HyperX CLOUD ORBIT S เป็นบุญหูได้ลอง 3D Audio สุดยอด Gaming Gear ใหม่ล่าสุดจาก HyperX 

HyperX01

ไม่เกินจริงเลย สำหรับการสังเคราะห์เสียงแบบ 3D Audio หูฟัง HyperX CLOUD ORBIT มีออกมา 2 รุ่น ก็คือรุ่น ORBIT ธรรมดา และรุ่น ORBIT S รุ่นที่พี่ห้อยจะมารีวิวก็คือรุ่น HyperX CLOUD ORBIT S ท๊อปสุดของรุ่น

HyperX02

HyperX02

HyperX03 HyperX04 HyperX06 HyperX07 HyperX08

     HyperX CLOUD ORBIT S ตัวหูฟังเป็นแบบ Over-Ear Gaming Headphone เป็นแบบปิดกันเสียงภายนอกจากที่ลองกันได้เกือบๆจะ 80% เลยทีเดียว ซึ่ง Earcup ก็ตามสไตล์เฉพาะของ HyperX ยืดหยุ่นนุ่มสบายหู ใส่นานๆ เหงื่อไม่ออก ระบายความร้อนได้ดีทีเดียว ตัววัสดุแข็งแรงมาก ปุ่มทุกอย่างดูแน่น ตัวหูฟังสีดำด้านไม่ลื่นเนื้อละเอียด จับง่ายถนัดมือแต่ต้องระวังรอยนิ้วมือหน่อยนะครับ สามารถปรับยืดหดได้ แข็งแรงมาก หัวพี่ห้อยจัดว่าใหญ่ก็ใส่ได้ไม่บีบเท่าไหร่ หูฟังด้านซ้ายมีสวิตซ์เปิดปิด ปรับความดังเบาของหูฟังและไมค์ ด้านล่างมีปุ่มปรับ 3D Audio รูเสียบชาร์จ ไมค์แบบแยก มีสายเสียบแบบ 3.5 มีฟองน้ำกันลมตัดเสียงภายนอกให้ และตัวหูฟังสามารถปรับหมุนเพื่อคล้องคอหรือจัดเก็บได้สะดวก พี่ห้อยว่าถ้าจะติ ก็จะติตรงน้ำหนักครับ พี่ห้อยรู้สึกว่ามันหนักกว่ารุ่นอื่นๆไปสักหน่อย น่าจะ +-100กรัม แต่ถูดลดทอนด้วยความสบายเวลาใส่ (พยายามหาข้อติแล้วนะ!!)

HyperX09 HyperX10

     HyperX CLOUD ORBIT S ยกระดับความเทพไปอีกขึ้น ด้วยการจับมือกับ Audeze™ สุดยอดแบรนด์เครื่องเสียงระดับเทพ ที่สร้างชื่อจากการคิดค้นไดร์เวอร์แบบพิเศษ Planar Magnetic ซึ่งมีข้อดีในเรื่องของการขับเสียงที่มีความสมจริง และคมชัดกว่าในไดร์เวอร์ Dynamic ทั่ว ๆ ไป(ใช้ไดอะแฟรมลำโพงแบบบางพิเศษพร้อมแม่เหล็กกำลังสูงเฉพาะของ Audeze™ ที่จะเพิ่มการตอบสนองและลดความเพี้ยนของเสียง เป็นเทคโนโลยีเดียวกับที่ทำเครื่องเสียงให้ NASA) ในส่วนของหูฟัง HyperX CLOUD ORBIT S ใช้เทคโนโลยีเสียง 3 มิติ Waves Nx™(เป็นระบบที่ Audeze™ คิดค้นร่วมกับ Waves) 


     Waves NX Technology แบ่งออกได้เป็น 3 ฟังก์ชั่นในการทำงานดังนี้ครับ
1. Sound Localization เป็นการคำนวนระยะห่างในรูปแบบสามมิติ ไม่ใช่คำนวนแค่ซ้ายขวาแบบทั่วๆไป แต่จะคำนวนแบบรอบทิศทางตามที่ผู้ใช้หัน
2. Integrated Head Tracking เป็นการคำนวนและระบุทิศทางของผู้ใช้หูฟัง สามารถดูได้ในโปรแกรมตั้งค่าของ HyperX ORBIT ครับ
3. Room Emulation เป็นการจำลองพื้นที่โดยรอบของตัวผู้ใช้ เป็นการจำลองระยะแบบสมจริง ไม่ใช่เสียงจำลองปกติแบบ Surround


     ตรงจุดนี้พี่ห้อยได้ลองแล้ว บอกเลยว่าว๊าวสุด เพราะ ORBIT S จะมี Planar Driver(เป็นระบบไดร์เวอร์เสียงที่ดีที่สุดในโลกตอนนี้) นอกจากเสียงที่ขับออกมาจะคมและสมจริงแล้ว เรื่องมิติของเสียงก็ทำออกมาได้ยอดเยี่ยม โดยทดสอบจากตอนเล่นเกม ในสเปคของหูฟังตัวนี้ ระบุว่า สามารถขยายช่วงเสียงได้กว้างถึง 50,000 Hz เลยทีเดียว แรงขับอยู่ที่ 120 เดซิเบล ซึ่งดังมากๆ บวกกับตัว Earcup ลิขสิทธิ์เฉพาะของ HyperX ไมโครโฟนระบบอีเล็กเตรทคอนเดนเซอร์ ส่วนความอึดของแบตเตอรี่โหมดอะนาล็อกใช้งานได้ต่อเนื่อง 10 ชั่วโมงบอกเลย ลาก่อนโลกภายนอกครับ

