Close

รีวิว: Destiny 2 คุณค่าที่เหล่าการ์เดี้ยนคู่ควร

รีวิว: Destiny 2  คุณค่าที่เหล่าการ์เดี้ยนคู่ควร

แนวเกม: FPS / Action RPG
แพลตฟอร์ม: PS4, Xbox One, PC
ผู้จัดจำหน่าย: Activision
ผู้พัฒนา: Bungie

Destiny 2

    สามปีก่อน Destiny อาจไม่ได้มีจุดเริ่มต้นที่สวยหรูนักในด้านของระบบการเล่นโดยรวม แต่ด้วยความเป็นนักพัฒนาเกมมืออาชีพของทีมงาน Bungie พวกเขาสามารถปรับปรุงตัวเกมให้เป็นที่ถูกอกถูกใจเกมเมอร์จนสามารถรักษาฐานผู้เล่นเอาไว้ได้อย่างต่อเนื่อง มาจนถึงตอนนี้ ภาคต่อของมันก็ยิ่งแสดงให้เห็นว่า Bungie ใส่ใจกับเสียงตอบรับของผู้เล่นมากแค่ไหน เพราะหากจะให้พูดอย่างง่ายๆ แล้ว Destiny 2 เรียกได้ว่ามีพัฒนาการที่ดีขึ้นกว่าภาคแรกแทบทุกด้าน จะเรียกว่าเป็นสิ่งที่ Destiny ควรจะเป็นมาตั้งแต่ต้นเลยก็ว่าได้

    พัฒนาการแรกที่เห็นได้ตั้งแต่เริ่มเกมก็คือ การดำเนินเรื่องที่กระชับและน่าติดตามตั้งแต่ต้น เนื้อเรื่องของเกมค่อยๆ ถูกถ่ายทอดออกมาให้เราเข้าใจในโลกของ Destiny ได้ในเวลาไม่นานแม้จะไม่เคยเล่นภาคแรกมาก่อนก็ตาม ประกอบกับมุมกล้องของคัตซีนต่างๆ ก็ถูกนำเสนอผ่านอัตราส่วน 21:9 แบบภาพยนตร์ออกมาได้อย่างสวยงาม น่าตื่นเต้น และคงมาตรฐานไว้ได้ตลอดจนจบเกม เช่นเดียวกับเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการเล่นก็ถูกถ่ายทอดผ่านฉากหลังได้อย่างมีชั้นเชิง

    เนื้อเรื่องของ Destiny 2 เริ่มขึ้นหลังจากเรื่องราวใน Rise of Iron ที่เป็นภาคเสริมตัวสุดท้ายของ Destiny ภาคแรกจบลง เมื่อ Dominus Ghaul ผู้นำของเผ่าพันธุ์ Cabal บุกโจมตีโลกเพื่อช่วงชิง Light จาก Traveller ที่เปรียบเสมือนกับขุมพลังของพวกเราเหล่า Guardian เป็นเหตุให้ทั้งพลังและอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ ของบรรดา Guardian บนโลกถูกทำลายทั้งหมด จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมตัวละคร Guardian ที่เราเล่นมาตั้งแต่ภาคแรกถึงต้องมาเริ่มต้นใหม่จากศูนย์อย่างเท่าเทียมกันทุกคนในภาคนี้

