แพลตฟอร์ม: PS4, Xbox One, PC
แนวเกม: FPS
ผู้พัฒนา: EA DICE


อาจจะเปิดตัวเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมาได้อย่างไม่สวยหรู พร้อมกับความแคลงใจของแฟนเกมที่สั่งสมมาจากเกมก่อนๆ ของ EA แต่เมื่อ Battlefield V ได้ออกมาให้เราเล่นอย่างเป็นทางการแล้ว ผลผลิตล่าสุดของ DICE ชิ้นนี้ก็ยังถือว่าคงมาตรฐานของทีมงานได้ดีในระดับหนึ่ง และดูน่าจะมีอนาคตที่สดใสรออยู่ข้างหน้า แต่ถ้าจะให้บอกว่านี่คือ Battlefield ที่สมบูรณ์แบบล่ะก็ ในตอนนี้เราคงยังพูดได้ไม่เต็มปากนัก

อย่างที่หลายคนทราบกันดี เกม Battlefield นั้นมีจุดเด่นอยู่ที่โหมดมัลติเพลเยอร์มาตั้งแต่ไหนแต่ไร ซึ่ง Battlefield V เองก็ไม่เป็นข้อยกเว้น นอกเหนือจากเกมเพลย์ที่เป็นมิตรกับทั้งผู้เล่นใหม่และมีอะไรให้เรียนรู้กับผู้เล่นเก่าแล้ว สิ่งหนึ่งที่โดดเด่นที่สุดของเกมนี้ก็คือการนำเสนอบรรยากาศของสนามรบออกมาได้อย่างสมกับชื่อเกม ไม่ว่าจะเป็นกราฟิกที่สวยงามแม้คุณจะเล่นด้วยความละเอียด 1080p ก็ตาม ในขณะที่เล่นด้วยความละเอียดแบบ 4K บนจอที่รองรับ ภาพที่เห็นบางจุดก็เรียกว่าสมจริงราวกับภาพถ่ายเลยทีเดียว  ยิ่งเมื่อรวมกับเสียงประกอบรอบทิศทางอย่างเสียงระเบิด เสียงยานพาหนะ เสียงตะโกนจากพลทหารทั้งสองฝ่าย หรือเสียงการยิงปะทะทั้งใกล้และไกลที่ถูกจัดวางและนำเสนอได้อย่างสมจริง ก็ยิ่งเพิ่มอรรถรสให้กับการเล่นได้เป็นอย่างดี

แม้เกมเพลย์ของ Battlefield V จะมีการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงอยู่บ้าง แต่มันก็ไม่ได้มากถึงขั้นพลิกโฉมไปจนแฟนๆ ของซีรีส์ไม่คุ้นเคย อย่างการที่ทุกคลาสสามารถ Revive (หรือที่บ้านเราอาจเรียกกันติดปากว่าชุบชีวิต) เพื่อนในหน่วยหรือ Squad เดียวกันได้ แต่ก็จะใช้เวลาในการชุบนานกว่าและไม่มีประสิทธิภาพเท่าคลาส Medic ที่สามารถชุบได้ทันที เช่นเดียวกับคลาส Support ที่จะสามารถสร้างที่กำบังได้เร็วกว่าคลาสอื่นๆ Recon เป็นคลาสเดียวที่สามารถชี้เป้าระบุตำแหน่งศัตรูได้ หรือ Assault จะเก็บกระสุนจากศพได้ในจำนวนมากกว่าคลาสอื่น สิ่งเหล่านี้ส่งเสริมให้เราต้องเล่นกันเป็นทีมมากขึ้น เพราะการลุยเดี่ยวมันไม่ง่ายเหมือนเมื่อก่อนแล้ว

