ก็ปล่อยออกมากันได้เกือบ 1 สัปดาห์แล้วสำหรับ MV เพลงใหม่ล่าสุดของ BNK48 กับเพลง River อีก 1 เพลงที่มีความหมายดีที่คอยให้กำลังใจทุกคนให้ผ่านอุปสรรคต่างๆ เปรียบดั่งแม่น้ำที่กว้างใหญ่และต้องก้าวข้ามไปให้ได้ และเป็นเพลงที่หลายคนให้ความเห็นว่า MV มีความสวยงามที่สุดเท่าที่ตอนนี้ BNK48 มีมา วันนี้ OS เราก็มีบทสัมภาษณ์จากผู้ที่เป็นอีก 1 กำลังสำคัญในการสร้างสรรค์ MV ตัวนี้ นั่นก็คือผู้ตัดต่อ MV ตัวนี้นั่นเองครับ จะเป็นใคร ไปทำความรู้จักกันเลยดีกว่าจ้า

ขณะนี้มีคนลงทะเบียนแล้ว
467,703

- อยากให้แนะนำตัวให้เพื่อนๆ ได้รู้จักกันซักเล็กน้อย

    สวัสดีครับ ชลสิทธิ์ อุปนิกขิต ชื่อเล่น อาร์ม ครับ ก็ทำงานด้านภาพยนตร์ ส่วนใหญ่จะทำด้านลำดับภาพ (ตัดต่อ) งานหนังที่ทำผ่านๆ มาก็เช่น ฉลาดเกมส์โกง / MARY IS HAPPY, MARY IS HAPPY / แฟนเดย์ / ฟรีแลนซ์.. ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ / อนธการ / มะลิลา 

- เข้าเรื่องเลยละกัน ทำไมอยู่ดีๆ ถึงได้มาตัดต่อ MV River ?

    พี่ต้น เอกภณ (ผู้กำกับเอ็มวี) โทรมาชวน ซึ่งผมกับพี่ต้นรู้จักกันมาก่อนตั้งแต่ตอนทำหนังสั้นส่งมูลนิธิหนังไทยกันสมัยเรียน พี่ต้นเรียนธรรมศาสตร์ เราเรียนศิลปากร แต่จำได้ว่าเคยได้รางวัลในปีเดียวกัน เราก็ชอบงานพี่เค้า ก็เลยได้คุยกัน พอวัยทำงานก็เคยร่วมงานกันตอนตัด MV ของอะตอม ชนกันต์ เพลงทางของฝุ่น ซึ่งตอนนั้นทำงานกันก็รู้สึกว่าซิงค์กันดี ไม่มีปัญหาอะไร

    แต่ว่าช่วงนี้ดันกำลังทำโปรเจคใหญ่อยู่ ปกติก็จะไม่รับงานแทรกเลย เพราะไม่งั้นมันจะมึนมาก อย่างถ้าเกิดเป็นตัดโฆษณานี่จะรับไม่ได้เลย เพราะมันต้องมีขายลูกค้าหลายด่าน ต้องใช้เวลา  อันนี้มันเป็นแค่ MV ซึ่งไม่ได้มีกระบวนการอะไรมากมายนัก และพอดีว่าชอบเพลง RIVER ฉบับ AKB48 มากๆ เลยสองจิตสองใจ เลยตัดสินใจเล่า Condition เรื่องวันเวลาให้พี่ต้นฟัง เค้าก็บอกว่าโอเค สรุปเลยรับทำ โดยพยายามไม่ให้เวลาไปชนกับงานหลักที่ทำอยู่ ข้อเสียคือจะมีเวลาน้อย ซึ่งพี่ต้นก็บอกว่ารับได้ เพราะอยากให้เราตัด ก็เลยได้ทำ 

- ได้ข่าวว่างานนี้มีมือตัดต่อไม้ที่สองด้วย เป็นใคร แล้วร่วมงานกันเป็นยังไงบ้าง ?

