Close

ชีวิตเล่นตลก! เมื่ออดีตเด็กหัวกะทิของญี่ปุ่นจำต้องเป็นคนขับรถบรรทุกเพื่อหาเลี้ยงชีพ

ตามมายาคติของสังคมยุคหลังๆ มักจะคิดกันว่าใครที่เรียนดี หัวดี ก็เท่ากับว่าเส้นทางในหน้าที่การงานในภายภาคหน้าก็น่าจะโรยด้วยกลีบกุหลาบไปค่อนตัวแล้ว แต่หากเพื่อนๆ ได้อ่านเคสนี้แล้วอาจต้องคิดผิดคิดใหม่ครับ โดยเมื่อไม่นานมานี้ได้มีรายการทางโทรทัศน์ของญี่ปุ่นรายการหนึ่งได้เผยแพร่เรื่องราวชีวิตชาวญี่ปุ่น 10 คนที่เคยถูกยกให้เป็นอัจฉริยะในช่วงวัยเด็กและวัยรุ่น ทว่ามีอยู่คนนึงที่แหวกแนวกว่าใคร ด้วยการประกอบอาชีพเป็นคนขับรถบรรทุกนี่แหละครับ

ทั้งนี้ หนุ่มคนดังกล่าวเคยมีผลการเรียนยอดเยี่ยมโดยเฉพาะวิชาฟิสิกส์เมื่อครั้งที่ยังอยู่ ม.ปลาย และยังเคยเป็นเด็กคนแรกของญี่ปุ่นที่ได้รับการยื่นข้อเสนอให้เข้าร่วมหลักสูตรเร่งรัดที่จะช่วยให้เขากระโดดข้ามชั้น ม.ปลายที่เหลือเข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยชิบะได้ทันที กระทั่งต่อมาเขาก็แต่งงานและกลายเป็นพ่อคนในขณะที่ตนเองกำลังเรียนระดับปริญญาโท ซึ่งจากผลงานการวิจัยระหว่างที่เรียนอยู่นั้นอยู่ในขั้นที่เรียกว่าดีเลิศ จนแทบจะการันตีได้เลยว่าอนาคตที่สดใสในหน้าที่การงานของเขากำลังรออยู่ไม่ไกล

ทว่าหลังจากที่หนุ่มคนนี้สำเร็จการศึกษาและออกมาทำงานเป็นนักวิจัยรุ่นใหม่ไฟแรง ก็พบว่างานที่ทำอยู่นั้นไม่มีความมั่นคงเอาเสียเลย โดยมีเงินเดือนอยู่ประมาณ 200,000 เยน (หรือประมาณ 57,800 บาทเท่านั้น) เลยตัดสินใจลาออกจากงานแล้วหันมารับจ๊อบเป็นคนขับรถบรรทุกแทนเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว ปรากฏว่างานใหม่นี้มั่นคงกว่ามาก แถมยังมีเงินเดือนเฉลี่ยสูงถึง 300,000 เยน (ประมาณ 86,700 บาท) เลยทีเดียว

ณ ปัจจุบัน หนุ่มขับรถบรรทุกรายนี้ก็ยังรับจ๊อบสอนวิชาเคมีและฟิสิกส์ในช่วงสุดสัปดาห์ เพื่อหวังจะดึงให้คนมาสนใจในวิชาแขนงนี้มากขึ้น ซึ่งตัวเขาเองทำงานตั้งแต่เวลาตีห้าถึงห้าโมงเย็นเป็นประจำทุกวัน และตอนนี้เขาก็สามารถซื้อบ้านมือสองพร้อมกับมีครอบครัวอันอบอุ่นเสียด้วย

ทันทีที่เรื่องราวของเขาถูกเผยแพร่ออกทางรายการโทรทัศน์ไป ก็มีชาวเน็ตในญี่ปุ่นเข้ามาแสดงความเห็นในโลกโซเชียลกันมากมาย ดังนี้ครับ

"บริษัทหลายแห่งในญี่ปุ่นถือว่าแย่นะที่พวกเขาไม่สามารถนำศักยภาพของเขาไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ เขาน่าจะไปได้ไกลกว่านี้เยอะเลยหากได้ไปทำงานอยู่ต่างประเทศ"
"เรื่องนี้ทำให้ฉันต้องมาคิดทบทวนเลยล่ะ แต่ยังไงฉันก็คิดว่าตราบใดที่เขาทำแล้วมีความสุขก็ไม่เป็นไรหรอก"
"การเรียนกับการทำงานมันช่างต่างกันอย่างสิ้นเชิงเลย งานวิจัยอาจไม่ใช่จุดแข็งของเขาก็เป็นได้"
"นี่ไม่ใช่ปัญหาของเจ้าตัวด้วยซ้ำ มันเป็นเพราะมหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นต่างหากที่ทำให้เขาไม่ได้รับการบ่มเพาะความอัจฉริยะอย่างถูกวิธี"

หากว่ากันแบบแฟร์ๆ งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ทุกวันนี้ก็ไม่ใช่งานที่มั่นคงสักเท่าไหร่ครับ ไม่ว่าจะเป็นประเทศไหนก็ตาม ซึ่งก็เป็นเรื่องแย่ไม่น้อยที่เขาใช้เวลากว่าครึ่งชีวิตที่ผ่านมาในการไล่ล่าความฝัน ก่อนที่จะพังทลายลงด้วยความโหดร้ายของโลกความเป็นจริง สรุปแล้วเรื่องนี้ก็คงไม่เข้าใครออกใคร ในยุคทุนนิยมแบบนี้หากใครจะจำเป็นต้องทำงานที่มีค่าตอบแทนพอเลี้ยงปากท้องได้คุ้มค่า ก็ไม่แปลกที่เขาจะเลือกทางนั้นไว้ก่อนครับ

เครดิต: Rocketnews24

เครดิตรูปภาพ: Truckinginfo

ติดตามข่าวจาก Online Station ได้ที่

 

เพิ่มเพื่อน