Close

ชินจิ ฮิงุจิ (Shinji Higuchi) ผู้กำกับ / ผู้กำกับเทคนิคพิเศษของภาพยนตร์เรื่อง SHIN GODZILLA

ชินจิ ฮิงุจิ (Shinji Higuchi)
ผู้กำกับ / ผู้กำกับเทคนิคพิเศษของภาพยนตร์เรื่อง SHIN GODZILLA

เป็นที่รู้กันว่า ชินจิ ฮิงุจิ  ผู้กำกับ / ผู้กำกับเทคนิคพิเศษแถวหน้าของญี่ปุ่นคนนี้ ก็เป็นแฟนตัวยงของ
ก็อดซิลล่าด้วยเช่นกัน  วันนี้เราจะมาถามเขาถึงการกลับมาแท็กทีมกับเพื่อนเก่าอย่าง ฮิเดอากิ อันโนะ กับความรู้สึกที่มีต่อก็อดซิลล่าเวอร์ชั่นใหม่ล่าสุด รวมถึงความยากลำบากในการทำงานครั้งนี้กัน

อยากให้คุณฮิงุจิช่วยเล่าความเป็นมาสั้นๆที่ได้มาจับคู่ทำงานร่วมกับ คุณฮิเดอากิ อันโนะ ที่เรียกได้ว่าเป็นเพื่อนร่วมสาบาน และตกลงรับเป็นผู้กำกับ/ผู้กำกับเทคนิคพิเศษให้กับ “Shin Godzilla”
จริงๆจะว่าไปแล้ว คุณอันโนะแกเป็นคนชอบคาแรคเตอร์แบบไม่มีหางนะครับ พวกหุ่นยนต์ หรือซูเปอร์ฮีโร่อะไรแบบนี้ แล้วก็มีผมซึ่งชอบคาแรคเตอร์แบบมีหางเข้ามาร่วมกับแก(หัวเราะ)ก็เริ่มต้นมาแบบนี้ครับ

ที่ว่าชอบคาแรคเตอร์แบบมีหางนี่ ก็หมายถึงว่ามีความคิดอยากจะร่วมงานภาพยนตร์ก็อดซิลล่าอยู่แล้วด้วยหรือเปล่า
ผมชอบก็อดซิลล่าครับ แทบจะพูดได้เลยว่าก็อดซิลล่าสมัยโชวะ (นับรวมผลงานเรื่อง “Godzilla” ที่ฉายในปีค.ศ. 1954 ไปจนถึงเรื่อง “Terror of Mechagodzilla” ในปีค.ศ. 1975 – ผู้แปล) ทุกเรื่องนี่เป็นเหมือนเลือดเนื้อของผมเลยก็ว่าได้ แต่ก็เพราะเหตุนี้เอง ผมกลับคิดว่าชีวิตนี้ผมไม่ต้องทำหนังเรื่องก็อดซิลล่าเลยก็ได้ อาจเป็นเพราะผมได้ทำในสิ่งที่ผมอยากทำตอนทำซีรี่ส์ “กาเมร่า” ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนรูปแบบในสมัยเฮเซ (เริ่มในปีค.ศ. 1989 จนถึงปัจจุบัน – ผู้แปล) ไปแล้วด้วยมั้ง แต่ผมพบว่าสิ่งที่คุณอันโนะชวนให้ทำในครั้งนี้มันมีเสน่ห์มาก ผมได้อ่านพล็อตเรื่องที่เขียนยังไม่เสร็จดี แล้วก็รู้สึกว่าคราวนี้แหละ จะได้ทำในสิ่งที่เคยทำไม่ได้ตอนทำกาเมร่าเสียที เพราะพล็อตมันเต็มไปด้วยตัวตนอันเป็นเอกลักษณ์ของคนที่ชื่อ ฮิเดอากิ อันโนะ น่ะครับ คือที่ผมทำเรื่องนี้ไม่ใช่เพราะก็อดซิลล่า แต่เพราะสิ่งที่คุณอันโนะแกตั้งเป้าไว้มันเป็นอะไรที่วิเศษมา