ถ้าคุณไม่ชอบระบบกระสุนที่ส่ายแบบสุ่มของ Battlefield 1 คุณก็จะชอบ Battlefield V มากขึ้น เพราะปืนแต่ละกระบอกของเกมในภาคนี้จะมีอัตราความแม่นยำหรือการส่ายของกระสุนที่ตายตัว พูดง่ายๆ ก็คือยิ่งคุณเล็งแม่นเท่าไหร่ กระสุนก็จะเข้าเป้าอย่างที่ควรจะเป็นมากเท่านั้น กระสุนจะไม่ตกแบบสุ่มจนไม่คุ้มค่าที่จะเสียเวลาฝึกอีกต่อไปแล้ว ประกอบกับระบบการปรับแต่งอาวุธให้มีประสิทธิภาพตรงตามสไตล์การเล่นของเราก็ขึ้นอยู่กับค่าประสบการณ์ที่ได้มาจากการเล่นแต่ละคลาสด้วย นับว่าเป็นการส่งเสริมให้ผู้เล่นรู้สึกว่ามันคุ้มค่าที่จะเล่นต่อไปนานๆ เพราะยิ่งเล่นก็ยิ่งได้ค่าประสบการณ์มาอัพเลเวลเพื่อปลดล็อกชิ้นส่วนให้ได้ปรับแต่งตามความถนัดได้มากขึ้นเรื่อยๆ

นอกจากการปรับแต่งความสามารถของอาวุธและยานพาหนะแล้ว Battlefield V ยังจะมี Company Coin หรือค่าเงินที่เอาไว้ให้เราได้ซื้อเครื่องแบบหรือลวดลายของอาวุธและชิ้นส่วนบางประเภทด้วย แต่บรรดาชิ้นส่วนที่มีผลต่อการเล่นอย่างเช่น เกราะของรถถังที่ป้องกันการติดระเบิดก็จะมีราคาที่ต่ำ ไม่เหมือนกับของตกแต่งเพื่อความสวยงามอย่างเสื้อผ้าหรือลวดลายต่างๆ ที่จะมีราคาแพง โดยเราจะสามารถเก็บสะสม Company Coin ได้จากการเล่นและทำ Assignment ทั้งแบบปกติและแบบรายวัน โดยจะไม่มีการใช้เงินจริงเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งก็ถือว่าเป็นการออกแบบระบบที่ยุติธรรมต่อผู้เล่นทุกคน อย่างไรก็ตาม ในอนาคต DICE ยืนยันว่าจะมีค่าเงินอีกตัวตามออกมาก็คือ Battlefield Currency ที่ผู้เล่นจะใช้เงินจริงซื้อได้ แต่สิ่งที่จะซื้อได้จากค่าเงินดังกล่าวจะเป็นแค่ของที่ใช้สำหรับตกแต่งเพื่อความสวยงามเท่านั้น

โหมดมัลติเพลเยอร์ที่สร้างชื่อให้กับซีรีส์ Battlefield อย่าง Conquest ก็ยังคงมาพร้อมกับฉากอันกว้างใหญ่ที่รองรับผู้เล่นได้พร้อมกันเป็นจำนวนมากเช่นเดิม จะต่างออกไปก็ตรงที่แต่ละฉากจะมีสภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างแคบในบางจุด ทำให้พื้นที่เหล่านั้นกลายเป็นจุดปะทะที่แออัดได้ในบางที ประกอบกับการที่ตัวเกมตัดระบบการส่ายของกระสุนแบบสุ่มออกไป ก็ยิ่งทำให้ผู้เล่นที่เชี่ยวชาญสามารถกำจัดศัตรูได้รวดเร็วขึ้น ในขณะที่ผู้เล่นมือใหม่ก็จะตายได้ง่ายขึ้นเช่นกัน ดังนั้นถ้าใครอยากเรียนรู้รูปแบบการเล่นไปพร้อมๆ กับความสนุกในแบบ Battlefield แล้ว โหมดมัลติเพลเยอร์ที่เราอยากแนะนำก็คือ Grand Operations ที่เป็นเหมือนชุดของสามฉากสามภารกิจที่ถูกรวมเป็นหนึ่งด้วยการบรรยายเนื้อเรื่องสั้นๆ ก่อนเริ่มและหลังจบแต่ละฉาก แต่สิ่งที่สร้างความสนุกให้กับ Grand Operations ได้มากที่สุดก็คือบรรดาภารกิจประจำฉาก ที่ถ้าฉากแรกฝั่งเราเล่นได้ดี สามารถบุกยึดพื้นที่หรือป้องกันไม่ให้ศัตรูทำลายป้อมปืนใหญ่ของเราได้มากเท่าไหร่ มันก็จะส่งผลให้เราได้เปรียบในฉากต่อๆ ไปมากเท่านั้น

