หลายๆ คนอาจจะรู้จักกับ Running Man ในแง่ของการเป็นรายการจากเกาหลี แต่นั่นไม่เกี่ยวอะไรกับภาพยนตร์เรื่องนี้ เพราะ The Running Man เป็นผลงานนิยายของ สตีเฟ่น คิง และเคยมีเวอร์ชั่นภาพยนตร์ไปแล้วในยุค 80 แต่ในปี 2025 นี้ The Running Man ถูกนำกลับมาทำใหม่โดย 1 ในผู้กำกับฝีมือจัดจ้านแห่งยุคอย่าง Edgar Wright ที่เคยฝากผลงานสุดบันเทิงมาแล้วมากมาย
The Running Man ฉบับปีนี้จึงเป็นผลงานที่อัดแน่นด้วยความสนุกสนาน ตื่นเต้น และตลกร้ายเสียดสีสังคมอเมริกันในแบบที่ผู้เขียนนิยายต้นฉบับอย่าง สตีเฟ่น คิง พยายามสอดแทรกในงานของเขาแต่อาจไม่ถูกให้ความสำคัญนักในภาพยนตร์เวอร์ชั่นเก่า แต่ในหนังเวอร์ชั่นใหม่นี้ไม่เพียงจะรักษาสาส์นดั้งเดิมที่สอดแทรกไว้ได้แล้ว ยังไม่ใช่การเล่าแบบกระมิดกระเมี้ยน แต่เป็นการตะโกนแซวแบบดังๆ ชนิดว่า "ก็ด่าให้รู้ว่าด่า" ไม่ต้องหลบซ่อน ไม่ต้องเล่าในเชิงสัญญะ ตรงไปตรงมาแบบว่าเก็ตกันได้ง่ายๆ และนั่นทำให้น้ำหนักในการกระทำรวมไปถึงการค่อยๆ เปลี่ยนแนวคิดของตัวเอกนั้นสมเหตุสมผลและถูกเข้าอกเข้าใจโดยผู้ชมไปโดยปริยาย

The Running Man เล่าถึงโลกในยุคดิสโทเปีย ที่มีการแบ่งชนชั้นกันชัดเจน รวยอยู่ส่วนรวย จนก็อยู่ส่วนจน ไม่มีทางจะเบลนด์เข้ากันได้ในสังคม คนรวยเสวยสุข คนจนแม้แต่ยาแก้หวัดยังซื้อไม่ไหว และถูกบังคับให้ต้องทำงานตัวเป็นเกลียวเพื่อประทังชีวิตไปวันๆ หรือหากไม่ไหวจริงก็ต้องกลายเป็นความบันเทิงของระบบทุนนิยมหรือผู้มีอันจะกินที่รอสร้างและบิดเบือนเรื่องราวเพื่อสร้างเรตติ้ง ผ่านรายการวาไรตี้มากมายหลายซึ่งมีเพชรยอดมงกุฎคือ The Running Man รายการสุดฮิตที่มาพร้อมเงินรางวัลหลอกล่อระดับพลิกชีวิตได้ ซึ่งตัวเอกของเราอย่าง Ben Richards ที่ต้องการเงินมาซื้อยาให้ลูกสาวแบบด่วนจี๋ก็ดูจะหลีกหนีวัฐจักรนี้ไม่พ้น ต้องเข้าร่วมรายการเพื่อเงิน แม้ใจจริงจะไม่ได้อยากรับความเสี่ยงนี้เลยก็ตาม

ตัวหนังเริ่มสุมไฟร้อนในตัวของ Richards ตั้งแต่เริ่ม เขาเกลียดระบบ โกรธที่เมียต้องทำงานในบาร์ โมโหเพราะการหางานมันยากขึ้นทุกขณะ จนสุดท้ายเขามุ่งสู่รายการ The Running Man โดยที่สะสมทุกอารมณ์ความรู้สึกไว้ในใจ ถึงแม้เข้าจะเป็นคนรู้กาลเทสะพอสมควร แต่ Richards ก็ไม่ใช่คนที่กระมิดกระเมี้ยนในการด่าทอหรือวิจารณ์อะไรที่ไม่สมเหตุสมผล เขาพร้อมเล่นตามกติกา แต่หากกติกามันเล่นเขาจนผิดปกติวิสัย ก็พร้อมจะสู้กลับอย่างหมาจนตรอกเช่นกัน