ช่วยอธิบายได้ไหมว่าสิ่งที่คุณอันโนะตั้งเป้าไว้คืออะไร
คือจริงๆแล้วผลงานเรื่องก็อดซิลล่าที่ผ่านมาทั้งหมดมันเป็น “ภาคต่อ” นะครับ คือเรื่องราวมันถูกสร้างขึ้นโดยยึดหลักว่าเคยมีก็อดซิลล่ายุคแรกอยู่ เหมือนกับว่ามีจักรวาลคู่ขนานอยู่หลายๆจักรวาลโดยมีตัวก็อดซิลล่าเป็นแกนหลักน่ะครับ แต่ว่าพล็อตของคุณอันโนะแกไม่ใช่แบบนั้น เพราะเป็นครั้งแรกที่มนุษยชาติจะได้เผชิญหน้ากับก็อดซิลล่า เราจึงไม่ถูกผูกมัดด้วยเรื่องราวเก่าๆในอดีต และสร้างมันขึ้นมาใหม่ได้อย่างค่อนข้างมีอิสระทีเดียว ซึ่งเรื่องราวเก่าๆหรือความเชื่อมโยงกับตอนเก่าๆนี่ ในอีกแง่หนึ่งผมมองว่ามันเป็นเหมือนคำสาปนะ คือถ้าเราทำโดยยึดแนวเรื่องว่าก็อดซิลล่ามันมีตัวตนอยู่แล้ว  เรื่องราวมันก็จะไม่ไปไหนไกลกว่านี้ ก็เหมือนกับปิดโลกไป ซึ่งผมก็รู้สึกมาตลอดว่าถ้าอย่างนั้นก็เหมือนเราไม่ยอมมองความเป็นจริง แต่ผมเองก็ทึ่งเหมือนกันนะที่ทางโตโฮยอม approve พล็อตนี้ได้...

คอนเซ็ปต์ในการออกแบบก็อดซิลล่าในครั้งนี้เป็นอย่างไร
ก็ตามที่เห็นนะครับ คือ จะเป็นก็อดซิลล่ายุคแรก วิธีการทำงานก็จะเหมือนกับตอนทำเรื่อง “Giant God Warrior Appears in Tokyo” ปี 2012  คือมี ภาพสเก็ตช์จาก คุณมาฮิโระ มาเอดะ แล้วก็เอาไปให้คุณทากายูกิ ทาเคยะทำเป็นหุ่นโมเดลขึ้นมา เพื่อลงรายละเอียดให้ชัดเจนมากขึ้นจากส่วนที่ไม่ชัดเจนหรือส่วนที่ไม่สามารถแสดงให้เห็นได้ด้วยรูปวาด ก็ค่อยๆปรับแก้ไปทีละนิดว่าสัดส่วนควรเป็นยังไง รูปโครงร่างควรเป็นยังไง ซึ่งจริงๆแล้วทางโตโฮเค้าก็มีกฎอยู่หลายข้อนะครับว่าก็อดซิลล่าจะต้องมีรูปลักษณะเป็นยังไง ซึ่งก็รวมถึงว่าครีบหลังต้องมี 3 แถวด้วย แต่พอผมลองดูภาพโปสเตอร์หนังเรื่องก็อดซิลล่าเก่าๆที่คุณโนริโยชิ โอไรเคยวาดไว้ ก็เห็นว่ามี 5 แถว ก็เลยเถียงเค้าไปงั้นก็มี 5 แถวได้นี่ คือที่ให้มี 3 แถวนี่อาจเป็นเพราะว่าต้องการซ่อนซิปเวลาที่คนเข้าไปในหุ่นหรือเปล่าไม่ทราบนะครับ แต่ครั้งนี้เราไม่ต้องให้ใครเข้าไปใส่ชุดหุ่นแล้วก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรตอนถ่ายทำ แล้วผมก็เอาหุ่นโมเดลไปให้เค้าดูว่ามี 5 แถวมันก็ดูเท่กว่าด้วยเห็นมั้ย จนเค้ายอม หุ่นโมเดลซึ่งเห็นได้สามมิติของคุณทาเคยะได้แสดงอำนาจจริงๆก็ตอนนี้ล่ะครับ