เช่นเดียวกับ Battlefield 1 โหมดเนื้อเรื่องของเกมในภาคนี้ถูกนำเสนอออกมาในรูปแบบของ War Stories ที่เป็นเหมือนกับเรื่องสั้นหลายๆ เรื่องในเราเลือกเล่น โดยเรื่องสั้นที่มาพร้อมกับเกมจะมีอยู่สามเรื่องด้วยกัน คือ Under No Flag ที่ว่าด้วยเรื่องของทหารชาวอังกฤษคนหนึ่งที่ถูกเกณฑ์จากในคุกมาปฏิบัติภารกิจพิเศษในสงครามโลกเพราะมีความเชี่ยวชาญด้านระเบิด ตามมาด้วย Nordlys กบฏสาวชาวนอร์เวย์ที่ต้องต่อสู้เพื่อต่อต้านการรุกรานจากเยอรมนี และสุดท้ายคือ Tirailleur ที่เป็นเรื่องของกองกำลังทหารผิวสีชาวเซเนกัลที่ต้องต่อสู้ทั้งกับกองกำลังฝ่ายตรงข้ามและปัญหาการถูกเหยียดผิวในเวลานั้น

Tirailleur นับว่าเป็นเรื่องที่นำเสนอสงครามโลกครั้งที่สองทั้งในด้านของเรื่องราวและเกมเพลย์ออกมาได้ดีที่สุดจากบรรดาเรื่องสั้นทั้งสามที่มีให้เลือกในตอนนี้ เพราะนอกจากจะเล่าถึงความขัดแย้งจากสงครามแล้ว ตัวเกมยังนำเสนอบุคลิกของตัวละครที่ต้องตกอยู่ภายใต้ความกดขี่ออกมาได้ค่อนข้างดี ในขณะที่ Nordlys จะจำกัดอยู่ที่การนำเสนอผ่านเรื่องราวของตัวเอกอยู่แค่คนเดียวและมีเกมเพลย์ที่เน้นการลอบเร้นมากเป็นพิเศษ แต่ก็ยังดีที่ตัวเกมมีการดำเนินเรื่องที่น่าติดตามอยู่ไม่น้อย แต่กับ Under No Flag นี้ดูเหมือนจะเป็นจุดอ่อนที่สุดของ War Stories เพราะนอกจากเกมเพลย์ที่ดูเหมือนจะเป็นการสร้างภาระมากกว่าความสนุกหรือเรียนรู้การควบคุมแล้ว เนื้อเรื่องและตัวละครของมันก็ขาดพัฒนาการและประเด็นที่ชวนให้ติดตาม นอกจากนี้ DICE ก็ยังมีโครงการที่จะปล่อยเนื้อเรื่องใหม่ๆ เข้ามาในโหมด War Stories ตามมาทีหลังเพิ่มด้วย