ความสนุกของภาพยนตร์ไม่ใช่การได้เห็น Richards สู้สิบทิศ แต่คือการได้ดูความพยายามในการเอาตัวรอด พร้อมๆ กับสะสมเกจความโกรธไปเรื่อยๆ จากคนที่พยายามอยู่รอดเพื่อเงินในช่วงแรก สู้การเปิดหน้าแลกและมุ่งทำลายระบบด้วยความเกรี้ยวกราด และมันค่อยๆ ไต่ระดับอย่างมีชั้นเชิง กระชับ ต่อเนื่อง ไม่เยิ่นเย้อจนเกินไป หนังเต็มไปด้วยแอคชั่นดิบๆ ที่ไม่ทิ้งลายความฉวัดเฉวียนในการเล่าเรื่อง รวมไปถึงตลกร้ายบ้าๆ บอๆ กับการกระทำที่คาดไม่ถึงของตัวละครที่สร้างเซอร์ไพรส์ให้หนังไม่ราบเรียบเกินไป แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีฉากไหนที่โดดเด้งจนรู้สึกว่าเป็นไคลแมกซ์ได้จริงๆ จังๆ อาจเป็นความรู้สึกที่ผิดแผกไปสักหน่อย คือในภาพรวมหนังสนุกไม่ใช่เรื่องเกินเลยเพราะมันสนุกจริงๆ แต่กราฟความพีคกลับดีดไม่ถึงจุดที่ใจต้องการเสียอย่างนั้น

อีกจุดที่รู้สึกว่าเล่าได้ดีคือการที่หนังด่าเสียดสีฟรีทีวีหรืออัลกอริทึ่มของแพลตฟอร์มโซเชี่ยลมีเดียร์ต่างๆ ไปเรื่อยๆ แต่ขณะเดียวกันก็ล้อไปกับหนทางการคลี่คลายปมของพระเอกที่แพลตฟอร์มเหล่านี้ก็มีส่วนช่วยเช่นกัน ซึ่งส่วนตัวคิดว่าหนังเล่าจุดนี้ได้เจ๋งดี เข้าใจง่ายมีลูกเล่นและตัดเลี่ยนเรื่องราวได้อย่างน่าสนใจ ขณะที่ Glen Powell ก็ได้พิสูจน์ว่าเขาพร้อมจะขึ้นมาเป็นซูเปอร์สตาร์จริงๆ แล้ว กับบทบาทนี้เอาอยู่แบบเหลือกินจริงๆ

อย่างไรก็ตามส่วนตัวคิดว่าช่วงท้ายออกจะห้วนไปหน่อย มาแนวสรุปบทความ ไม่ได้มีลูกเล่นในการเล่าเพิ่มเติม หรือมีรายละเอียดให้ว้าวหรือให้ลุ้นอีกสักก๊อก ทำให้แอบเสียดายไปบ้าง แต่เมื่อมองภาพรวม The Running Man ก็ถือเป็นหนังที่สนุกครบรส แอคชั่นก็ดี จิดกัดก็ได้ เป็นภาพยนตร์ที่เหมาะควรจะดูในโรงภาพยนตร์ครับ ส่วนความเป็น IMAX นั้นตัวเรื่องไม่ได้ใช้อัตราส่วนของ IMAX แบบเต็มๆ แต่ก็ใหญ่โตคมชัดกว่าโรงทั่วไป รวมไปถึงงานเสียงที่กระหึ่มและเก็บรายละเอียดได้ดี ถ้าไม่ติดอะไร จอใหญ่ยักษ์อย่าง IMAX ก็เต็มอรรภรสกว่าอย่างแน่นอน

VERDICT
8/10
ขอขอบคุณ Major Cineplex สนับสนุนการรับชม
The Running Man มีกำหนดเข้าฉายวันที่ 13 พฤศจิกายนนี้ในโรงภาพยนตร์
ติดตามข่าวหนังอื่นๆ ได้ที่ Online Station