HyperX11 HyperX12

     พี่ห้อยลองใส่หูฟังและหมุนเก้าอี้เป็นวงกลมเพื่อจะทดสอบการจำลองเสียงแบบ 3D สิ่งที่ได้ค่อนข้างน่าพอใจอย่างมาก คือมันเหมือนจำลองเรายืนอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว เวลาเราหันหัว เสียงจะถูกจำลองตามเวลาที่หูฟังของเราหัน ไม่ใช่แค่จำลองทิศทางอย่างเดียว แต่มิติของเสียงก็ถูกปรับเปลี่ยนไปตามการหันของเราอีกด้วย เพราะตัวที่พี่ห้อยได้ทดสอบคือตัว ORBIT S ตัวนี้พิเศษครับ มันจะมีระบบที่เรียกว่า Waves Nx head tracking จะเป็นตัวที่จะระบุตำแหน่งของศรีษะของเราในความถี่เกือบ 1,000 ครั้งต่อวินาที ซึ่งมีความแม่นยำมากๆ ไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าต่อพ่วงกับ VR แล้วเล่นเกมมันจะแจ่มแค่ไหน แค่คิดหัวก็นุ่มฟูแล้ว!!

     เล่นเกมว่าแจ่มแล้ว แต่มันเด็ดตรงที่ ฟังเพลงก็แจ่มด้วยนี่สิ ส่วนใหญ่หูฟังเล่นเกม คนมักจะบอกว่าฟังเพลงห่วย เพราะเน้นแต่เสียงกลาง แต่ตัวนี้จะเปลี่ยนความคิดนี้ออกไปจากหัวเลยครับ เสียงชัดเจนคมใสทุกช่วง เสียงเบส นี่มาแบบแก้มสั่น ใครชอบเบสหนักซัดหน้าหงาย อันนี้ตอบโจทย์ขั้นรุนแรงครับพี่ห้อยรับประกัน

HyperX13 HyperX14 สรุป : พี่ห้อยคิดว่าตัว HyperX CLOUD ORBIT S เป็นหูฟังระดับ Hi - End แบบไม่ต้องสงสัย เพราะได้รวมเอาเทคโนโลยีของใหม่ล้วนๆมาลงในหูฟังตัวนี้ แถมจับมือกับแบรนระดับโลกอย่าง Audeze™ ที่เพิ่งจะเข้ามาในธุรกิจ Gaming Gear หมาดๆ แต่ก็ยอมเอาเทคโนโลยีใหม่ทุกอย่างมาลงให้กับ HyperX ซื้อใจกันสุดๆ ตัววัสดุดี ดีมากๆ แข็งแรงทนทานสุดๆ แน่นจนหมั่นเขี้ยว คุณภาพเสียงเล่นเกมก็ดี ฟังเพลงระดับเทพ เบสแน่นมากกำลังขับเหลือเฟือ เทคโนโลยีที่เครมมาสามารถใช้ได้ดีเกินจริง แถมยังสามารถใช้ได้กับอุปกรณ์ต่างๆ ในกล่องจะมีสาย USB A, USB C, AUX 3.5 เราจะสามารถใช้ได้กับ PC, PS4, Nintendo Switch, Xbox One, Mobile พิเศษ รองรับระบบ VR อีกด้วย ถ้าหูฟัง HyperX CLOUD ORBIT S จะมีราคา 11,990บาท ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร มันแลกมาด้วยเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดล้วนๆ และใช้ได้จริง ถ้าใครตามข่าว HyperX จะรู้ว่าค่ายนี้คุ้มค่าคุ้มราคาทุกรุ่น!! 

HyperX15

สรุปคะแนนความน่าใช้
4.5/5 คะแนน สำหรับ HyperX CLOUD ORBIT S ส่วนตัวที่หัก 0.5 ขอหักในเรื่องของน้ำหนัก กับตัวสายเสียบหูฟัง สายค่อนข้างเส้นใหญ่และแข็ง จึงทำให้มันไม่สามารถให้ตัวได้อย่างอิสระเท่าที่ควรเวลาเสียบสาย นอกนั้นดีหมดคุ้มค่าคุ้มราคา ระบบ 3D Audio ดีงามแบบพันล้าน%

ขอขอบคุณ HyperX

HyperX18

สามารถดูรายละเอียดสินค้าเพิ่มเติมได้ที่ https://www.hyperxgaming.com

ดาวโหลดโปรแกรมเพื่อตั้งค่าหูฟัง คลิก HyperX Orbit

ดูข้อมูลเกี่ยวกับ Gaming Gear(คลิกเลย) ของ Online Station

ดูข้อมูลเกี่ยวกับ HyperX(คลิกเลย)

HyperX CLOUD ORBIT S เป็นบุญหูได้ลอง 3D Audio สุดยอด Gaming Gear จาก HyperX

เกมแนะนำ

แสดงความคิดเห็น

สินค้าแคสเตอร์