ก่อนที่เราจะไปรู้จักกับ 5 มหาเศรษฐีของโลกที่เคยเรียนไม่จบในระดับมหาวิทยาลัย ทีมงาน OS ขอทำความเข้าใจกับเพื่อนๆ ทุกคนที่อ่านบทความนี้ก่อนครับว่า กว่าที่มหาเศรษฐีแต่ละคนจะประสบความสำเร็จและมาถึงจุดนี้ได้ ไม่ใช่ว่าลำพังพวกเขาเรียนไม่จบแล้วจะมาจับธุรกิจจนรวยล้นฟ้าได้เสมอไปนะครับ เพราะหากเมื่อเทียบตามสัดส่วนแล้ว จำนวนมหาเศรษฐีที่เรียนจบและได้ใบปริญญายังมีเยอะกว่ามหาเศรษฐีที่เรียนไม่จบหรือดรอปเรียนกลางคันอยู่มากมายนัก จริงอยู่ว่าการเรียนไม่จบก็ยังสามารถประสบความสำเร็จได้ ทว่าบรรดามหาเศรษฐีที่เรียนไม่จบที่ยกมาในบทความนี้ แม้ว่าจะมีบางคนดรอปเรียนจากมหาวิทยาลัยระดับท็อปของโลก แต่นั่นก็หมายความว่าพวกเขาก็ต้องเรียนเก่งและฉลาดพอที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยเหล่านั้นได้มาก่อน จากนั้นจึงค้นพบลู่ทางของตัวเอง พร้อมทั้งคิดมาอย่างรอบคอบและถี่ถ้วนแล้วว่าการเรียนต่อไม่ได้ตอบโจทย์ความต้องการของเขา รวมถึงมองว่าตนเองสามารถแบกรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในการทำธุรกิจได้ เลยเลือกที่จะเดินหน้าตามเส้นทางนั้นจนประสบความสำเร็จในที่สุด

ดังนั้นหากเพื่อนๆ คนไหนอยากจะประสบความสำเร็จได้ ก่อนอื่นเลยก็ควรตั้งใจเรียนให้มาก และหมั่นศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับสิ่งที่ชอบหรือสนใจ แล้วคิดหาทางต่อยอดในการทำให้สิ่งนั้นสร้างรายได้ให้กับเราในระยะยาว ตลอดจนวางแผนอย่างเป็นระบบถึงข้อดีข้อเสียของธุรกิจนั้น และความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น พร้อมวิธีแก้ปัญหา จะเป็นการดีที่สุดครับ เพราะถ้าเกิดใครไปลาออกจากโรงเรียนกลางคัน ด้วยความคิดเพียงตื้นๆ ว่าการเรียนไม่จบจะประสบความสำเร็จได้ โดยไม่มีอะไรมารองรับเลย รับรองได้เลยว่าหายนะรอคุณอยู่แน่นอนจ้า

ว่าแล้วก็มาชม 5 มหาเศรษฐีของโลกที่เคยเรียนไม่จบในระดับมหาวิทยาลัยกันเลยดีกว่า (จริงๆ มีอยู่หลายสิบคนที่เข้าข่ายนี้ แต่ขอยกมาเพียงแค่ 5 คนที่เด่นๆ พอนะครับ)


บิล เกตส์

มูลค่าทรัพย์สิน 97,400 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 3.18 ล้านล้านบาท)