    การควบคุมและระบบการเล่นยังคงเป็นหนึ่งในจุดแข็งของ Destiny หรือถ้าจะให้ลงลึกกว่านั้นก็ต้องบอกว่าเป็นจุดแข็งของทีมงาน Bungie ที่สามารถประยุกต์การใช้ปืนในมุมมองบุคคลที่หนึ่ีงผ่านคอนโทรลเลอร์ได้ดีมาแต่ไหนแต่ไร หรือถ้าใครรู้สึกว่ามันเร็วไปหรือช้าไปก็สามารถเข้าไปปรับความเร็วของมุมกล้องให้เข้ากับความถนัดของตัวเองได้ตลอดเวลา นอกจากนี้ การที่เราสามารถปรับเปลี่ยน Mod หรือปรับแต่งอาวุทยุทโธปกรณ์ให้มีสถานะของธาตุตามที่เราต้องการได้ตลอดเวลา ช่วยให้การเปลี่ยนรูปแบบการโจมตีให้เหมาะสมกับประเภทของศัตรูเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    แม้ตอนต้นของเกมจะมีบางช่วงที่มีความแปลกใหม่ขึ้นมาบ้างอย่างการเดินในมุมมองบุคคลที่สามหรือไม่สามารถคืนชีพได้เพราะพลัง Light ของเราหายไป แต่ความแปลกใหม่และความกดดันที่กล่าวมานี้กลับมีให้เห็นแค่ในช่วงต้นเท่านั้น เพราะหลังจากนั้นไม่นาน รูปแบบการเล่นในด่านต่างๆ ของโหมดเนื้อเรื่องก็วนเวียนอยู่กับภารกิจเดิมๆ อย่างการกำจัดศัตรูในจุดต่างๆ คุ้มกันพื้นที่จากศัตรูที่บุกเข้ามาเป็นระลอก ไปกดสวิตช์ หรือตามเก็บไอเทมให้ครบจำนวน แต่อย่างน้อยหลายๆ ตัวละครที่เราได้พบเจอระหว่างภารกิจก็มีบุคคลิกเฉพาะตัวที่น่าจดจำ อย่างความยียวนของ Cayde-6 ที่ชวนให้คิดว่าแต่ละการกระทำของเขามันมาจากความกล้าหรือความบ้ากันแน่ ตลอดจน AI อย่าง Failsafe ที่เป็น AI แท้ๆ แต่กลับมีสองบุคคลิกอยู่ในร่างเดียวซะอย่างงั้นแม้ว่าจะไม่ส่งผลเสียต่อรูปแบบการเล่น แต่การที่ตัวเกมแทบไม่มีศัตรูรูปแบบใหม่หรือคลาสใหม่ให้เลือกเล่นเลยก็ถือว่าพลาดโอกาสสร้างความตื่นตาไปอย่างน่าเสียดาย ถึงกระนั้น ทั้งสามคลาสหลักอย่าง Titan, Hunter, และ Warlock ก็มีคลาสเสริมเพิ่มเข้ามาให้เลือกเล่นตามสไตล์ที่เราถนัด 

    ประกอบกับการที่เราสามารถปรับเปลี่ยนสกิลพิเศษของแต่ละคลาสได้ตลอดเวลาก็ช่วยเพิ่มความหลากหลายในการเล่นได้อีกเล็กน้อยนอกจากโอกาสที่เราจะได้พบกับผู้เล่นคนอื่นในบางภารกิจของโหมดเนื้อเรื่องเป็นครั้งคราวแล้ว การช่วยกันเล่นแบบออนไลน์ใน Public Event ที่จะปรากฏขึ้นตามแผนที่เป็นพักๆ ก็ช่วยแนะนำให้ผู้เล่นใหม่ได้ทำความรู้จักกับระบบมัลติเพลเยอร์ของเกมนี้ได้พอประมาณ ประกอบกับแต่ละอีเวนต์ใช้เวลาไม่นาน และได้ของรางวัลที่คุ้มกับค่าเหนื่อย Public Event เหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่สร้างความเพลิดเพลินให้้กับทั้งผู้เล่นใหม่ที่กำลังเล่นเนื้อเรื่องเก็บเลเวล หรือผู้เล่นที่เลเวลเต็มและต้องการหาไอเทมแบบง่ายๆ ได้ไม่น้อย

    กิจกรรมแบบมัลติเพลเยอร์อีกอย่างที่มีให้เล่นใน Destiny 2 ก็คือ Strike ที่ถ้าจะอธิลายให้เข้าใจกันง่ายๆ ก็เหมือนกับการที่เราจะได้ไปลุยดันเจี้ยนกับเพื่อนๆ พร้อมกันสามคน กำจัดบอสตรงท้ายด่านให้ได้ แล้วก็รับรางวัลกันไป อาจมีความยากในการเดินทางที่ต้องกระโดดหรือคอยหลบสิ่งกีดขวางที่เป็นอันตราย รวมไปถึงแก้ปริศนาตามฉากกันเล็กน้อย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็ไม่ได้ทำให้เราเสียเวลาจนความต่อเนื่องของเกมต้องสะดุดแต่อย่างใด แต่ของรางวัลที่ได้อาจไม่ดีเท่าการเล่น Strike แบบ Nightfall ที่จะมีมาให้เล่นกันแบบจำกัดรายสัปดาห์ เพราะ Nightfall จะมีความยากมากกว่าด้วยองค์ประกอบแบบสุ่ม ทำให้เราต้องเลือกใช้อาวุธให้เหมาะกับสถานการณ์กันมากกว่าเดิม และที่สำคัญกว่านั้นคือเราควรจะสื่อสารและวางแผนกับเพื่อนร่วมทีมด้วย

