แต่ไหนแต่ไรมาแล้ว มนุษย์บางกลุ่มมักมีชุดความคิดหนึ่งที่เชื่อกันมานานนมครับว่าการนั่งสมาธินั้นจะช่วยให้เป็นคนที่ดีขึ้นได้ ทว่าล่าสุดชุดความคิดนี้น่าจะต้องมีการปรับเปลี่ยนใหม่เสียแล้วครับ เมื่อมีผลการวิจัยจากต่างประเทศยืนยันว่าการนั่งสมาธินั้นไม่ได้ช่วยให้เรากลายเป็นคนดีแต่อย่างใดนั่นเอง

ทั้งนี้ เรื่องมันมีอยู่ว่า นักวิทยาศาสตร์ 3 ราย จากมหาวิทยาลัยโคเวนทรี ประเทศอังกฤษ, มหาวิทยาลัยแมสซีย์ ประเทศนิวซีแลนด์ และมหาวิทยาลัยแรดบูด์ ประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้รวบรวมและทบทวนข้อมูลของงานวิจัย 22 ชิ้น จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,685 คน เพื่อสืบหาผลที่เกิดขึ้นหลายๆ ด้านจากการนั่งสมาธิ ซึ่งปรากฏว่าการนั่งสมาธินั้นมีผลแค่ช่วยให้จิตใจสงบขึ้นเท่านั้น และไม่ได้ช่วยเพิ่มระดับความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นเลย โดยผลการวิจัยระบุเพิ่มเติมอีกว่า แม้การนั่งสมาธิจะไม่มีผลกระทบด้านลบก็ตาม แต่ผลกระทบด้านบวกก็ยังสามารถอนุมานได้ว่าเป็นปรากฏการณ์พลาซีโบเอฟเฟ็กต์ได้เช่นกัน (พลาซีโบเอฟเฟ็กต์จะเป็นอาการอุปทานอย่างนึงที่คนเราเกิดความเชื่อว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งสามารถรักษาหรือเกิดผลดีกับตัวเราได้ ทั้งๆ ที่การหายขาดจากอาการนั้นอาจจะมาจากกำลังใจของตัวคนๆ นั้นเอง อารมณ์คล้ายๆ กับจิตเป็นนาย กายเป็นบ่าวนั่นแหละครับ)

ขณะเดียวกัน 1 ในนักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้ได้เผยด้วยว่า คนเรามักคาดหวังว่าตัวเองจะเป็นคนที่ดีขึ้นได้จากการนั่งสมาธิ และอาจถึงขั้นเชื่อเลยก็มี แต่ในความเป็นจริงแล้วประเด็นนี้ยังไม่เคยได้รับการพิสูจน์เลยว่าได้ผลจริง นอกจากนั้นแล้ว คนเราไม่สามารถมีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจขึ้นมาได้จากการนั่งสมาธิอย่างเดียว แม้ว่าจะมีความเชื่อตามหลักศาสนาพุทธถึงการนั่งสมาธิเป็นเวลา 12 ชั่วโมงต่อวันก็ตาม ในทางกลับกัน พวกเขาเหล่านั้นมีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่นขึ้นมาได้ก็เพราะมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ มากกว่า

ด้วยเหตุนี้ ทางนักวิทยาศาสตร์ทั้ง 3 เลยได้ข้อสรุปว่า ถ้าคุณต้องการจะนั่งสมาธิเพียงเพราะอยากอยู่เงียบๆ หรือผ่อนคลาย ก็ทำได้เลย แต่ผลประโยชน์ที่แต่ละคนจะได้รับนั้นจะมีลิมิตของมันอยู่ ถ้าอยากจะมีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจคนอื่นมากขึ้นจริงๆ ละก็ สู้ออกไปเป็นอาสาสมัครตามงานการกุศลดีกว่าครับ

เครดิต: Telegraph

แสดงความคิดเห็น

สินค้าแคสเตอร์