    พอเวลามันน้อย เลยต้องการคนตัดอีกคนนึง ซึ่งพี่ต้นเป็นคนเสนอเอง เป็นน้องเจ อิทธิวัฒน์ ภู่บัณฑิต ซึ่งเป็นรุ่นน้องที่คณะผมเอง  พอรู้ว่าเป็นน้องเจก็รู้สึกสบายใจ  เพราะเคยให้น้องมาช่วยงาน แล้วน้องก็รู้งานดี ตัดเก่ง

    วิธีการคือผมจะตัดก่อน ในช่วงสงกรานต์ที่พอจะมีวันหยุดอยู่ แล้วพอวันก่อนจะขายคัตติ้ง เราก็ส่งกลับไปให้เจช่วยไปนั่งแก้กับพี่ต้นไปก่อนตอนเช้า เราก็ไปทำงานของเราไป แล้วเราก็ตามไปในช่วงดึกๆ แล้วก็ลุยกันจนเสร็จ ซึ่งเจช่วยเราเยอะเหมือนกัน เพราะว่าเรามาจากสายตัดหนัง แต่เจจะมาจากสายโฆษณา ตัดโฆษณาเป็นส่วนใหญ่  คือเรื่องบางเรื่องเราไม่ละเอียดเท่าเจ  คือเราจะมุ่งเล่าเรื่อง เล่าอารมณ์อย่างเดียว แต่เจจะคอยเตือนว่าช็อตนี้มันมีกิ่งไม้บังหน้าน้องนะพี่ เราก็แบบเออ จริงด้วยว่ะ (ซึ่งมันก็แทงตาอยู่นะ บางทีเราก็มองไม่เห็น 55) ก็ต้องหาช็อตอื่นมาแทน  คือบางทีเราก็ลืมดูไป เพราะเราจะชอบดูการเคลื่อนกล้องกับการแสดงเป็นส่วนใหญ่   แต่บางทีเราก็จะดูตามความเหมาะสมแหละ บางช็อตมันไม่ได้ perfect  ก็จริง แต่มันได้อารมณ์์ แบบเฮ้ย อันนี้โคตรดีเลย แต่แม่ง focus ไม่ชัดบ้าง ผมปลิวเข้าปากน้องบ้าง น้องหลุดเฟรมบ้าง แต่ว่าน้องเล่นดี อารมณ์ได้ เราก็จะใช้มันอยู่ดี

- อะไรที่ยากที่สุดในการตัดต่อเพลง River ?

    เราว่าการ balance มันยากมาก มันหลายๆ ส่วนผสมกัน อย่างแรกคือ balance สตอรี่กับไลน์เต้น-ไลน์ร้องต่างๆ ตอนเราทำดราฟแรกๆ คือเราประทับใจไลน์เต้นมากๆ เราก็จะใส่ไลน์เต้นไปเยอะ แบบเยอะมาก 55 คิดว่าน่าจะเกิน 70% ของเอ็มวีเลย พี่ต้นก็บอกว่าเฮ้ย เราไม่ได้มองไว้แบบนี้ อันนี้ก็ต้องถอยออกมาดู direction ของพี่ต้นจริงๆ ว่าต้องเป็นยังไง พี่ต้นรู้สึกว่ามันควรจะ 50-50 มากกว่า คือเราก็โชว์ไลน์เต้นแหละ แต่ว่าสตอรี่ก็ต้องทำให้คนรู้สึกได้ด้วย อินในความพยายามของน้องๆ BNK48 ได้ด้วยเหมือนกัน   ก็เลยต้องลองปรับกันหลายรอบอยู่เหมือนกัน กว่าจะได้ที่ลงตัวสำหรับพี่ต้น

    อันที่ยากอีกอันคือ balance ภาพของสมาชิกของวง เพราะนอกจากน้อง อร ที่เป็นเซ็นเตอร์ ก็ยังมีสมาชิกวงอีก 3 คนที่ถูกเลือกเป็น Team Ambassador ของทาง AP Honda ก็คือ ตาหวาน เนย น้ำหนึ่ง ที่ทางพี่ต้น ผู้กำกับคิดสตอรี่มาให้เสริมส่วนนี้ออกมาได้โอเคอยู่แล้ว  แต่พวกเราก็อยากให้เห็นให้ครบทุกคนด้วย ทุกคนในที่นี้ หมายถึงว่าทั้ง 16 คนเลยนะ

   เพราะฉะนั้นงานที่ยากจริงๆ คือสมาชิกเซมบัตสึที่เหลือ ที่ต้องยอมรับว่ายากมาก เพราะเราเคยเห็นบทเรียนมาแล้ว (เอาง่ายๆ คือเสียวโดนด่า 55) เราไม่ได้โทษทีมงานก่อนๆ หรือใครเลยนะ คือมันเป็นเรื่องที่ sensitive มากจริงๆ สำหรับแฟนๆ ซึ่งอันนี้เราเข้าใจดีเลย ก็นึกถึงว่าถ้าเราชอบน้องคนนี้ แต่ในเอ็มวีเราดันไม่ได้เห็นน้องเค้าสักช็อตเดียว เราก็คงโกรธเหมือนกัน ตอนตัดก็จะต้องเตือนใจกันตลอดเวลาว่า “เฮ้ย น้องคนนี้ยังไม่ค่อยเห็นเลยนะ” อะไรแบบนั้น

