Close

เกมเก่า > เกมใหม่ ทำไมเกมสมัยนี้ไม่สนุกเท่าเกมสมัยก่อน?

เราเข้าสู่ช่วงเวลานั้นของปีอีกแล้ว... มันเป็นเวลาอันน่ากลัวและมืดมน เป็นเวลาก่อนพายุใหญ่จะโหมกระหน่ำ เหล่าเกมเมอร์จะคร่ำครวญอยู่ในเงามืด... ช่วง “เกือบ” จะท้ายปีที่เหล่าเกมเมอร์ไม่มีอะไรจะเล่นและได้แต่รอคอยให้ถึงช่วงท้ายปี บรรยากาศอันน่าอึดอัด ช่วงเวลาที่นักเขียนจอมอู้ไม่รู้จะเขียนเรื่องอะไร... และเมื่อมันเกิดขึ้นสิ่งที่พวกเชาจะทำก็คือ หาหัวข้อมาสักอย่างนึง เพื่อจะได้เขียนบทความสักหน้าสองหน้าเพื่อจะได้ส่งงานในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนปิดต้นฉบับ และในเหล่าหัวข้อยอดฮิตที่เหล่านักเขียนจอมอู้คนนี้จะหยิบมาเขียนในฉบับนี้ก็คือ “อะไรสักอย่าง” ในสมัยก่อนดีกว่า “อะไรสักอย่าง” ในสมัยนี้...

เกมก็เป็นอีกอย่างในหัวข้อที่ว่า ที่มีการพูดคุยถกเถียงกันมายาวนานระหว่างฝ่ายผู้เฒ่าฝั่ง Retro และเหล่าวัยโจ๋ Modern ว่าเกมสมัยก่อนกับเกมสมัยนี้อันไหนมันเด็ดกว่ากัน ซึ่งเมื่อไม่ช้าไม่นานมานี้ก็มีกระทู้แนวนี้เกิดขึ้นในเว็บสำหรับเกมเมอร์ไทยอย่าง Vagabond (VGB) เอาเป็นว่าเราลองไปดูกันทีละข้อเลยดีกว่าว่าสรุปแล้วทั้งสองฝั่งมีข้อดีข้อเสียยังไง ผมคงไม่ไปพูดถึงเรื่องที่เรารู้ๆ กันอยู่อย่างเทคโนโลยีหรือกราฟิกนะครับ

“เกมสมัยก่อนเนื่องจากข้อจำกัดทางกราฟิก เลยไปเน้นพัฒนาเกมเพลย์ ไอเดียใหม่ๆ
เกมสมัยนี้พัฒนากราฟิกไว้ก่อน แต่การเล่นกับไอเดียซ้ำๆ ”

เกมอย่าง Grim Fandango ที่ทุกวันนี้เอามาเล่นก็ยังสนุกอยู่ (แนะนำให้ลองหามาเล่น)

"เกมคลาสสิกเป็นเกมที่บุกเบิกยุคเกมที่เราเล่นกันอยู่ทุกวันนี้ เกมใหม่ยุคนี้มีต้นกำเนิดมาจากกระดานอย่าง Warhammer และ Mario Brothers ในยุค 80" 

ขาดความคิดสร้างสรรค์

          มักจะเป็นข้อแรกๆ ที่เกมสมัยนี้มักจะถูกโจมตีจากเกมเมอร์สมัยก่อน จากกระแสการแข่งขันด้านกราฟิก รูปแบบการเล่นของหลายๆ เกมที่เหมือนลอกกันมาโดยไม่ได้คิดอะไรเลยทำให้บางครั้งพวกเราก็อดคิดไม่ได้จริงๆ ว่าเกมสมัยนี้มันขาดความคิดสร้างสรรค์จริงๆ แต่ว่าจริงๆ แล้วเกมสมัยใหม่นั้นก็มีหลายเกมที่แสดงให้เราเห็นว่า ความคิดสดใหม่นั้นมีให้เห็นได้ทุกยุคทุกสมัย เกมอย่าง Portal, Braid, BioShock นั้นทำให้เราได้เห็นว่าไม่ใช่ทุกเกมในยุคนี้ที่จะอาศัยแค่กราฟิกดีๆ ในการขาย แต่ยังมีเกมดีๆ อยู่ (ที่มาพร้อมกราฟิกแจ่มๆ และรูปแบบการเล่นที่สนุกไม่แพ้กัน) แต่เกมพวกนี้มีจำนวนที่น้อยมากจนต้องเรียกว่าเป็น “เข็มในมหาสมุทร” ก็ว่าได้ จริงๆ ในหัวข้อนี้นั้นเราต้องมองลึกลงไปถึงตลาด รวมถึงค่านิยมของเหล่าลูกค้าสมัยนี้อีกด้วย ดังนั้นการจะตีตราว่าเกมสมัยนี้ทุกเกมขาดความคิดสร้างสรรค์ก็ดูจะเป็นการเหมารวมมากเกินไป (แต่เหล่าผู้พัฒนาเกมทั้งหลายครับ ผมอยากบอกนิดนึงว่า “ผมเบื่อสงครามโลกครั้งที่สองแล้วววว!!!”)

