ไม่กี่ปีที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีของแฟนๆ Silent Hill เพราะชื่อของแบรนด์กลับมาเป็นที่ติดตลาดอีกครั้งอย่างน่าสนใจครับจากการหวนกลับมาทำเกมของ Konami ซึ่งไม่ว่าจะภาครีเมคอย่าง Silent Hill 2 หรือภาคใหม่ถอดด้ามอย่าง Silent Hill F ต่างก็ได้รับทั้งคำชมและความนิยม เสียงตอบรับจากผู้เล่นล้นหลามจนทำให้ตัวของแบรนด์นั้นกลับมากล้าแกร่งอีกครั้ง
แต่นอกเหนือจากเรื่องของเกมแล้ว ภาพยนตร์ก็เป็นหนึ่งสิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ถึงแม้ที่ผ่านมาคะแนนฝั่งนักวิจารณ์จะไม่ได้ดีเด่นัก และภาค 2 ของภาพยนตร์ก็อาจจะหลุดธีมไปอยู่ไม่น้อย แต่ภาคแรกของมันซึ่งกำกับโดย Christophe Gans ก็ได้รับแสงชื่นชมและความชื่นชอบจากแฟนเกมอยู่ไม่น้อย และคราวนี้พี่ Christophe Gans กลับมาคำรบ 2 พร้อม Return to Silent Hill ภาพยนตร์ภาคต่อที่ให้ความรู้สึกราวกับว่านี่แหละภาคต่อแท้จริงซึ่งแทบจะถีบภาค 2 ของเดิมไปเป็น Spin-off อยู่รอมร่อ
ทว่ารอบนี้ไม่เหมือนก่อน สถานการณ์ของ Silent Hill ไม่เหมือนยุคที่แล้ว นี่คือช่วงปีที่มีเกมยี่ห้อ Silent Hill ระดับเยี่ยมยอดมาพร้อมการเล่าเรื่องที่ยอดเยี่ยมเปี่ยมชั้นเชิงออกมาแบบติดๆ กัน ความคาดหวังของแฟนๆ ย่อมถีบสู่อีกขั้นเป็นธรรมดา และนั่นอาจเป็นสาเหตุให้ Silent Hill ฉบับภาพยนตร์พลังไม่พอจะตะกายไปถึงฝั่งฝันสำหรับหลายๆ คน


ขึ้นอยู่กับว่าคุณต้องการสิ่งใดจากภาพยนตร์เรื่องนี้ Return to Silent Hill นำเนื้อเรื่องจากเกมภาค 2 มานำเสนอ ผ่านสายตาของตัวเอกอย่าง James ที่ต้องเข้าสู่เมืองหมอก (ไม่หงอย) ซึ่งสตาร์ทมาแบบนี้ ผู้ที่เล่นเกมมาแล้ว อาจจะอยากรู้ว่าผู้กำกับจะหยิบฉากจบแบบใดมามอบให้กับหนัง ส่วนคนที่ไม่เคยดูมาก่อนก็อาจพอสบายใจได้บ้างเพราะเดิมทีมันก็มีความเป็นออริจินัลของตัวเองอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องดูภาคแรกมาก่อนก็พอเก็ตได้ไม่ยากไม่เย็น
ความยอดเยี่ยมที่สัมผัสได้จากภาพยนตร์คือความพยายามจะเซ็ตบรรยากาศและฉากต่างๆ ให้ถอดแบบมาจากในเกม หลายๆ อย่างทำได้ดีจนอดชวนให้ชื่นชมไม่ได้ ภายใต้งบประมาณที่อาจไม่ได้เยอะนักที่ราวๆ 20-40 ล้านเหรียญ แต่นั่นก็เป็นข้อจำกัดที่นำสมาซึ่งความน่าเสียดายหลายๆ อย่างที่ทำให้หนังไปไม่ถึงจุดที่เราคาดหวัง อย่างเช่นคุณภาพ CG หรือมอนสเตอร์ต่างๆ อีกมากมายที่แค่มีการเมนชั่นถึงทว่ากลับไม่ปรากฎมาเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อเรื่อง


และสำหรับคนที่ต้องการความสยองขวัญแบบเอนเตอร์เทนก็อาจจะผิดหวังกันไม่น้อยเพราะกลายเป็นว่า Return to Silent Hill ไม่ได้มาด้วยท่าทีแบบนั้น แต่พยายามจะคงความเป็นจิตวิทยาเอาไว้ ด้วยบรรยากาศทึมๆ ไม่น่าไว้วางใจแต่ก็กลายเป็นแทบไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน พยายามอยากให้ผู้คนได้คิดตาม แฝงสัญญะบ้างบางอย่างตามรายทาง แต่ก็ไม่ได้มีความสลักสำคัญอะไร ถึงที่สุดตัวหนังก็ยังเหมือนพยายามบอกผู้ชมให้คิดต่อหลังหนังจบ ซึ่งถ้าคุณมีเพื่อนคุยก็คงพอได้ถกเถียงกันบ้าง แต่ก็ต้องยอมรับว่าเรื่องราวมันไม่ทรงพลังพอให้เราถกเถียงกันข้ามปีแบบบางเรื่อง และนั่นกลายเป็นการสะท้อนความไม่ชัดเจนของหนังได้เป็นอย่างดี
ในภาพรวมคือ Return to Silent Hill อาจจะไม่ถึงกับแย่ แต่บาร์ที่เวอร์ชั่นเกมได้เซ็ตไว้ล่าสุดมันสูงเสียจนดึงเอาความคาดหวังผู้ชมสูงตามไปด้วย พอต้องมาเจอกับความไม่ชัดเจนหรือครึ่งๆ กลางๆ ในแนวทางจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิดหวัง จุดที่ทำได้ดีสำหรับแฟนเกมก็ยังมี แต่เมื่อปลายทางมันคือความอึมครึมไม่ต่างจากเมืองในหมอกที่มันเป็น จะให้พูดว่าเราเอนจอยกับมันไม่ว่าจะในทางใดทางหนึ่งก็คงพูดได้ไม่เต็มปากเท่าไหร่

VERDICT
6.5
ขอขอบคุณสหมงคลฟิล์มสนับสนุนการรับชม
Return to Silent Hill เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์ครับ
ติดตามข่าวหนังอื่นๆ ได้ที่ Online Station