รีวิวหนัง Tron Ares - แม้เนื้อเรื่องไม่เด่น แต่งานภาพงานเสียงทำเอาลูกตาสะท้านรูหูสะเทือน

แชร์เรื่องนี้:
รีวิวหนัง Tron Ares - แม้เนื้อเรื่องไม่เด่น แต่งานภาพงานเสียงทำเอาลูกตาสะท้านรูหูสะเทือน

เคมีระหว่างตัวผมเองกับแฟรนไชส์ Tron นั้น ถึงจะรู้สึกเหมือนกับคิดไปเอง แต่ก็นับว่าแปลกอยู่มาก ไม่เคยรู้สึกว่าคลิกกับมัน แต่ก็สนใจในดีไซน์สุดล้ำสุดแหวกของมันอยู่เสมอ เพียงไม่กี่อย่างของ Tron: Legacy ในภาคที่แล้วก็คือมันเป็นภาพยนตร์ที่ดูเพลินๆ และมีความโดดเด่นด้านงานอาร์ทก็เท่านั้น พอมา Tron: Ares ผมก็เข้าโรงไปด้วยความรู้สึกก้ำกึ่ง เพราะถึงไม่ใช่แฟนของ Tron แต่ก็คาดหวังความว้าวจากมัน ซึ่งสิ่งที่ผมรู้สึกได้แม้หนังยังไม่ทันจะจบเรื่องเลยก็คือ ผมรู้สึกสนุกกับ Ares มากกว่า Legacy แบบหลายต่อหลายเท่าเลย

Tron: Ares มีพลอตที่เข้าใจง่ายๆ และแทบไม่มีอะไรใหม่ เมื่อ AI อยากมีชีวิต มันจึงกบฎต่อเจ้านายเผด็จการ แล้วออกตามหาหนทางเพื่อการกลายเป็นมนุษย์ ซึ่งถึงจะเป็นอย่างนั้น ตัวหนังก็มีการเพิ่มกฎหรือ Lore  บางอย่างเข้าไปหลอมรวม เช่นว่าชีวิตดิจิทัลที่ถูกแสกนมาบนโลกจะอยู่ได้ 29 นาทีเท่านั้น จนเกิดเป็นหนัง AI ปลดแอกในแบบของ Tron ซึ่งจะว่าไม่เหมือนใครก็ใช่ แต่จะว่าไม่มีอะไรใหม่ก็ถูกอีก แต่เพราะแบบนั้นผู้ชมที่มาใหม่จึงสามารถเก็ตมันได้ง่ายๆ แถมเนื้อเรื่องมีไม่กี่ขยัก เน้นง่ายไม่ซับซ้อนอะไรเลย ซึ่งหากจะมีคนบอกว่าเนื้อเรื่องภาคนี้แทบไม่มีอะไรเลย ผมก็คงเถียงไม่ได้

Tron

นับรวมถึงการที่หนังดูจะจงใจไม่ลงลึกถึงปมของตัวละครใด แค่เล่าพอสังเขปให้ผู้ชมเข้าใจเหตุผลของการกระทำต่างๆ พร้อมๆ กับยัดตัวร้ายที่พยายามควบคุมทุกอย่างแบบไม่คิดหน้าคิดหลังจนละเลยศีลธรรม ก็เป็นยาแรงเพียงพอให้ผู้ชมรู้สึกอยากเอาใจช่วยฝั่งตัวเอก แม้ว่าอีกใจก็ยังไม่ได้รู้สึกว่าผูกพันกับตัวละครเหล่านี้สักเท่าไหร่ก็ตาม เห็นรีวิวฝรั่งเจ้าหนึ่งพูดถึงความลึกของภาคนี้ว่าพอๆ กับความจุฟล็อปปี้ดิสค์ก็รู้สึกว่าเห็นจริงตามนั้น