    ช็อตบางช็อตแบบตอนตัดกันก็เลือกกันนานมาก ว่าจะเห็นน้องคนนี้ หรือน้องอีกคนดี แบบวางซ้อนเลเยอร์กันไว้ แล้วเปิด-ปิดกันเทียบดู บางทีเหตุผลไม่ได้เป็นเรื่องช็อตสวยกว่า แต่เป็นเรื่องเออ น้องคนนี้ยังเห็นน้อยอยู่ เราต้องเพิ่ม % ให้น้องเค้าบ้าง  เราถึงบอกว่าพอตัดไปสักพัก จะรู้สึกว่า เออ น่ีมันการตัดเอ็มวีเพื่อเซอร์วิสชัดๆ นี่หว่า ประมาณว่าไม่ว่าจะเป็นแฟนคนไหน ควรจะมีภาพให้แคปอย่างน้อย 1 ช็อต 555

    อย่างตอนท้ายที่คัทเห็นน้อง 16 คนร้องเพลงเรียงกัน ก็เป็นไอเดียที่มาจากความคิดที่เสียดายน้องๆ เนี่ยแหละ ก้อนนั้นทำตั้งแต่ดราฟแรก  พอตัดเสร็จแล้วก็รู้สึกว่าสมาชิกทุกคนเด่นขึ้นมาเลย เหมือนเพลงนี้มันเป็นเพลงของวง BNK48 ขึ้นมาจริงๆ ภาพรวมของวงมันเห็นชัดขึ้น พอพี่ต้นดู พี่ต้นก็บอกว่าชอบ เลยเอาไว้แบบนั้นไม่ได้แก้อะไร ตอนแรกกะเอาที่ว่างๆ ไว้ใส่ชื่อทีมงาน แต่จำไม่ได้ว่าไอเดียใครที่ให้ใส่ชื่อน้อง แล้วแบบ เออดีเหมือนกัน ดูให้เกียรติน้องดี ใส่ทั้งชื่อเล่นชื่อจริงเนี่ยแหละ ดีเลย (แล้วก็เช็คกันนานมากว่าสะกดผิดรึเปล่า กลัวมาก 55)

    เพราะถ้าเราทรีท MV นี้เป็นหนัง (ซึ่งเราว่ามันเป็นหนังนะ 555) เราไม่สามารถตัดต่อแบบคิดเป็นคณิตศาสตร์ได้ เช่น แบบใช้วิธีตัดเสร็จแล้ว อ่ะ เราจะมานับเวลากัน นับช็อตกันว่าใครออกเท่าไหร่ กี่วินาที แล้วเทียบกัน คนไหนออกน้อย งั้นเพิ่มให้เค้า 1.25 วินาทีไรงี้ มันไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องสำหรับการตัดต่อหนัง คือบางคนออกน้อย แต่ช็อตเด่นมาก , บางคนออกเยอะจริง มาหลายช็อต แต่ดันชอบไปอยู่ขอบเฟรม เราก็ต้องแอบเติม  บางทีรู้สึกว่าตัดๆ ไปก็กดดันเหมือนกันนะว่า กูจะโดนด่ามั้ยเนี่ย 55 แต่ก็พยายามกันเต็มที่แล้ว นั่งไล่ดูไล่เช็คกันหลายรอบ  เลยคิดว่าไอ้เครดิตท้ายเนี่ยแหละ เราว่าทดแทนกันได้ อย่างน้อยเราก็ไม่ได้ทิ้งใครในวงแน่นอน

- ตอนที่ตัดเสร็จแล้ว ทำสีแล้ว งานเสร็จเรียบร้อยแล้ว อะไรที่อยู่ในหัวเราเป็นอย่างแรก ?