ได้รับอิทธิพลหรือแรงบันดาลใจอะไรจากเรื่อง “GODZILLA ゴジラ” ของ Gareth Edwards บ้างหรือเปล่า
ในช่วงของการเตรียมงานผมได้มีโอกาสดูรอบพรีวิวครั้งแรกน่ะครับ อันนี้ถือเป็นผลพลอยได้นะ (หัวเราะ) จะเรียกว่าได้รับแรงบันดาลใจหรือเปล่า คือผมคิดว่าเค้ามีอิสระในการทำงานดี เพราะอย่างที่พูดไปเมื่อสักครู่ หนังก็อดซิลล่าที่ทำในญี่ปุ่นมักจะถูกครอบงำโดยรูปแบบของหนังก็อดซิลล่ายุคแรกอยู่มาก แต่เค้าให้ก็อดซิลล่าถือกำเนิดขึ้นจากผลกระทบจากการทดลองนิวเคลียร์ เป็นเหมือนกับสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความผิดบาปของมนุษย์ หรือถ้าจะพูดให้ชัดๆไปเลยก็คือ มันเป็นการปฏิเสธผลงานเรื่องก็อดซิลล่าเวอร์ชั่น Toho Champion Matsuri ซึ่งสร้างขึ้นในช่วงครึ่งหลังสมัยโชวะ (1926-1989) โดยสิ้นเชิงเลยล่ะ  ก็อดซิลล่าเวอร์ชั่นของ Gareth ได้นำเอาเนื้อเรื่องแบบ “Ganbare Godzilla, Warui Kaiju wo Buttobase!” (“สู้ๆ ก็อดซิลล่า จงกำจัดไคจูวายร้ายให้สิ้นชื่อ!”) ของ Toho Champion Matsuri มาปรับโครงสร้างใหม่ให้เหมาะกับกลุ่มคนดูที่เป็นผู้ใหญ่ ซึ่งสำหรับผมซึ่งเป็นคนยุค Champion Matsuri ดูแล้วรู้สึกว่าดีมาก เพราะฉะนั้นผมก็ไม่ได้รู้สึกต่อต้านอะไร เพียงแค่รู้สึกว่าการเอามนุษย์เข้ามามีส่วนร่วมในกำเนิดของก็อดซิลล่ามันทำให้ตัวก็อดซิลล่าห่างจากความเป็นไคจูไปหน่อย สำหรับเรื่องราวในครั้งนี้เราได้วาดภาพของกลุ่มคนที่ร่วมกันต่อสู้กับก็อดซิลล่าอย่างสุดความสามารถ เราพยายามทำมันออกมาให้ถูกต้องตามความเป็นจริงมากที่สุด เพราะถ้ามีตรงไหนที่ไม่ชัดเจนหรือไม่จริง หรือไม่แม่นยำพอ ตัวหนังก็จะขาดความน่าเชื่อถือ เราจึงทำการสำรวจข้อมูลอย่างละเอียด
การสำรวจข้อมูลในรายละเอียดนี่น่าจะเป็นงานที่ยากลำบากพอดูเลย

