ทั้งนี้เราจะมาพูดถึงภาคเก่าๆ กันแค่พอสังเขปแล้วกัน Dawn of War คือซีรีส์เกมวางแผนการรบแบบ RTS ที่นำเอาธีมของ Warhammer 40K อันเป็นเกมกระดาน Table Top ชื่อดังมาใช้ ซึ่งถ้าใครไม่รู้ Warhammer 40K นี่แหละครับที่เป็นต้นแบบของ Starcraft ตัวเกมพัฒนาโดย Relic Entertainment ทีมทำเกม RTS แถวหน้าของวงการ และจัดจำหน่ายโดย THQ ที่ตอนนั้นกำลังคึกคักปั๊มเกมฟอร์มยักษ์รัวๆ Warhammer 40,000: Dawn of War ได้รับเสียงตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากผู้เล่น ด้วยจุดขายที่เน้นความดุเดือดของสงคราม ไม่ว่าจะในแง่เกมเพลย์ที่ลดความซับซ้อนของการเก็บทรัพยากรลง แต่ต้องใส่ใจในการสงครามมากขึ้น หรือความโดดเด่นของงานดีไซน์คละฝ่ายซึ่งจับใจหลายๆ คน รวมถึงงานภาพที่ดูดีมากในสมัยนั้น ทั้งยังเต็มไปด้วยความรุนแรงแบบไม่มีกั๊กจากการสังหารโหดกันของยูนิตแต่ละฝั่ง พร้อมอนิเมชั่นการเคลื่อนไหวน่าประทับใจชนิดจัดเป็นประกฎการณ์ได้อย่างไม่เคอะเขิน จากนั้น 5 ปีถัดมา Warhammer 40,000: Dawn of War II ก็ถูกปล่อยตลาดโดยคราวนี้ความเปลี่ยนแปลงคือเป็นเกมที่เน้นแทคติคมากขึ้น ลดจำนวนยูนิตให้น้อยลง เพิ่มความเป็น RPG เข้าไปนิดๆ เห็นได้ชัดเจนว่ารับอิทธิพลมาจาก Company of Heroes ค่อนข้างมากครับ แต่สิ่งที่คงเดิมคือภาพของสงครามที่แม้จะสเกลเล็กลงแต่ก็ยังดุเดือดเช่นที่เป็นมา ถึงอย่างนั้นก็เริ่มมีแฟนบางคนที่ไม่พอใจในแนวทางของภาค 2 เรื่องสเกลของเกมเล็กลงและดูเหมือนกับ Company of Heroes เกินไปจนขาดอัตลักษณ์ที่น่าจดจำ

     หลังจากนั้นข่าวคราวภาค 3 ก็เงียบหายไปอีกประมาณ 7 ปีกระทั่งปีที่แล้วซึ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการและวางขายไปแล้วเรียบร้อยเมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมานี่เอง (หมายความว่าผมช้าไปเดือนกว่าๆ อะเฮื่อ!) แน่นอนว่าทางทีมพัฒนามีเหตุผล 108 อย่างสำหรับการเว้นช่วงอันยาวนาน ซึ่งเกมเมอร์เราๆ เองก็พอเข้าใจได้ครับ เช่นการล้มละลายของ THQ เป็นต้น แม้กระนั้นการปล่อยให้เวลาเดินไปก็มีราคาของมันครับ เพราะจากวันนั้นถึงวันนี้ โลกได้เปลี่ยนไปมาก และความนิยมในเกม RTS ก็หดเหลือเพียงผู้เล่นเฉพาะกลุ่มเท่านั้นครับ นอกจากนี้คุณภาพของเกมที่อยู่ในระดับดี ก็ยังไม่ดีพอจะฟื้นคืนความคึกคักของเกมแนวๆ นี้ขึ้นมาได้ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมภาคนี้ไม่เปรี้ยงปร้างเท่าที่ควรแม้ชื่อชั้นของเกมจะมีบุญเก่าสะสมอยู่มากโขก็ตาม

