ไวรัสอีโบล่า ภัยที่กำลังคืบคลานเข้าใกล้คุณ

แชร์เรื่องนี้:
ไวรัสอีโบล่า ภัยที่กำลังคืบคลานเข้าใกล้คุณ

เกาะกระแสกันหน่อยกับเจ้าไวรัสที่กำลังระบาดในทวีปแอฟริกาตะวันตกจนควบคุมไม่อยู่ ในชื่อว่าไวรัสอีโบล่านี้ จากรายงานล่าสุดพบว่าหลายๆชาติเริ่มเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยสำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า องค์การอนามัยโลก (WHO) แถลงข้อมูลล่าสุดที่นครเจนีวาเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคมว่า เชื้อไวรัสอีโบลาที่แพร่ระบาดรอบล่าสุดในแอฟริกาตะวันตกนับแต่เดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นมา ได้คร่าชีวิตคนเพิ่มเป็น 729 รายแล้ว ทั้งจากประเทศเซียร์ราลีโอน, กินี, ไนจีเรีย และไลบีเรีย โดยมีคนไข้เสียชีวิตเพิ่มอีก 57 รายในช่วงเวลาเพียง 4 วัน ระหว่างวันที่ 24-28 กรกฎาคม และมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 122 รายในช่วงดังกล่าว ทำให้ผู้ติดเชื้อเพิ่มเป็น 1,323 ราย 

อีโบลาระบาดขึ้นครั้งแรกในปี 1976 พร้อมๆ กันสองแห่งคือ ในเมือง Nzara ประเทศซูดาน และในเมือง Yambuku ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ในกรณีหลังเกิดขึ้นที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ใกล้กับแม่น้ำอีโบลา (Ebola River) ซึ่งกลายมาเป็นชื่อของโรคนี้ในที่สุด

ไวรัสในสกุลอีโบลา (Genus Ebolavirus) เป็น 1 ในสมาชิก 3 ชนิดของไวรัสวงศ์ Filoviridae (filovirus) ที่เหลือคือ สกุล Marburgvirus และ Cuevavirus ในสกุล Ebolavirus มีสปีชีส์ที่แตกต่างกัน 5 สปีชีส์คือ
- Bundibugyo ebolavirus (BDBV)
- Zaire ebolavirus (EBOV)
- Reston ebolavirus (RESTV)
- Sudan ebolavirus (SUDV)
- Taï Forest ebolavirus (TAFV)
BDBV, EBOV และ SUDV เกี่ยวข้องกับการระบาดใหญ่ของ EVD ในแอฟริกา ขณะที่ RESTV และ TAFV ไม่เกี่ยวข้อง สปีชีส์ RESTV ที่พบในประเทศฟิลิปปินส์ และสาธารณรัฐประชาชนจีน ติดต่อสู่คนได้ แต่ยังไม่พบกรณีที่ก่อให้เกิดอาการเจ็บป่วยหรือเสียชีวิต

สัญญาณ และอาการของโรค

EVD นั้นเป็นอาการป่วยที่รุนแรงถึงชีวิต อาการที่ปรากฏตั้งแต่แรกเริ่มทันทีทันใดเลยคือ มีไข้  รู้สึกอ่อนแรงอย่างมาก ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ เจ็บคอ และมีอาการที่ตามมาคือ อาเจียน ท้องเสีย มีผื่นคัน ตับและไตทำงานบกพร่อง และในผู้ป่วยบางรายมีอาการตกเลือดทั้งภายในและภายนอกร่างกาย เมื่อตรวจทางห้องทดลองพบว่ามีปริมาณเซลล์เม็ดเลือดขาวต่ำ มีเกล็ดเลือดต่ำ และเอนไซม์จากตับมีค่าสูง

การแพร่กระจาย และการติดต่อของเชื้อ

อีโบลาติดได้จากการสัมผัสใกล้ชิดกับเลือด, สารคัดหลั่ง, อวัยวะ หรือของเหลวแบบอื่นๆ จากสัตว์ที่ติดเชื้อ ในแอฟริกามีหลักฐานว่า การติดเชื้อเกิดจากการเกี่ยวข้องสัมผัสกับชิมแปนซี, กอริลล่า, ค้างคาวผลไม้, ลิง, แอนทีโลปป่า (forest antelope) และเม่น ซึ่งป่วยหรือตาย หรืออยู่ในป่าฝน

