ระยะหลังมานี้ วงการเกมทั่วโลกเริ่มให้ความสนใจกับเกมอินดี้มากขึ้นครับ เนื่องจากเกมเหล่านี้มักมีต้นทุนในการพัฒนาที่ต่ำ แต่จะไปเน้นขายไอเดียของตัวเกมที่แหวกแนว แปลกใหม่ ไม่จำเจกับแนวเกมตามท้องตลาดทั่วไป แต่ท่ามกลางเกมอินดี้ที่ออกวางจำหน่ายมานั้น ส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยเป็นที่รู้จักกัน ด้วยความที่ทางค่ายผู้พัฒนาไม่ค่อยมีงบโปรโมท (ลำพังแค่ทำเกมก็หมดเงินไปโขแล้ว) จึงต้องหันหน้าไปพึ่งพิงค่ายเกมใหญ่ๆ ให้ช่วยเป็นผู้จัดจำหน่ายให้ โดยหักค่าหัวคิวเท่าไหร่ก็ว่ากันไป เกมไหนเกิดปังก็วิน-วินกันทั้งสองฝ่าย ซึ่งในบทความนี้ทีมงาน OS จะขอเสนอสุดยอด 5 เกมอินดี้ที่ทำรายได้สูงที่สุดตลอดกาลมาให้ชมกันครับ ว่ามีเกมอะไรบ้าง


Fez

Fez เป็นเกมอินดี้แนวพัซเซิลที่ออกแบบโดยคุณฟิล ฟิช (Phil Fish) และพัฒนาโดยบริษัท Polytron ซึ่งเกมนี้ได้สร้างปรากฏการณ์ครั้งใหญ่ในวงการเกมรอบปี 2012 ด้วยการทำยอดขายได้สูงถึง 20,000 ชุดภายในวันแรกที่วางจำหน่าย และยอดยังคงพุ่งไม่หยุด จนไปแตะที่ 1 ล้านชุดในช่วงสิ้นปี 2013 ทั้งนี้ Fez ยังได้รับคำชมจากเหล่านักวิจารณ์และบรรดาผู้เล่นมากมายทั่วโลก ซึ่งนอกจาก PC ที่เป็นเครื่องแรกที่ Fez ทำลงแล้ว ยังมีการพอร์ตลงแพลตฟอร์มอื่นๆ อีกมากมาย ได้แก่ PS3, PS4, PS Vita, Xbox 360 และสมาร์ทโฟนอีกด้วย

สำหรับในเกม Fez ผู้เล่นจะได้รับบทเป็นโกเมซ ที่ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขอยู่ในโลก 2D กระทั่งวันหนึ่งเขาก็ได้รับหมวกลึกลับใบหนึ่ง พร้อมกับเห็นวัตถุทรง 6 เหลี่ยมขนาดยักษ์ทะลุเข้ามาในโลกของเขา จนเกิดเป็นโลก 3D ขึ้น หลังจากนั้นผู้เล่นจะสามารถพลิก หมุน หรือสับเปลี่ยนมุมมองระหว่างภาพ 2D กับโลก 3D ได้ โดยเมคานิคของการหมุนนี้จะเป็นเกมเพลย์พื้นฐานของการแก้ปริศนาในเกม Fez เลย

ตัวอย่างเกม Fez


Hotline Miami

Hotline Miami เป็นผลงานการพัฒนาโดย Dennaton Games ที่สามารถทำยอดขายรวมทุกแพลตฟอร์มจนถึงปี 2016 ได้มากกว่า 1.7 ล้านชุด พร้อมกับกวาดรางวัลจากสำนักรีวิวมานับไม่ถ้วน แถมยังสร้างชื่อเสียงและเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักทำเกมอินดี้ทั้งหลายอีกเป็นจำนวนมากด้วย เมื่อพูดถึงเหตุผลที่ทำให้เกมนี้ได้รับความนิยมอย่างถล่มทลาย คงหนีไม่พ้นเกมเพลย์ที่ผู้เล่นจำนวนไม่น้อยมองว่าสนุก เพลิน และชวนติดงอมแงมครับ เรื่องราวของเกมนี้จะเซ็ตอยู่ในเมืองไมอามี่ของปี 1989 ที่ผู้เล่นจะได้รับบทเป็นตัวละครนิรนามที่ใช้โค้ดเนมว่า "แจ็คเก็ต" ซึ่งตื่นขึ้นมาในอพาร์ทเมนต์ของตัวเอง โดยได้รับข้อความที่บอกให้เจ้าตัวไปฆ่าเป้าหมายที่อยู่ตามสถานที่ต่างๆ ที่ระบุมา ผ่านรูปแบบเกมเพลย์ที่ใช้มุมกล้องแบบมองบนลงล่าง ที่มีภารกิจหลักคือการสังหารทุกเป้าหมายที่ได้รับมอบหมายครับ