แน่นอนว่าการแสดงผลด้านกราฟิกของเกมย่อมดีที่สุดบนแพลตฟอร์ม PC ที่ความละเอียดของภาพและเฟรมเรตขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของเครื่อง ซึ่งจากการทดสอบแล้วพบว่า การเล่น Battlefield V ด้วยความละเอียด 4K และเปิด HDR พร้อมกับเฟรมเรตที่คงที่อยู่ที่ 60 FPS นั้นเรียกว่าให้ทั้งความสบายตาและอรรถรสของสงครามจากการนำเสนอของเกมได้เป็นอย่างมาก ในขณะที่เวอร์ชั่นคอนโซลอย่างบน PS4 และ PS4 Pro ที่มีความละเอียดต่ำกว่าอาจพบปัญหาสิ่งของประกอบฉากแสดงผลออกมาไม่ทันในบางครั้ง แต่ยังดีที่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลกับเกมเพลย์แต่อย่างใด แต่สิ่งที่น่าชื่นชมของเวอร์ชั่นคอนโซลก็คือ ตัวเกมสามารถรันที่เฟรมเรตได้สูงถึง 50 FPS เลยทีเดียว


ข้อดี

- โหมด Grand Operations นำเสนอเรื่องราวของสงครามโลกเข้าให้เข้ากับเกมเพลย์ได้ดี
- ความสามารถของแต่ละคลาสมีความสมดุลและส่งเสริมการเล่นร่วมกันเป็นทีม
- กราฟิกสวยงามและเสียงประกอบสมจริง
- ระบบพัฒนาความสามารถคุ้มค่าที่จะทุ่มเวลาเล่นและฝึกฝน

ข้อด้อย

- บั๊กหลายๆ จุดที่ส่งผลต่อการเล่นยังไม่ได้รับการแก้ไข
- อินเตอร์เฟซบางจุดมองยากโดยเฉพาะกับพื้นหลังที่สว่างอย่างเช่นฉากที่เป็นหิมะ
- มาตรฐานของเนื้อเรื่องสั้นในโหมด War Stories ไม่คงเส้นคงวา


สรุป

โดยรวมแล้ว Battlefield V ก็ยังคงนำเสนอจุดแข็งของตนในโหมดมัลติเพลเยอร์ออกมาได้ค่อนข้างดี โดยเฉพาะโหมดใหม่อย่าง Grand Operations ที่นำเสนอประสิทธิภาพของเกมออกมาได้ดีกว่าโหมดที่เรียกว่าเป็นจุดขายของ Battlefield ภาคก่อนๆ อย่าง Conquest ได้เป็นอย่างดี ประกอบกับเมื่อดูจากความพยายามของทีมผู้พัฒนาในการปรับองค์ประกอบของเกมเพลย์หลายๆ อย่างที่ช่วยให้เกมมีความสมดุล สนุก และเป็นมิตรกับผู้เล่นขึ้นแล้ว ก็ยิ่งแสดงให้เห็นว่าตัวเกมเดินมาถูกทาง และน่าจะมีอนาคตที่สดใสรออยู่ข้างหน้า เพียงแต่ว่ามันยังไม่ใช่ตอนนี้ ด้วยคอนเท้นท์ต่างๆ ที่ยังมีไม่มากนัก ไม่ว่าจะโหมดเนื้อเรื่องที่ยังออกมาไม่ครบ หรือโหมด Battle Royale อย่าง Firestorm ที่เคยหยิบมาใช้เป็นจุดขายก็ยังไม่เปิดให้บริการ อีกทั้งบั๊กต่างๆ ที่ส่งผลต่อการเล่นก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขมาจนถึงตอนที่บทวิจารณ์ชิ้นนี้กำลังถูกเขียนอยู่ เท่ากับว่าถ้าคุณอยากได้เกมที่ครบสมบูรณ์ทันทีที่จ่ายเงินซื้อไปก็อาจจะต้องรอไปก่อน แต่สำหรับใครที่เป็นแฟนของ Battlefield อยู่ก่อนแล้ว เกมภาคนี้ก็ถือว่าเป็นผลงานที่มาพร้อมกับความหวังดีจาก DICE ที่คุณน่าจะคุ้นเคยและสนุกกับมันได้ไม่ยาก

คะแนน: 7.5

แสดงความคิดเห็น

สินค้าแคสเตอร์