อีโบลาแพร่กระจายเข้าชุมชนผ่านการติดต่อจากคนสู่คน โดยการติดเชื้อเกิดจากการสัมผัสโดยตรง (ผ่านผิวหนังที่ถลอกหรือผ่านเยื่อบุ) กับเลือด, สารคัดหลั่ง, อวัยวะ หรือของเหลวอื่นๆ จากร่างกายของผู้ติดเชื้อ และผ่านการสัมผัสทางอ้อมจากสิ่งแวดล้อมที่ปนเปื้อนของเหลวเหล่านั้น พิธีฝังศพที่ผู้มาร่วมไว้อาลัยสัมผัสโดยตรงกับร่างกายของศพมีส่วนสำคัญในการแพร่กระจายของอีโบลาเช่นกัน ผู้ที่รอดชีวิตมาได้ยังคงความสามารถในการส่งผ่านเชื้อไวรัสทางน้ำเชื้อได้นานถึง 7 สัปดาห์ภายหลังจากหายจากโรคแล้ว

บ่อยครั้งที่มีรายงานการติดเชื้อในบุคลากรการแพทย์ขณะกำลังรักษาผู้ป่วยที่สงสัยหรือยืนยันว่าติดเชื้อแล้ว ซึ่งอาจเกิดจากการสัมผัสอย่างใกล้ชิดกับผู้ป่วย โดยไม่ได้ควบคุมหรือระมัดระวังตัวตามข้อกำหนดอย่างเคร่งครัด 

ในการติดเชื้อจากการสัมผัสกับลิงหรือสุกรที่ติดเชื้ออีโบลาแบบ Reston หลายกรณีเกิดขึ้นในคนโดยไม่ปรากฏอาการเจ็บป่วยใดๆ ดังนั้นดูเหมือน RESTV จะมีความสามารถในการก่อโรคในคนต่ำกว่าอีโบลาสปีชีส์อื่นๆ  

อย่างไรก็ตาม หลักฐานดังกล่าวมาจากกรณีของชายหนุ่มสุขภาพดีเพียงรายเดียว จึงอาจจะเป็นการด่วนสรุปเกินไปที่จะแปลผลด้านสุขภาพของไวรัสดังกล่าวให้ครอบคลุมประชากรมนุษย์ทั้งหมด เช่น ครอบคลุมผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันไม่ดีเท่า หรือคนที่อยู่ระหว่างการรักษาตัว, คนตั้งครรภ์ และเด็ก จำเป็นต้องมีการศึกษา RESTV เพิ่มขึ้นก่อนที่จะสรุปได้อย่างแน่ชัดเกี่ยวกับความสามารถในการก่อโรค และความรุนแรงของโรคของไวรัสชนิดนี้ในมนุษย์

สัญญาณหรืออาการป่วย

EVD ก่อโรคแบบเฉียบพลันและรุนแรง ซึ่งบ่อยครั้งพิจารณาได้จากการมีไข้อย่างปุบปับ, การรู้สึกไม่สบายหรือร่างกายอ่อนแออย่างมาก, เจ็บปวดกล้ามเนื้อ, ปวดหัว และเจ็บคอหอย ตามมาด้วยการอาเจียน, ท้องเสีย, เกิดผื่น, ไตและตับล้มเหลว และในบางกรณีอาจพบการตกเลือดทั้งภายในและภายนอกร่างกาย การศึกษาในห้องปฏิบัติการพบว่า เซลล์เม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือดลดต่ำลง และมีเอนไซม์ตับเพิ่มมากขึ้น 

ผู้ที่ติดเชื้อนั้นตราบใดที่ยังมีไวรัสและสารคัดหลั่งอยู่ในตัว พบว่าก็ยังสามารถแพร่เชื้อได้ ดังกรณีตัวอย่างของชายคนหนึ่งที่ติดเชื้อในห้องปฏิบัติการ ยังพบไวรัสอีโบลาได้จากน้ำเชื้อ 61 วันหลังจากเริ่มป่วย โดยมีช่วงระยะฟักตัว (ช่วงเวลาหลังจากติดเชื้อไวรัสจนเริ่มมีอาการ) อยู่ที่ 2-21 วัน  

การรักษาและการให้วัคซีน

ยังไม่มีวัคซีนที่ถูกกำหนดสำหรับรักษา EVD โดยเฉพาะ หลายวัคซีนถูกทดลองนำมาใช้ แต่ก็ยังไม่มีชนิดใดที่ใช้ได้ทางคลินิก ผู้ป่วยขั้นรุนแรงต้องได้รับการดูแลช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด ผู้ป่วยมักจะสูญเสียน้ำและต้องให้น้ำเกลือแร่ด้วยการดื่มหรือให้ทางเส้นเลือดดำ

ผู้เชี่ยวชาญไวรัสวิทยาวอนคนไทยอย่าตระหนก อันตรายจริงแต่แพร่เชื้อยาก โอกาสมาที่ไทยน้อย เพราะไม่มีพรมแดนติดกัน แถมมาตรฐานการป้องกันดูแลของสาธารณสุขเอาอยู่

ที่มา :
http://www.nstda.or.th/nstda-knowledge/18562-ebola-virus-disease
http://www.thaipost.net/news/010814/93995

แชร์เรื่องนี้:

เรื่องที่คุณอาจสนใจ