    แต่ที่สุดของการรวมทีมไปตะลุยหาของใน Destiny 2 ก็คือ Raid ที่สามารถเล่นพร้อมกันได้ถึงหกคน และนับว่าเป็นส่วนที่ยากที่สุดของเกมก็ว่าได้ เพราะไม่เพียงแต่การสื่อสารระหว่างเพื่อนร่วมทีมจะเป็นสิ่งสำคัญแล้ว อาวุธยุทโธปกรณ์ของแต่ละคนก็จะต้องเรียกว่าเทพกันในระดับหนึ่งเลยถึงจะสามารถพิชิต Raid และกวาดรางวัลชิ้นงามกันไปได้

    ส่วนใครเบื่อโหมดเนื้อเรื่องหรือมัลติเพลเยอร์แบบ PVE แล้ว Destiny 2 ก็มีโหมด PVP อย่าง Crucible ให้เล่นเหมือนกัน ซึ่งรูปแบบการเล่นก็จะมีทั้งแข่งกันกำจัดผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามหรือแข่งกันยึดพื้นที่ เป็นต้น แม้ว่าเทียบกับการเล่น PVE แล้วอาจได้ของรางวัลที่ไม่เทพเท่า แต่อย่างน้อยก็ดีกว่าเป็นแค่โหมดที่เอาไว้เล่นแก้เซ็งโดยที่ไม่ได้รับอะไรตอบแทนเลย อีกทั้งเมื่อดูจากการพยายามปรับสมดุลทั้งจำนวนผู้เล่นในแต่ละทีมรวมถึงจุดเกิดและการออกแบบฉาก ตลอดจน Trials of the Nine ที่อัพเดตทุกสัปดาห์แล้ว Crucible ก็ถือเป็นอีกหนึ่งด้านที่ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นจากภาคแรกพอสมควร

จุดเด่น
- เนื้อเรื่องถูกถ่ายทอดออกมาได้สวยงามและน่าติดตามขึ้น
- การควบคุมเข้าใจง่ายและตอบสนองได้ดีมาก
- มีกิจกรรมที่หลากหลายให้เลือกเล่น
- สามารถเข้าถึงการเล่นรูปแบบต่างๆ ได้ง่าย

จุดด้อย
- แม้การนำเสนอและดำเนินเรื่องจะดีขึ้น แต่เนื้อเรื่องกลับยังไม่น่าจดจำเท่าที่ควร
- ภารกิจในโหมดเนื้อเรื่องค่อนข้างซ้ำซาก

สรุป
    สุดท้ายแล้วหากมองเผินๆ Destiny 2 อาจมีความคล้ายคลึงกับภาคแรกอยู่ไม่น้อย แต่หากได้ลองเล่นกันจริงๆ แล้วเราจะรู้ได้ผ่านทั้งระบบการควบคุม รูปแบบการเล่น การดำเนินเรื่อง และการออกแบบศิลฟ์ในด้านต่างๆ ได้เลยว่ามันเป็นเกมที่มีคุณภาพสูงเหมาะกับการถูกเรียกว่าเป็นเกมระดับ AAA หรือเกมฟอร์มยักษ์ได้อย่างเต็มภาคภูมิ อีกทั้งใครที่เล่นมาตั้งแต่ภาคแรกก็จะยิ่งรู้ได้เลยว่า Destiny 2 มีพัฒนาการที่ดีขึ้นมากแค่ไหน เพียงแต่หากให้มองถึงความเป็นเกมภาคต่อแล้วมันอาจไม่ได้แสดงให้เห็นหรือสัมผัสได้ถึงความสดใหม่ได้เท่าที่ควร ดังที่กล่าวไปในข้างต้นว่ามันเหมือนกับเป็นสิ่งที่ Destiny ภาคแรกควรจะเป็นตั้งแต่ต้นมากกว่า แต่หากจะให้มองในแง่ดี Destiny 2 อาจมีวิวัฒนาการที่ดีขึ้นเรื่อยๆ นับแต่เริ่มวางจำหน่ายเหมือนกับภาคแรกก็ได้

คะแนน 8/10

เรื่อง: P5HNG

ติดตามข่าวจาก Online Station ได้ที่

 

เพิ่มเพื่อน