    รู้สึกว่าภูมิใจเหมือนกันนะที่ได้ทำ อย่างแรกคือรู้สึกว่าเป็นเพลงของ AKB48 ที่เราชอบด้วย ตอนมีวง BNK48 เราจะลุ้นเพลงนี้ก่อนเลย ว่ามันจะเป็นยังไงนะ ท่าเต้นจะสวยมั้ย 555 (ดูเนิร์ดดีนะ)  อย่างสองคือรู้สึกดีที่ได้เห็นเอ็มวีของ BNK48 แบบที่เราอยากเห็น สีแบบที่เราอยากเห็น คือมันก็อาจจะไม่ได้ใหม่สำหรับวงการไอดอลโลก แต่มันน่าจะใหม่สำหรับวงน้องๆ ประมาณนึงแหละ

- พอเห็นว่ากระแสตอบรับออกไปในทางที่คนส่วนใหญ่ชื่นชอบการตัดต่อของ MV River แล้ว เรารู้สึกยังไงบ้าง ?

    ก็ดีใจแหละ แต่จะรู้สึกว่าอยากให้ชมน้องๆ BNK48 กับทีมงานฝ่ายอื่นๆ กันด้วย  เช่น ฟุตเทจเต้นมันดี เพราะน้องเต้นกันดี ขยันซ้อมมา ตากล้องก็ถ่ายดี พี่ต้นกำกับดีอีก ทีมงานปล่อยสโมคสวยงาม ช่างแต่งหน้าที่แต่งหน้าน้องไม่จัดเกิน ทีมซีจีที่ช่วยกันอดนอนลบสิ่งแปลกปลอม ฯลฯ  รู้สึกว่างานที่ดี มันมาจากวงล้อที่วิ่งไปด้วยกันไปหมด ไม่ใช่คนใดคนนึง

- เราโอชิใครใน BNK48 มั้ย ? 

    เอาตรงๆ ว่าไม่มีครับ
    แต่รู้สึกว่าชื่นชมน้องๆ นะ เพราะว่าการมีอยู่ของ BNK48 มันใหม่เหมือนกันในประเทศไทย  คืออย่างเราก็มีเพลงฟัง ดูไอดอลญี่ปุ่นอยู่บ้าง ก็เลยมีพื้นฐานความเข้าใจประมาณนึงว่าวัฒนธรรมบางอย่างมันยากเหมือนกัน ที่จะโผล่ขึ้นมาในประเทศไทย แล้วทุกคนเข้าใจมัน อันนี้ยอมรับว่าเซอร์ไพรส์เหมือนกัน ว่าเฮ้ย ในไทยมันมาได้ขนาดนี้เลยแฮะ ก็อยากให้น้องๆ พยายามต่อไป

- เท่าที่ทราบมาจริงๆ อาร์มก็เป็นเกมเมอร์ตัวยงคนนึงเลยก็ว่าได้ อยากทราบว่าปกติชอบเล่นเกมแนวไหน

    เราเล่นเกมประเภท Rhythm Game เยอะ ง่ายๆ คือเกมแนวดนตรี (หรือบางคนเรียกว่ามิวสิกเกม) ส่วนใหญ่เราจะเล่นเป็นอาเขตซะมากกว่า อันนี้น่าจะเล่นมานานมาก ถ้านับจากที่เริ่มเล่นน่าจะ 20 ปี (ประมาณป.2) ถ้านับจากเกมตู้ก็น่าจะเกิน 10 ปี (เริ่มตอนม.3) แล้วเหมือนกัน  แรกๆ ก็เล่นหลายๆ เกม หลังๆ เหลือ Main เกมเดียวคือ beatmania IIDX เพราะว่าแก่แล้ว เล่นเยอะแล้วงง 55 ตามไม่ทัน งานก็เยอะอยู่แล้ว เอาอันเดียวพอละกัน 55

    เหตุผลที่ชอบน่าจะผสมๆ กันระหว่างเกมดนตรีกับเกมอาเขต คืออย่างเกมดนตรี มันน่าจะไม่ยาก ก็ชอบฟังเพลง ชอบกดตามจังหวะ มันรู้สึกสนุกดี พอเล่นๆ ไปสักพัก จะรู้สึกว่าต้องเล่นให้ได้ยากขึ้นไปเรื่อยๆ เลยกลายเป็นมิชชั่นประจำชีวิตเหมือนกัน ว่าต้องผ่านอันนี้ให้ได้ ต้องเล่นอันนี้ให้ได้