เกมอย่าง Doom ที่ประทับใจเกมเมอร์วัยดึกกันทุกคน

“เกมสมัยก่อนนั้นเนื่องจากข้อจำกัดการแสดงผลกราฟิกกับประสิทธิภาพเครื่องทำให้ ได้ภาพที่ไม่สวยงามมากจึงต้องทุ่มความคิดไปที่ระบบการเล่นที่ละเอียดอ่อน…”

ขาดจินตนาการและเอกลักษณ์

          การขาดจินตนาการนั้นคงเป็นเรื่องที่ชัดเจนดีอยู่แล้ว เพราะเกมสมัยก่อนนั้นกราฟิกไม่ได้สมจริงเหมือนอย่างทุกวันนี้ ดังนั้นสิ่งที่จะมาทดแทนได้ก็คือความประณีตของเนื้องาน ตั้งแต่ Text ต่างๆ ในเกม, เสียง รวมถึงรูปแบบการเล่นที่ดึงดูด สิ่งนี้ถือได้ว่ามีสาเหตุมาจากข้อจำกัดของเทคโนโลยี เมื่อเทคโนโลยีสมัยใหม่เอื้ออำนวย การสร้างภาพที่สมจริงก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้อีกต่อไป สาเหตุเหล่านี้ทำให้รูปแบบของเกมสมัยใหม่นั้นต้องเปลี่ยนแปลง เน้นภาพและแสงเงาที่สวยงามสมจริง ฉากแอ็กชั่นสุดมันส์ สิ่งเหล่านี้เป็นเพราะเทคโนโลยีด้านภาพที่ก้าวหน้าซึ่งมันก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียเปรียบเหมือนคนชอบอ่านนิยายกับคนชอบดูหนัง ที่ทั้งสองก็ต่างมีข้อดีของตน

          อีกเรื่องคือความเป็นเอกลักษณ์ เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และเราต้องทำใจยอมรับ เกมหลายๆ ตระกูลนั้นผู้สร้างได้ล้มหายตายจากวงการเกมไป ทั้งเรื่องของสิทธิ์เหนือเกมนั้นๆ ทำให้เกมหลายตระกูลต้องถูกเปลี่ยนมือเปลี่ยนทีมสร้าง ทำให้เหล่าแฟนเดนตายต่างโหยหายความรู้สึกเดิมๆ ยกตัวอย่างง่ายๆ และเห็นชัดที่สุดก็คือ Fallout 3 ซึ่งเป็นธรรมดาของการเปลี่ยนแปลงที่ต้องมีทั้งคนชอบและไม่ชอบ เรื่องของเอกลักษณ์นั้นคงเป็นสิ่งที่เหล่าแฟนเกมรุ่นเก่าๆ ต้องทำใจ เพราะไม่มีอะไรบนโลกนี้ไม่เปลี่ยนแปลงครับ (ดูอย่าง Diablo 3 สิครับ)

“คิดว่าเกมสมัยนี้ดีกว่าสมัยก่อนเพราะหลายๆ ปีผ่านมาอะไรๆ ก็พัฒนา ลักษณะเกมสมัยก่อนๆ ก็หลอมรวมเป็นเกมสมัยใหม่”

Crysis ยอดเกมที่เป็นตัวแทนความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีได้เป็นอย่างดี

“แต่ถ้าจะว่ากันจริงๆ ระบบ Game Play ในปัจจุบันก็พัฒนากันเป็นเกมแนวใหม่อย่างที่สมัยก่อนยังไม่รู้จักก็มีอยู่มากมาย”

ไม่ท้าทายเท่าเกมสมัยก่อน

          จริงๆ แล้วเกมทุกเกมนั้นมอบความท้าทายไม่ทางใดก็ทางหนึ่งให้แก่ผู้เล่นอยู่แล้ว ตรงจุดนี้นั้นอยู่ที่ว่าเราตีความคำว่า “ท้าทาย” ไว้ยังไง ความท้าทายหรือความยากของเกมสมัยก่อนนั้นมักมาจากข้อจำกัดของเทคโนโลยี เช่น ระบบเซฟเกมที่ยังไม่ดี (การจด Password หรือการที่ไม่มีระบบเซฟต้องนั่งเล่นเกมรวดเดียวจนจบ) จำนวนพลังชีวิตที่จำกัด โดนโจมตีครั้งเดียวตาย ระบบ Interface หรือการควบคุมที่ค่อนข้างจำกัด หรือจะเป็นปริศนาในเกมที่ยากมากๆ สิ่งเหล่านี้คือความท้าทายของเกมสมัยก่อน