Tron

แต่ช้าก่อน Tron: Ares ไม่ใช่หนังแย่ เพราะแม้การผจญภัยในโลกมนุษย์ของ Ares จะดูเรียบง่ายไม่มีอะไรมาก ทว่าสิ่งที่ตัวหนังมาขายจริงๆ คืองานภาพ งานเสียง และจังหวะเล่าเรื่องที่ต่อเนื่องจนเราแทบจะมองข้ามความง่ายของเนื้อเรื่องไปเลยต่างหาก อย่างงานภาพที่ Tron เองก็มีสไตล์ของมันอยู่แล้วพอมาภาคนี้ด้วยเทคโนโลยีของปี 2025 ก็ทำให้ CG มันดูดีพรีเมี่ยมขึ้นมาสุดๆ โดยเฉพาะกับระบบ IMAX 3D ที่แสงสีจัดเต็มสะใจลูกตามาก แต่ก็อาจต้องเตือนไว้เลยว่าใครแพ้แสงนี่อาจจะไม่ควรครับต้องระวังกันดีๆ

Tron

ขณะที่พระเอกของเรื่องนี้อีกอย่างคือการทำเพลงของ NNN และการนำมาใส่ในหนังโดยร้อยเรียงไปกับจังหวะภาพยนตร์ได้เทพสุดๆ คือลำพังเพลงเพียวๆ มันก็ดีอยู่แล้ว พอใช้มันได้ถูกจังหวะก็ยิ่งส่งหนังมากขึ้นไปอีก ระดับที่ว่าถ้าอยากหาหนังสักเรื่องที่เพลงประกอบช่วยชูรสในแทบทุกซีน ก็หยิบ Tron: Ares ไปเป็นกรณีศึกษาได้เลย ของแทร่แน่นอน

Tron

นอกจากนี้ Tron: Ares ยังมีจังหวะเดินเรื่องที่ยอดเยี่ยม อาจเพราะความเรียบง่ายของตัวเรื่องที่ค่อนข้างตรงไปตรงมา ทำให้หนังมีจังหวะเดินเรื่องที่กระชับ ฉับไว ไม่ยม เข้าประเด็นกันอย่างรวดเร็ว รวมไปถึงซีนแอคชั่นที่ทำได้ดีก็พอจะช่วยทดชดเชยให้ผู้ชมสามารถสนุกกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้อย่างต่อเนื่อง ส่วนตัวผมยกให้ซีนซิ่งมอเตอร์ไซค์ไลล่ากันช่วงกลางเรื่องเป็นหนึ่งในซีนที่น่าจดจำประจำเรื่องเลย พร้อมกันนั้นก็ยังมีซีนชวนว้าวแบบอยากให้ไปดูเองในอีกหลายๆ ซีน และหากคนที่เติบโตมากับแฟรนไชส์นี้ก็ดูจะมีอีสเตอร์เอกให้ตามเก็บอยู่ไม่น้อย ส่วนคนที่ไม่เคยดูก็ไม่จำเป็นต้องย้อนกลับไปดู เพราะอย่างที่บอกว่าเนื้อเรื่องเช้าใจง่ายขนาดว่าภาคก่อนอย่าง Legacy ยังไม่จำเป็นต้องดูด้วยซ้ำไป แต่แน่นอนว่าคนที่ดูมาครบๆ ย่อมเก็ตหนังและอีสเตอร์เอกมากกว่าอยู่แล้ว เอาเป็นว่าหากใครต้องการย้อนดูทำการบ้านก่อน Disney Plus พร้อมเสิร์ฟทั้ง 2 ภาคก่อนหน้าครับ

Tron

Tron: Ares เป็นหนังง่ายๆ เน้นความบันเทิงและความสะใจทั้งทางสายตาและรูหูแบบขั้นสุด ใครที่คาดหวังเรื่องเชิงปรัชญาภาคนี้อาจไม่มีให้ เพราะหนังเปลี่ยนโหมดไปเลย ซึ่งสำหรับผมแล้วนานๆ ทีลองปรับมาโหมดนี้บ้างก็ไม่เลว เพราะอาจจะเป็นครั้งแรกเลยที่ผมสามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่าดู Tron ภาคนี้แล้วสนุกจริงๆ

Tron

VERDICT
8/10

ขอขอบคุณ Major Cineplex สนับสนุนการรับชม

Tron: Ares มีกำหนดเข้าฉายวันที่ 9 ตุลาคมนี้ในโรงภาพยนตร์ 


ติดตามข่าวหนังอื่นๆ ได้ที่ Online Station

แชร์เรื่องนี้:
Dark_Libra
About the Author

Dark_Libra

Everything in this world comes down to the matter of ponytail

เรื่องที่คุณอาจสนใจ