เราเริ่มจากตั้งสมมติฐานว่าถ้าหากก็อดซิลล่าปรากฎตัวขึ้นใครจะต้องเป็นคนออกโรงรับมือ แล้วเราก็ไปคุยกับผู้คนในหน่วยงานเหล่านั้น จริงๆแล้วในตัวหนังจะมีการเรียกก็อดซิลล่าว่าเป็น “สิ่งมีชีวิตลึกลับขนาดยักษ์” ซึ่งก็เป็นชื่อที่เจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เราไปสัมภาษณ์ตั้งไว้ เราก็เอาชื่อนั้นมาใช้เลย ในการทำงานของเจ้าหน้าที่เหล่านี้ เค้าไม่สามารถปล่อยให้มีอะไรไม่ชัดเจน และเราก็เลือกใช้คำตามที่เค้าใช้กันมา แม้ว่ามันอาจจะฟังดูเชยๆบ้าง แต่ก็เพราะมันเชยนี่แหละ มันถึงฟังดูจริงและทำให้คนเชื่อได้ (หัวเราะ) ในส่วนของการฟอร์มทีมที่จะต่อกรกับก็อดซิลล่านั้น เราก็เริ่มจากการตั้งคำถามก่อนว่าสมาชิกในทีมควรจะเป็นใครมาจากไหนบ้าง มันน่าจะมาจากทุกกระทรวงมั้ย แล้วเราก็ค่อยๆเลือกไป จากนั้นเราก็ติดต่อไปยังหน่วยงานของตัวละครที่ปรากฎในบทหนัง เพื่อขอสัมภาษณ์ เราก็ไปคุยมาหมดเลย ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ นักการเมือง ทหาร (กองกำลังป้องกันตนเอง) สำนักคณะรัฐมนตรี ก็เป็นส่วนหนึ่งด้วยที่ทำให้ต้องใช้ดารานักแสดงจำนวนมากในหนัง

พูดถึงดารานักแสดง ในเรื่องนี้แต่ละคนที่มารับบทเจ้าหน้าที่ๆต้องรับมือกับก็อดซิลล่านี่ล้วนมีบุคลิกเฉพาะตัวที่ชัดเจนกันหมดเลย
ผมเลือกแต่นักแสดงที่สามารถแสดงบุคลิกหรือหน้าตาแบบที่ปกติแล้วไม่ค่อยน่ามีใครอยากคบ ตอนแรกก็รู้สึกว่าอาจจะดูไม่ใช่ ดูแปลก แต่บางทีคนแบบนี้แหละที่เป็นคนเก่ง ก็พยายามหาคนที่มีลักษณะแบบนี้ ผมเลือกใช้คนที่มีความสามารถในการแสดงบุคลิกเหล่านี้ อย่างเช่น แววตาร้ายๆคนที่มีนิสัยไม่ฟังใครเลย หรือเวลาพูดกับใครก็ไม่ยอมสบตา อะไรแบบนี้ครับ เรียกว่าทีมนี้เป็นทีมที่ผมตั้งใจเลือกมาอย่างดี

มีส่วนไหนหรือเปล่าที่ไปหาข้อมูลแล้วแต่ก็ยังไม่กระจ่าง
อย่างสำนักนายกรัฐมนตรีนี่ก็แน่นอนว่าเราแทบไปเก็บข้อมูลอะไรไม่ได้เลย เราก็เลยได้แค่สำรวจบริเวณที่ได้รับอนุญาต ที่เหลือก็ดูเอาจากรูปถ่ายตามเว็บบล็อกของอดีตรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดก่อนๆ หรือไม่ก็มานั่งวิเคราะห์กันว่าถ้าเก้าอี้ตัวนี้ตั้งอยู่ตรงนี้ ก็แปลว่าฝั่งนี้ฝั่งนั้นต้องมีหน้าต่าง อะไรแบบนี้  ถึงเราจะไม่เคยเห็นของจริง ไม่รู้ว่าจริงๆแล้วมันเป็นยังไง แต่ผมก็เชื่อว่าเราทำออกมาได้ขนาดที่ว่าถ้าคนที่เคยไปเห็นตรงนั้นได้มาดูก็จะต้องร้องว่า “นี่แหละ อย่างนี้แหละ ใช่เลย!” นะครับ แต่คนที่มาดูหนังส่วนใหญ่ก็ไม่เคยได้เข้าไปในสำนักนายกฯ เพราะฉะนั้นถึงเราจะทำให้มันเหมือนจริงแค่ไหนก็ไม่มีใครรู้อ่ะนะ (หัวเราะ) เราทุ่มเทให้กับตรงส่วนนี้มาก ซึ่งไม่มีใครสังเกตุ แล้วก็คงไม่มีใครคาดหวังว่ามันต้องเหมือนเป๊ะ แต่ว่าในอีกแง่หนึ่ง ผมก็มองว่าตรงนี้เองที่ทำให้หนังเรื่องนี้พิเศษยิ่งไปกว่าการใช้สเปเชียลเอฟเฟ็คต์เสียอีก
เคยได้ยินว่าทาง GHQ ได้ดู “The War at Sea from Hawaii to Malaya” ของคุณเอจิ ซึบุรายะ แล้วก็ไม่รู้เลยว่าเป็นการบันทึกภาพแบบ live action ถ้าได้รับการพูดถึงแบบนี้คงเป็นสุดยอดปรารถนาเลยนะครับ  