มหาเศรษฐีที่เป็นผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟต์อย่าง บิล เกตส์ เคยเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเมื่อปี 1973 ซึ่งขณะนั้นเขามีอายุเพียง 18 ปีเท่านั้น โดยเขาได้เลือกเรียนในด้านกฎหมายเป็นวิชาหลัก แต่ก็ได้ลงเรียนในสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์และคณิตศาสตร์ควบคู่ไปด้วย ก่อนที่จะดรอปเรียนไปหลังจากที่อยู่ในรั้วฮาร์วาร์ดเป็นเวลา 2 ปี ซึ่งระหว่างที่เรียน บิล เกตส์ เองไม่ได้มีแผนอะไรเจาะจงในเรื่องการเรียนนัก เขามักใช้เวลาส่วนใหญ่ขลุกอยู่กับคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัย กระทั่งได้มีโอกาสร่วมมือกับเพื่อนคนหนึ่งนามว่า พอล อัลเลน ในการสร้างคอมพิวเตอร์ที่มีชื่อว่า Altair 8800 จนออกวางจำหน่ายได้ และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ บิล เกตส์ มองเห็นลู่ทางในการเปิดบริษัทผลิตซอฟต์แวร์เป็นของตัวเอง หลังจากคิดมาอย่างรอบคอบแล้ว เขาจึงตัดสินใจดรอปเรียนจากฮาร์วาร์ดแล้วเดินหน้าทำธุรกิจเองทันที ซึ่งพ่อแม่ของเขาก็สนับสนุนอย่างเต็มที่เพราะเห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าของลูกชาย และในกรณีนี้ บิล เกตส์ เคยอธิบายในภายหลังว่า ณ ตอนนั้น ถ้าเขาเลือกเส้นทางนั้นแล้วไปไม่รอด อย่างน้อยเขาก็ยังสามารถกลับไปเรียนต่อได้ทุกเมื่อ เนื่องจากเขาแค่ดรอปเรียนไว้ แต่ยังไม่ได้ลาออกนั่นเอง


มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก

มูลค่าทรัพย์สิน 67,100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 2.19 ล้านล้านบาท)

พ่อหนุ่มมาร์ค ผู้ก่อตั้งเครือข่ายโซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊ค (Facebook) ก็เคยเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเช่นเดียวกับ บิล เกตส์ มาก่อนเหมือนกันครับ โดยเขานั้นมีชื่อเสียงในฐานะที่เป็นอัจฉริยะด้านการเขียนโปรแกรมอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งระหว่างที่เรียนในฮาร์วาร์ด มาร์คได้เลือกเรียนด้านจิตวิทยา ควบกับวิทยาการคอมพิวเตอร์ ต่อมาเขาก็ได้เขียนโปรแกรมที่มีชื่อว่า CourseMatch ที่ทำให้ผู้ใช้สามารถเลือกลงเรียนโดยอิงตามวิชาที่นักศึกษาคนอื่นๆ นิยมเลือกกัน อีกทั้งช่วยให้ผู้ใช้สามารถตั้งกลุ่มติวหนังสือกันเองได้ ไม่นานหลังจากนั้น มาร์คก็เขียนเว็บไซต์ใหม่ที่มีชื่อว่า TheFacebook ที่เป็นการต่อยอดจากโปรแกรม Facemash ที่เป็นการให้ผู้ใช้สามารถเข้าไปโหวตคนที่ถูกใจจากรูปถ่ายที่มีให้เลือก ก่อนที่จะได้รับความนิยมอย่างถล่มทลาย และมาร์คก็เห็นโอกาสจากจุดเริ่มต้นที่ยิ่งใหญ่ตรงนี้มาสานต่อเป็นเว็บไซต์โซเชียลมีเดียอย่าง Facebook จนประสบความสำเร็จเช่นในปัจจุบัน ซึ่งมาร์คได้ดรอปการเรียนในฮาร์วาร์ดไปในช่วงปีที่ 2 นั่นเอง

***ปัจจุบัน มาร์คได้กลับไปเรียนที่ฮาร์วาร์ด และสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ เมื่อปี 2017 ที่ผ่านมาเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ***


ลาร์รี่ เอลลิสัน

มูลค่าทรัพย์สิน 59,100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 1.93 ล้านล้านบาท)

ลาร์รี่ มหาเศรษฐีวัย 74 ปีคนนี้ เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง พร้อมทั้งดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท Oracle ซึ่งเป็นองค์กรที่พัฒนาและทำการตลาดเกี่ยวกับซอฟต์แวร์ฐานข้อมูลครับ รวมถึงเทคโนโลยีระบบคลาวด์ และปัจจุบัน Orcale ก็เป็นบริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากไมโครซอฟต์เท่านั้น โดยในวัยหนุ่ม ลาร์รี่เคยเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ แต่พอเรียนไปได้แค่ 2 ปี เขาก็มีความจำเป็นต้องออกจากมหาวิทยาลัยกลางคัน เนื่องจากคุณแม่บุญธรรมได้เสียชีวิตลง ต่อมาจึงได้ย้ายไปเรียนด้านออกแบบคอมพิวเตอร์ที่มหาวิทยาลัยชิคาโก้อยู่ 1 เทอม แล้วก็มีอันต้องย้ายไปอยู่ทางตอนเหนือของรัฐแคลิฟอร์เนีย และไม่ได้เรียนต่ออีกเลย


