ซีรีส์ Fallout ในตอนซีซั่นแรกนั้น ถือว่าเป็นงาน adaptation จากเกมในระดับขึ้นหิ้งอีกเรื่องเลยครับ อาจจะเรียกได้ว่าก้าวข้ามความเป็นงานดัดแปลงจากเกมเลยดีกว่า เพราะคนทั่วๆ ไปที่ไม่ได้เล่นเกมก็สามารถดูสนุกได้ด้วยเช่นกันจากความแข็งแรงในทุกภาคส่วนของมัน ไม่ว่าจะเนื้อเรื่อง ธีม การแสดงของนักแสดงนำ ทั้งยังรักษาสเน่ห์ความเป็นเกมได้อย่างดี จนแฟนๆ แทบไม่ปริปากบ่น ซึ่งหาได้ยากเอามากๆ ที่จะมีงานดัดแปลงชิ้นใดโชว์ฟอร์มได้ฉลุยเช่นนี้
ไม่แปลกที่ซีซั่น 2 ของมันจะถูกตั้งความหวังไว้สูง ด้วยทุนที่มากขึ้น เรื่องราวที่ใหญ่โตขึ้น มัดรวมมากับเหล่านักแสดงหน้าเดิมที่ตบเท้ากลับเข้ามากันอย่างพร้อมเพรียง ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลเมื่อนำมาปั่นรวมกันก็ทำให้ Fallout ซีซั่น 2 (หรืออย่างน้อยๆ ก็ 6 ตอนแรก) ยังคงรักษามาตรฐานในภาพรวมของตัวเองไว้ได้ อาจจะมีออกทะเลหรือเล่าเรื่องย้วยไปบ้าง แต่ที่สุดเรายังสามารถบอกได้ว่า Fallout มีซีรีส์ซีซั่น 2 ที่ควรค่าแก่การรับชมอยู่ดี

Fallout ฟอลล์เอาท์ ภารกิจฝ่าแดนฝุ่นมฤตยู Season 1
Fallout ฟอลล์เอาท์ ภารกิจฝ่าแดนฝุ่นมฤตยู Season 2
Fallout ฟอลล์เอาท์ ภารกิจฝ่าแดนฝุ่นมฤตยู เรื่องย่อ
เรื่องราวของคนมีกินและคนไม่มีอันจะกินในโลกซึ่งแทบไม่เหลืออะไรให้ครอบครองอีกแล้ว 200 ปีหลังจากวันสิ้นโลก ผู้อาศัยที่อยู่อย่างสงบในหลุมหลบภัยถูกบังคับให้หวนกลับขึ้นมาบนพื้นผิว และต้องตกใจเมื่อพบว่าแดนร้างรอเธออยู่
Fallout ฟอลล์เอาท์ ภารกิจฝ่าแดนฝุ่นมฤตยู รีวิว

Fallout ซีซั่น 2 ยังคงเล่าเรื่องราวโดยมีแกนนำหลักเป็น 3 ตัวละครดั้งเดิมคือ Lucy กับ Ghoul และ Maximus โดยที่ 2 ตัวละครแรกแท็กทีมกันตะลุยโร้ดทริปตั้งแต่ Mojave Wasteland สู่ New Vegas เพื่อตามหาพ่อของ Lucy ซึ่งตลอดการเดินทางนั้นเราจะได้เห็นพัฒนาการของ Lucy ที่ต้องบอกว่าเป็นไปตามทรงของหนังแนวๆ นี้ คือเมื่อตัวละครที่เคยโลกสวยแต่พยายามเอาตัวรอดในโลกความเป็นจริง ตัวละครนี้ก็จะเริ่มอยู่กับความเป็นจริงมากขึ้น ทำอะไรที่ดิบมากขึ้น แต่ด้วยความที่เนื้อแท้เป็นคนดีมีความอ่อนโยนก็จะต้องพยายามรักษาหลักมนุษยธรรมไว้ด้วย อาจจะมีเคิร์ฟที่ตามมาตรฐานไปบ้าง แต่ตัวละครนี้ก็กำลังเติบโตขึ้นตามลำดับ