ด้วยความที่มันอาจจะเหมือนจริงมากจนเกินไป จนผมต้องเปลี่ยนทิศหน้าต่างของหน่วยงานแห่งหนึ่งในฉากเลยทีเดียว คือจงใจให้มันผิดไปจากของจริง อย่างสำนักนายกฯนี่เราไปมาทั้งหมด 3 ครั้ง  ซึ่งเค้าก็ห้ามถ่ายรูป แล้วรปภ.ก็ตามติดเลยด้วย แต่ทีมงานฝ่ายศิลป์ก็พยายามวัดระยะด้วยการเดินแล้วนับก้าวเอา หรือไม่ก็ใช้กระเป๋าแทนไม้บรรทัดเพื่อกะระยะห่างระหว่างเสาแต่ละต้น ซึ่งก็สนุกดีเหมือนกันนะ คือถ้าเรากะเอาโดยพยายามเช็คให้ละเอียดที่สุด มันก็จะได้คำตอบที่ถูกต้องแม่นยำ ก็ถือว่าคุ้มนะครับ แน่นอนว่าเราจะต้องทำงานหนักขึ้น แต่ผลที่ได้มันก็คุ้มเหนื่อย กับงานชิ้นนี้ผมพยายามให้มันออกมาใกล้เคียงกับความเป็นจริงให้มากที่สุด พยายามให้มันชัดเจน กำจัดข้อผิดพลาดให้ได้มากที่สุด อย่างบางที่ผมก็ไปสำรวจมาหลายสิบรอบเลย

อยากให้ฝากอะไรถึงคนที่จะมาดูหนังเรื่อง “Shin Godzilla” สักเล็กน้อย
ผมคิดว่าคงไม่มีโอกาสที่ใครจะได้ดูหนังก็อดซิลล่าแบบนี้อีกแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าไม่รีบไปดูก็จะเสียโอกาสนะครับ ผมอยากให้ไปดูกันโดยไม่ต้องเตรียมหาข้อมูลอะไรมาล่วงหน้า อยากให้ลืมทุกอย่างที่เคยอ่านมาทั้งหมด หนังเรื่องนี้ข้อมูลเป๊ะมาก ผมเองรู้สึกภูมิใจกับมันมากที่สุด เพระฉะนั้นก็อยากจะให้มีคนมาดูและสนุกกับมันให้มากที่สุด แล้วก็เนื่องจากว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังก็อตซิลล่าฉบับญี่ปุ่นที่ร้างไปนานถึง 12 ปี จำนวนคนที่ไม่เคยดูหนังก็อดซิลล่าเลยก็เพิ่มขึ้นจากเดิม บางคนอาจจะรู้จักแต่ไม่เคยดู ผมก็อยากให้ลองมาดูกัน ว่าถ้าเราทำหนังก็อดซิลล่าในยุคนี้มันจะเป็นแบบนี้

ฮิเดะอากิ อันโนะ
ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง SHIN GODZILLA