     เนื้อเรื่องของ Dawn of War III จะโฟกัสและสลับให้เราเล่นกัน 3 ฝ่ายคือ Space Marine, Ork และ Eldar เกี่ยวกับการตามล่า Spear of Khaine ของฝ่ายหลัง ที่นำมาสู่การขมวดปมฟัดกันอิรุงตุงนัง 3 ฝ่ายในตอนท้ายครับ โดยช่วงฉากแรกๆ ผู้เล่นอาจจะรู้สึกเบื่อๆ ขึ้นมานิดหน่อย เนื่องจากการเดินเรื่องที่ยืดยาด เพราะความพยายามจะแนะนำการเล่นรวมถึงโชว์ให้เห็นถึงความแตกต่างกันของแต่ละฝ่าย ทว่าช่วงกลางเกมขึ้นไปเมื่อ 3 ฝ่ายเริ่มจะเบนเข็มมาซัดกันเนื่องจากมีเป้าหมายอยู่ทีเดียวกันนั่นแหละครับ ตัวเกมก็จะเข้มขึ้นเป็นลำดับ แล้วจากนั้นคุณก็จะเริ่มติดหนึบไปกับมัน แม้ว่าด่านหนึ่งอาจต้องใช้เวลานานเป็นชั่วโมงหลายชั่วโมงก็ตาม

     ในส่วนของเนื้อเรื่องผมค่อนข้างชอบกว่าทั้ง 2 ภาคก่อนหน้า คือได้เห็นมุมมองและความคิดของทั้ง 3 ฝ่าย ไม่ใช่แค่เพียงหน่วย Blood Raven (Space Marine) ฝ่ายเดียว เราจะได้เห็นถึงความขัดแย้งภายในของแต่ละฝ่าย ซึ่งก็จะมีการเมือง ขัดแข้งขัดขากันเอง ไม่ได้เป็นปึกแผ่นกันนัก เพิ่มมิติให้เนื้อเรื่องได้ดีทีเดียวครับ ส่วนการเล่าเรื่องแอบคิดว่าอยากให้เป็น CG เนียนๆ แบบ Starcraft แต่ก็เข้าใจว่าอาจงบบานเกินไป ดังนั้นเกมจึงใช้ภาพแนวๆ กึ่งกราฟิกโนเวล กึ่งอนิเมชั่นแทน คือมีการขยับแต่ไม่ได้มากมายอะไร มันก็ดูดีอยู่ครับ เพราะภาพอาร์ทเวิร์คเดิมก็ดูสวยงาม เพียงแต่ก็นั่นแหละ รู้สึกเหมือนขาดพลังขับเคลื่อนบางอย่างไปมากอยู่เหมือนกัน

     อย่างไรก็ดีปัญหาหนักๆ ของภาคนี้กลับเป็นเกมเพลย์แทน เพราะความที่เกมพยายามจะหาจุดลงตัวระหว่างภาคแรกกับภาค 2 ทำให้มันกลายเป็นครึ่งๆ กลางๆ ไม่ค่อยสุดเท่าไหร่ ถึงจะไม่เป็นปัญหานักแต่รู้สึก 2 ภาคก่อนหน้าที่เกมเพลย์เน้นทางใดทางหนึ่งไปเลยดูจะลงตัวกว่าครับ กระนั้นสิ่งที่ผมผิดหวังที่สุดจริงๆ นั่นก็คือแอนิเมชั่นและแอคชั่นของยูนิตในเกม การได้ดูทหาร 2 ฟากสัประยุทธกันในระยะประชิดด้วยท่วงท่าเฉพาะตัวคือความดีงามที่สุดอย่างหนึ่งของเกม แต่ภาคนี้กลับตัดมันทิ้งไปเลยแบบงงๆ อีกทั้งกล้องยังซูมลงไปในระดับพื้นแถมปรับมุมมองให้เคลื่อนที่ในแนวราบไม่ได้อีกต่างหาก อันนี้ผมหัวร้อนจริงจังมาก ฮือ~