ขณะที่พี่ Ghoul ของเราก็ดูจะเป็นตัวละครที่ซีซั่นนี้ให้แสงเป็นพิเศษ จากที่ไม่ธรรมดาในภาคแรก ในภาคนี้ตัวละคร Ghoul มีความซับซ้อน และลึกไปอีกระดับ ทวีความน่าสนใจเป็นเท่าตัว ส่วนหนึ่งนอกจากบทที่เขรยนมาได้เยี่ยมก็คงต้องกราบกรานการแสดงของ Walter Goggins ด้วยที่เข้าถึงบทบาทได้อย่างชวนอัศจรรย์ ส่วนฟาก Maximus อาจจะโดนทอนบทบาทลงไปบ้าง แต่ความไดนามิคของตัวละครก็ยังสืบสานจากภาคก่อนได้เป็นอย่างดี คราวนี้พี่แกจะอยู่กับกลุ่ม Brotherhood of Steel เป็นเสียส่วนใหญ่ ดังนั้นแล้วกลุ่มพี่น้องเหล็กกล้าในภาคนี้คือมีบทบาทในเนื้อเรื่องแบบจับต้องได้มากกว่าเดิมแน่นอน ไม่ไดัมาเป็นแค่แบ็คกราวด์อย่างภาคก่อนแล้ว

อย่างไรก็ตามนอกจากเส้นเรื่องหลักของ 3 ตัวละครเดิมแล้ว ซีซั่น 2 ยังขยายสเกลทั้งเนื้อเรื่องและงานสร้างโดยการเล่าเรื่องราวของฝักฝ่ายใหม่ๆ มากขึ้นจนในแง่หนึ่งผู้ชมอาจรู้สึกได้ว่า Fallout ไม่ใช่เรื่องราวของแค่ 3 คนนี้อีกต่อไปแต่มันคือเรื่องราวทั้งดินแดนในโลกที่เกี่ยวโย่งกันผ่านผู้คนหรือเรื่องราวบางอย่าง (ให้นึกง่ายๆ ก็ทรงๆ GOT) ดังนั้นแล้วในหลายๆ ครั้งพอเรื่องราวดำเนินไปก็จะมีการ "แวะ" อยู่ตลอด และพอแวะบางทีก็มีแฟลชแบ็คอีก คือเรื่องราววาไรตี้จัดๆ จนกลายเป็นว่าเนื้อเรื่องหลักเดินได้ช้ามากๆ ทั้งบางครั้งก็หลุดโฟกัสไปเลย ปฏิเสธไม่ได้ว่าในบางช่วงบางตอนมันก็ชวนหาวอยู่เหมือนกัน แม้ว่าเนื้อเรื่องหลักจะชวนให้ติดตาม แต่การแวะข้างทางไปเรื่อยจนความต่อเนื่องมันขาดๆ เกินๆ ก็ทอนความระทึกตื่นเต้นออกไปพอสมควรอยู่เหมือนกัน

ในภาพรวมของ Fallout ซีซั่น 2 ช่วง 6 ตอนแรกนั้นยังคงแข็งแรงในตัวมันเอง เนื้อเรื่องหลักชวนติดตาม อารมณ์ขันลดลงไปบ้างแต่ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี การแวะข้างทางเยอะอาจทำให้น่าเบื่อไปบ้างแต่ขณะเดียวกันก็ขยายฉากทัศน์ของโลกในซีรีส์มากขึ้น ใครที่ชอบซีซั่นแรกมา ซีซั่น 2 ก็ยังคงไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง แม้จะยังเหลืออีก 2 ตอนให้รับชม แต่จากที่ผ่านมาเกินครึ่งทาง ถ้าขบวนผ้าป่าไม่แหกโค้ง Fallout ซีซั่น 2 ก็น่าจะยังเป็นอีกหนึ่งซีรีส์ทรงคุณค่าประจำปีของ Prime ได้อย่างแน่นอน

ติดตามข่าวหนังอื่นๆ ได้ที่ Online Station