ตัวอย่างเกม Hotline Miami


Bastion

Bastion เริ่มวางจำหน่ายมาตั้งแต่ปี 2011 ที่ตกเป็นกระแสข่าวใหญ่ในช่วงนั้น ด้วยการเข้าชิงรางวัลเกมอินดี้ยอดเยี่ยมของปีเดียวกัน และยังคว้ารางวัลเกมอินดี้จากงาน E3 2011 มาครองอย่างสมศักดิ์ศรี ซึ่งตัวเกมสามารถทำยอดขายจนถึงเดือนมกราคม 2015 ไปได้มากกว่า 3 ล้านชุดจากทุกแพลตฟอร์มที่ไปลงให้ ไล่มาตั้งแต่ PC, PS4, PS Vita, Xbox 360, Xbox One และสมาร์ทโฟนระบบ iOS เลยทีเดียว

สำหรับเกม Bastion นี้ ผู้เล่นจะได้เล่นเป็น The Kid เด็กหนุ่มที่ต้องท่องโลกแฟนตาซี โดยที่แต่ละฉากจะเต็มไปด้วยศัตรูนานาชนิดที่ให้อารมณ์เหมือนเกมแอ็กชั่นกึ่ง RPG ชั้นดี แต่สิ่งที่ทำให้เกมนี้ดูมีสีสันขึ้นเยอะก็คือระบบการพากย์เสียงและเล่าบรรยายในเกม ที่ใช้เทคนิคมุมกล้องและงานภาพแบบวาดมือประกอบฉาก และยังมีระบบของการซื้อไอเทมและอัพเกรดอาวุธด้วย

ตัวอย่างเกม Bastion


Braid

คุณโจนาธาน โบลว์ ผู้ออกแบบเกมนี้ได้ปิ๊งคอนเซ็ปต์ของเกมระหว่างที่เขาเดินทางมาเที่ยวเมืองไทยในปี 2004 ครับ แล้วเขาก็ได้นำไอเดียของเกมไปเสนอกับทาง Microsoft จนได้ทุนมาพัฒนาเกมและออกวางจำหน่ายในปี 2007 ตามมาด้วยเวอร์ชั่น PC ในปี 2009 อีกทั้งเพียงสัปดาห์แรกของการวางจำหน่าย Braid ก็ทำยอดขายได้มากกว่า 55,000 ชุด และกระทั่งปี 2014 ตัวเกมก็กวาดรายได้เพิ่มจนทะลุ 4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็นที่เรียบร้อย แม้ว่าตัวเกมจะโดนวิพากษ์วิจารณ์อยู่บ้างว่าเนื้อหาสั้นเกินไปหน่อย แต่ถึงกระนั้น Braid ก็ยังคงเดินหน้าโกยความสำเร็จไม่หยุดหย่อน และคว้ารางวัลเกมดีเด่นของ Xbox Live Arcade แห่งปี 2008 มาครองได้ในที่สุด

Braid นั้นเป็นแนวแอ็กชั่นกึ่งพัซเซิล ที่ผู้เล่นจะได้บังคับตัวละครนามว่า ทิม ออกผจญภัยไปในโลกแฟนตาซี โดยทิมนั้นมีความสามารถในการย้อนเวลาและการกระทำของตัวเอง แม้ว่าเขาจะถูกศัตรูอัดหรือตกเหวตายไปแล้วก็ตาม ทั้งนี้ ตัวเกมจะมีทั้งหมด 6 ดินแดนที่มีลักษณะแตกต่างกัน และจุดพีคก็คือช่วงเฉลยปมของเกม ที่บอกเลยว่าใครได้ลองมาเล่นแล้วจะทึ่งกับไอเดียคนออกแบบเกมนี้แน่นอน

ตัวอย่างเกม Braid


Minecraft

และแล้วก็เป็นคิวของแชมป์เกมอินดี้ที่ทำยอดขายสูงสุดตลอดกาลอย่าง Minecraft ครับ โดยเกมนี้สามารถทำรายได้ตั้งแต่วางจำหน่ายจนถึงปี 2014 ไปได้มากกว่า 2,500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มิหนำซ้ำยังกวาดรางวัลกันรัวๆ ชนิดที่ว่าทีมสร้างน่าจะทำตู้เก็บรางวัลกันไม่พอเลยทีเดียว สำหรับเกม Minecraft นั้นเป็นแนวโอเพ่นเวิลด์กึ่งแซนด์บ็อกซ์ที่ไม่มีเป้าหมายเจาะจงให้ผู้เล่นต้องพิชิตครับ ผู้เล่นจะมีอิสระเต็มที่ในการเล่น สร้างสิ่งปลูกสร้างใดๆ ขึ้นมาเป็นของตัวเองได้อย่างเสรี แถมยังเอาผลงานที่ตัวเองสร้างขึ้นมาอวดกับเพื่อนๆ ที่เล่นเกมนี้ด้วยกันได้อีกด้วย

ตัวอย่างเกม Minecraft

เครดิต: Allgamers

แสดงความคิดเห็น

สินค้าแคสเตอร์