     แต่ที่น่าโมโหสุดๆ จริงๆ คือบั๊กของเกมที่ผมเจอค่อนข้างบ่อยหลังเล่นจบฉากครับ แบบว่าพอเล่นเนื้อเรื่องจบฉาก มันก็จะมีสรุปภารกิจและเนื้อเรื่องถัดจากนั้นอีกนิดหน่อยก่อนไปเริ่มฉากใหม่ ซึ่งปัญหาก็คือหน้าจอของเกมชอบดับหลังจบฉากนั่นเองครับ ทำให้เราไม่อาจเห็นสรุปภารกิจและเนื้อเรื่องหลังจากนั้น แม้จะแก้ได้ด้วยการปิดโปรแกรมเกมและเข้าใหม่ แต่สิ่งที่เราทำได้คือต้องเล่นฉากถัดมาเท่านั้น ไม่สามารถกลับไปดูเนื้อเรื่องช่วงหลังจบฉากที่แล้วได้อีก น่าเสียดายและน่าหงุดหงิดมากๆ พอคิดว่าไอ้การตรากตรำเล่นฉากนั้นมาเป็นชั่วโมงแต่ไม่สามารถดูบทสรุปได้นี่ก็น่าโมโหจริงๆ ครับ หวังว่าจะมีแพตช์ออกมาแก้ไขกันต่อไปนะ ไม่สิ.. ควรแก้ไขจริงๆ จังๆ เลยมากกว่า ได้โปรด

Warhammer 40,000: Dawn of War III

     ระหว่างเล่น Dawn of War III ผมมีความรู้สึกเหมือนกินเบอร์เกอร์ที่ใส่เครื่องมาไม่ครบ แถมซอสก็มีรสจางๆ แม้วัตถุดิบจะพรีเมี่ยมแต่ก็ยังฟินไม่สุดน่ะครับ คือผมเองก็เป็นแฟนซีรีส์นี้มาแต่เริ่ม มันทำให้ผมเริ่มเข้ามาหลงไหลและศึกษาจักรวาล Warhammer 40K มากขึ้นจากที่ไม่เคยสนใจอะไรเลย คือเอาเข้าจริงตัวเกมยังพยายามธำรงค์ไว้ซึ่งความเป็น Dawn of War อย่างแทบจะครบถ้วน บางส่วนก็มีการพัฒนาเสียด้วยซํ้า เพียงแต่ไอ้ส่วนที่ถูกตัดทอนออกไปไม่ว่าจะแอนิเมชั่นเท่ๆ หรือฝักฝ่ายที่เล่นได้เพียง 3 รวมถึงบั๊กชวนหงุดหงิดก็ฉุดให้เกมนี้ไม่เปรี้ยงปร้างอย่าง 2 ภาคแรก กระนั้นด้วยสภาวะที่ไม่มีเกมวางแผนฟอร์มใหญ่ๆ ถูกปล่อยออกมามากมายนัก การหยิบเกมนี้ขึ้นมาเล่นก็น่าจะทำให้แฟนๆ เกม RTS รู้สึกชื้นใจขึ้นไม่มากก็น้อยว่าในโลกนี้ยังคงมีผู้ผลิตบางเจ้าป้อนเกมในแบบที่พวกเขาต้องการออกมาให้อยู่ครับ ถึงจะนานๆ มาทีก็เถอะ

     สุดท้ายต้องขอขอบคุณทาง New Era Entertainment สำหรับแผ่นเกมในการรีวิวครับ อย่าลืมครับ หากต้องการ Warhammer 40,000: Dawn of War III แบบกล่องไทย ก็ขอให้นึกถึง New Era และสามารถหาซื้อได้ตามร้านค้าเกมชั้นนำกันได้เลย!

แสดงความคิดเห็น

สินค้าแคสเตอร์