตกมาตรฐานและทำให้ผู้ชมผิดหวังได้ง่ายๆ

แม้อาจจะยังไม่ใช่ซีรีส์ที่สมบูรณ์แบบ และเนื้อหาที่ทั้งตัดไปหรือมีการตีความใหม่ก็ยังแล้วแต่ความชอบแฟนๆ อีก แต่หากให้มองในภาพรวม One Piece into the Grand Line  ถือเป็นไลฟ์แอคชั่นที่ดัดแปลงมาได้ดีมากๆ และพัฒนาขึ้นในทุกๆ ด้านจากซีซั่นที่ 1 จนชวนให้คาดหวังมากขึ้นในซีซั่นถัดไป เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่าหากจะทำไลฟ์แอคชั่นจากเกมหรือการ์ตูนให้ดีมันก็มีคนทำได้เช่นกันครับ

VERDICT
8

One Piece into the Grand Line ฉายแล้ววันนี้ที่ Netflix ครับ


ติดตามข่าวหนังอื่นๆ ได้ที่ Online Station

แชร์เรื่องนี้:
Dark_Libra
About the Author

Dark_Libra

Everything in this world comes down to the matter of ponytail

เรื่องที่คุณอาจสนใจ