          ในขณะเดียวกันความท้าทายของเกมยุคปัจจุบันนั้นเป็นความท้าทายจากสองอย่างใหญ่ๆ อย่างแรกคือความท้าทายแบบ Climax เช่น กองทัพเหล่าศัตรูที่ถล่มคุณ หรือ AI ของสัตว์ประหลาดโรคจิตที่พร้อมจะเขมือบคุณ ความท้าทายแบบนี้ส่วนใหญ่มักจะพบเห็นได้ในเกมแอ็กชั่นหรือ FPS ส่วนความท้าทายอีกประเภทหนึ่งก็คือความท้าทายจากความคิดและการสำรวจ การวางแผน การไขปริศนา หรือการสำรวจและเก็บเกี่ยวเลเวลของตัวละคร

          ต้องยอมรับว่าเกมสมัยนี้นั้น “ยาก” น้อยลงกว่าสมัยก่อนจริงๆ แต่ความท้าทายผมว่าไม่ได้ลดน้อยลงเลย แถมทุกวันนี้เกมส่วนใหญ่ยังสามารถปรับระดับความยากได้ตามความต้องการของเราอีกด้วย สำหรับเกมเมอร์บางท่านผมแนะนำให้เริ่มเล่นที่โหมดที่ยากที่สุดก่อนเลยครับเพื่อความท้าทาย

“เพราะการมาถึงของเทคโนโลยีมันไม่ใช่เรื่องเลวร้ายหรอกครับ แต่การที่มีเทคโนโลยีที่อำนวยแต่ดันผ่ามีแนวคิดตื้นเขินไม่นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่างหาก ที่มันชอกช้ำจนเกินจะเยียวยาจริงๆ ” 

Street Fighter 4 เป็นอีกเกมที่แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงจากยุคเก่าสู่ยุคใหม่ในทางที่ยอดเยี่ยมขึ้น

“เกมยุคใหม่มันง่ายกว่าเกมยุคเก่า Zelda ยากกว่า GTA เกมยุคใหม่อย่าง Crysis หรือ Gears of War ที่มีจุดเด่นด้านกราฟิกแต่กลับเล่นจบกว่าเกมยุคเก่าๆ ผมว่าเกมเมอร์ควรแบ่งเวลาสักเล็กน้อยย้อนยุคไปเล่นเกมคลาสสิกๆ นะ”

งั้นท้ายที่สุดผมหรือเกมที่เปลี่ยนไป?

          สำหรับเกมเมอร์รุ่นใหม่ก็คงเป็นเรื่องยากสำหรับพวกเขาที่จะเล่นเกมเก่าๆ แล้วรู้สึกสนุก เพราะตัวเกม เทคโนโลยี รูปแบบ รวมถึงเอกลักษณ์ของเกมนั้นเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยและกาลเวลา และคงมีพวกเราแค่ไม่กี่คนที่โชคดีได้ยืนยงอยู่เห็นเส้นทางการพัฒนาของเกมตั้งแต่อดีตไปจนถึงในอนาคตข้างหน้า แต่ผมเชื่อว่าในอนาคตวงการเกมก็คงเปลี่ยนแปลงและเราก็คงมีคำถามแบบนี้ไปตลอดว่า... เกมสมัยเก่ากับเกมสมัยใหม่อันไหนดีกว่ากัน

          ณ จุดหนึ่งที่สิ่งทุกอย่างก็ต้องเปลี่ยนแปลง และมันคงไม่ใช่เรื่องเสียหาย...เพราะสุดท้ายแล้วในฐานะเกมเมอร์ คุณก็คงมีสิ่งที่คุณชื่นชอบตามสไตล์ของตัวคุณเอง และตราบใดที่เล่นเกมแล้วมีความสุข ไม่มีสิ่งใดบนโลกนี้หรอกครับที่สามารถมาชี้นำให้คุณเปลี่ยนใจได้ แต่ว่าเหล่าผู้เฒ่าเกมเมอร์รุ่นผ่านศึกที่ยังสนุกสนานกับเกม 8 bit ผมก็แนะนำให้นานๆ ครั้งลองหยิบเกมสมัยนี้บางเกมมาเล่นดูบ้าง และเหล่าเกมเมอร์วัยรุ่นหนุ่มสาวทั้งหลายก็ลองหาเกมเก่าๆ ที่สนใจมาเล่นดูบ้าง ไม่แน่ว่าพวกคุณอาจจะพบสิ่งที่คุณมองหาอยู่ก็ได้เพราะสุดท้ายแล้วสิ่งสำคัญของเกมก็คือการมอบความสนุกสนานให้กับผู้เล่นไม่ว่าจะเป็นเกมยุคไหนก็ตาม...

          ผมหรือเกมที่เปลี่ยนไป? ก็ต้องขอตอบว่าไม่มีอะไรบนโลกไม่เปลี่ยนแปลง... ขอให้เกมเมอร์ทุกท่านมีความสุขกับการเล่นเกมตลอดไปไม่ว่าจะอยู่ในยุคใดก็ตาม สวัสดีครับ

เกมคลาสสิก VS เกมโมเดิร์น

 VS

Dune 2000 VS StarCraft

 VS

Fallout VS Fallout 3

 VS

Street Fighter 2 VS Street Fighter IV

 VS

Final Fantasy VS Neverwinter Nights