เชลดอน อเดลสัน

มูลค่าทรัพย์สิน 43,400 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 1.42 ล้านล้านบาท)

คุณลุงเชลดอน วัย 85 ปี แกเป็นผู้ก่อตั้งและ CEO ของบริษัท Las Vegas Sands ซึ่งเป็นธุรกิจโรงแรมและคาสิโนขนาดใหญ่ ถ้าเพื่อนๆ คนไหนเคยไปเที่ยวสิงคโปร์ น่าจะคุ้นตากับ Marina Bay Sands หรือตึกระฟ้า 3 หลังที่มีเรือสำราญพาดอยู่บนยอดตึกทั้ง 3 ซึ่งนั่นก็เป็น 1 ในคาสิโนที่ลุงเชลดอนเป็นเจ้าของครับ นอกจากนี้ แกยังเป็นเจ้าของ เวเนเชียน ที่เป็นคาสิโนรายใหญ่ในลาสเวกัส และบนเกาะมาเก๊าอีกด้วย รวมถึงธุรกิจหนังสือพิมพ์รายวันในสหรัฐอเมริกาอย่าง Las Vegas Review-Journal โดยสมัยที่ลุงเชลดอนแกยังเอ๊าะๆ เจ้าตัวเคยเข้าเรียนที่วิทยาลัย City College of New York แต่เรียนไม่จบ และพอจะเบนเข็มไปเป็นเจ้าหน้าที่บันทึกคำให้การในชั้นศาลก็ไม่สำเร็จ เลยตัดสินใจไปรับราชการทหารอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่จะปลดประจำการออกมาขายผลิตภัณฑ์อาบน้ำ และขยับขยายไปสู่ธุรกิจอื่นๆ กว่าที่ลุงเชลดอนจะกลายเป็นมหาเศรษฐีอย่างในปัจจุบัน แกก็เคยล้มลุกคลุกคลานมาแล้วไม่น้อยครับ


ไมเคิล เดลล์

มูลค่าทรัพย์สิน 23,500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 758,110 ล้านบาท)

มหาเศรษฐีวัย 53 ปี ผู้ก่อตั้งและดำรงตำแหน่ง CEO ของ Dell Technologies ที่เป็นองค์กรดำเนินธุรกิจด้านการวางระบบในสำนักงานที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งเพื่อนๆ คนไหนที่ทำงานอยู่ในสำนักงานระดับกลางถึงใหญ่ก็น่าจะต้องผ่านตากับคอมพิวเตอร์สำนักงานยี่ห้อ Dell กันแน่นอน สมัยวัยละอ่อน หนุ่มไมเคิลเคยรับจ๊อบขายสมาชิกของหนังสือพิมพ์ Houston Post ในช่วงปิดเทอมหน้าร้อน และใช้ทักษะการช่างสังเกต รวมถึงความมีหัวการค้าของตัวเอง ทำให้สามารถสร้างรายได้ในปีนั้นได้สูงถึง 18,000 เหรียญ โดยจากความสำเร็จที่เขาทำได้ ไมเคิลเลยนำหลักฐานทางการเงินไปโน้มน้าวพ่อแม่ของเขา เพื่ออนุญาตให้เขาดรอปเรียนมาทำธุรกิจเต็มตัว กระทั่งเขาได้ดรอปเรียนของมหาวิทยาลัยเท็กซัสเมื่ออายุ 19 ปี และ ณ เวลานั้นเขาก็สามารถดำเนินธุรกิจจนมีกำไรได้เกือบ 200,000 เหรียญแล้ว ก่อนจะมาจับธุรกิจด้านคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลจนรวยเละในเวลาต่อมา

เครดิต: Forbes / Gizmodo

เกมแนะนำ

แสดงความคิดเห็น

สินค้าแคสเตอร์