    แรกๆ ที่ชอบอาเขต เพราะว่าได้เจอคนที่เล่นอะไรเหมือนกัน หลังๆ มัน beyond มากไปถึงขนาดรู้จักคนอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลี เพราะเกมแล้ว 555  ซึ่งดีเหมือนกัน เช่น เราเคยไปมาเก๊า แล้วมีเพื่อนที่เล่นเกมเดียวกันที่อยู่ที่นั่น ก็รู้จักกันใน twitter เค้าก็พาไปกินติ่มซำที่เมนูเป็นภาษาจีนหมด แบบว่าถ้าไม่รู้ภาษาจีน นี่กูจะสั่งยังไงวะ 555  หรืือเพื่อนที่เกาหลี พาไปเดินตลาด electronic ที่ถ้าพูดเกาหลีไม่เป็นนี่ น่าจะหลงตั้งแต่ซอยแรก  เออ แม่งดีนะ อะไรพวกนี้ 55 รู้สึกว่าเรื่องเกมนี่พาเรามาไกลดีเหมือนกันนะ

    นอกจากนั้นก็มีเล่น PS4 บ้าง แต่เราก็จะเลือกเล่นเฉพาะเกมดังๆ จะได้ไม่ต้องเล่นเยอะ เกมที่จะไม่เล่นเลย คือเกมประเภทที่ต้องเล่นกับเพื่อน หรือต้องใช้เวลาแบบพวก MMORPG เพราะว่าไม่มีเวลา เคยพยายามแล้ว แต่รู้สึกว่าไม่ทันเพื่อนจริงๆ 55 เราไม่มีเวลาไปทุ่มเล่นขนาดนั้น งานเสียอีก หรือพวกเกมมือถือ ที่จะทำให้ติดได้สูงมาก เราก็จะไม่เล่นเลย เพราะแค่เล่นเฟซบุ๊คนี่ก็เสียเวลาชีวิตจะแย่แล้ว 

- แบ่งเวลาทำงานและเล่นเกมอย่างไรบ้าง

    ก็เอางานเป็นหลักอยู่แล้ว ถ้าช่วงนั้นงานเยอะมาก ก็จะไม่ไปเล่นเลย แบบพอกลับไปเล่น ก็จะมีคนถามว่าหายไปไหนมาเป็นเดือน แต่ถ้างานไม่หนักมาก อาจจะมีแว่บๆ ไปได้ ถ้าเห็นว่าไปบ่อยๆ แสดงว่าว่าง ไม่มีคนจ้าง 55

    หลักๆ คือพยายาม balance ชีวิตให้ได้ คืือมันไม่ใช่แค่เรื่องงาน แต่มีเรื่องแฟนด้วย ครอบครัวด้วย  สำหรับเราการ balance ชีวิต แม่งยากกว่าการเล่นเพลงที่ยากที่สุดในเกมอีก อย่างเรื่องเกมเราก็จะจริงจังเกมมิ่งด้วย แล้วก็ไม่จริงจังเกมมิ่งไปด้วยพร้อมๆ กัน บางช่วงก็ไม่จริงจังเล่นขำๆ พอว่างอาจจะจริงจังเป็นพักๆ แล้วก็เว้นไปทำอย่างอื่น ไม่งั้นมันจะหนักด้านใดด้านนึงเกินไป ชีวิตจะล่มจมได้เหมือนกัน

- สุดท้ายแล้วอยากฝากอะไรถึงเพื่อนๆ ทุกคนบ้าง

    เป็นคำถามที่ตอบยากมาก เหมือนสมัยก่อนเวลาอ่านหนังสือเกม แล้วมีคำถามนี้ เราจะแอบฮาทุกที  แล้วจะชอบเป็นคำตอบแนวอย่าลืมแบ่งเวลาเรียน กับเกมนะครับเพื่อนๆ 555 เอาจริงหลังๆ จะดีใจที่รู้สึกว่าคนดู รู้สึกถึงหน้าที่อื่นๆ ในภาพยนตร์มากขึ้น เช่น คนตัดต่อ เพราะบางหน้าที่มันจะเป็นตะเข็บซ่อนมากๆ อย่างน้อยเรารู้สึกว่าถ้าบางทีเออ เราลองออกมานำเสนออะไรบ้าง ก็หวังว่าน้องๆ ที่เรียนภาพยนตร์อยู่ อาจจะเห็นว่าหน้าที่อื่นๆ มันก็มีอะไรให้ทำเยอะ ไม่แพ้ผู้กำกับหรือตากล้อง มันสำคัญพอๆ กันหมด  อย่างถ้ามีคนตัดหนังเยอะขึ้น แน่นอนว่างานในวงการมันจะต้องดีขึ้นแน่ๆ เพราะคนที่ตัดต่อ เป็นคนที่ชอบตัดจริงๆ 

เกมแนะนำ

แสดงความคิดเห็น

สินค้าแคสเตอร์