ก็อดซิลล่าตอนใหม่นี้ เป็นภาคต่อของก็อดซิลล่าภาคก่อนหน้าหรือเปล่า แล้วชินก็อดซิลล่าเป็นการปรากฏตัวแบบรูปแบบใหม่ใช่ไหม?
ส่วนที่สนุกของหนังแนวนี้ก็คือ เวลาที่เราได้เห็นสัตว์ประหลาดปรากฏตัวขึ้นในสถานที่หรือสิ่งแวดล้อมที่เราคุ้นเคยหรือเห็นกันจนชินในชีวิตประจำวันน่ะครับ ซึ่งภาพแบบนี้ มันจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องอาศัยสเปเชี่ยลเอฟเฟคเท่านั้น ความสนุกของการทำ CG ก็คือ การต้องเอาภาพจริงนั้นไปแต่งแต้มด้วยเทคโนโลยีให้มันกลายเป็นภาพในจินตนาการขึ้นมา

ผมคิดว่า หนังก็อดซิลล่าต้นฉบับ (1954) นั้นได้รวบรวมเอาองค์ประกอบทุกอย่างที่ทำให้หนังแนวนี้มันพิเศษขึ้นมา และกลายเป็นการวางมาตรฐานให้กับหนังแนวนี้ไปด้วย  ตอนแรกที่โตโฮติดต่อมานั้น ผมปฏิเสธไปด้วยเหตุผลที่ว่า คุณไม่มีทางทำหนังก็อดซิลล่าให้มันรู้สึกน่าตื่นเต้นเท่ากับหนังต้นฉบับอีกแล้วล่ะ ผมไม่มีทางทำได้เลย ผมบอกโตโฮไปว่า คุณแค่ต้องการหนังสัตว์ประหลาดแค่นั้น มันไม่พอหรอก ซึ่งโตโฮเขาเปิดรับความคิดของผมมาก เพราะเหตุนี้เขาจึงชวนผมมาทำ ผมจึงคิดว่า เราทำหนังที่มันสนุกจริงๆ เถอะ สนุกและน่าตื่นเต้นให้เท่ากับหนังต้นฉบับน่ะ ถึงแม้ว่าในท้ายที่สุดแล้ว วิธีการในการทำตอนล่าสุดนั้นจะแตกต่างคนละเรื่องกับหนังต้นฉบับเลยก็ตาม

สิ่งที่ทำให้หนังต้นฉบับมันพิเศษก็คือ มันเป็นโลกที่ไม่เคยรู้เลยว่ามีสัตว์ประหลาดอยู่ เราก็จะทำแบบนั้นกับ “ชิน ก็อดซิลล่า” คือ โลกใบนี้ไม่เคยรู้ว่ามันมีก็อดซิลล่าอยู่ พอมันปรากฏตัวขึ้นมา ทุกคนก็ช็อคเพราะเพิ่งเคยรับรู้การมีอยู่ของมันเป็นครั้งแรกน่ะครับ

ในส่วนของนักแสดง
บท รันโด้ ยางูจิ ซึ่งเป็นรองหัวหน้าเลขาธิการคณะรัฐมนตรี  (รับบทโดย "ฮิโรกิ ฮาเซกาว่า" ) เป็นเป็นเด็กอ่อนหัดที่ต้องเผชิญหน้ากับก็อดซิลล่าโดยตรง เขาเรียนรู้และเติบโตจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ส่วนบท ฮิเดกิ อาคาซากะ (รับบทโดย "ยูทากะ ทาเคโนะอุจิ" ) ซึ่งเป็นที่ ปรึกษาพิเศษของนายกรัฐมนตรี เป็นคนที่เป็นผู้ใหญ่โดดเด่นออกมาในเรื่องมีแค่คนเดียว นิสัยของผมใกล้เคียงกับอากาซากะ ซึ่งบางทีก็เหมือนกับ ยางุจิ มันเป็นสิ่งที่แสดงออกมาได้ดีจริงๆ พูดรวมๆ น่ะครับ ต้องดูหนังก่อนอาจจะเข้าใจ ผมก็คิดทำให้บรรยากาศการแสดงในกองถ่ายมันดีขึ้นมาก ทุกคนทำออกมาได้เยี่ยมมาก ขอบคุณมากจริงๆ

ก็อดซิลล่าในครั้งนี้ตัวเนื้อเรื่องความใกล้เคียงกับก็อดซิลล่าต้นฉบับมากๆ เพียงแต่หนนี้ไม่ใช้คนใส่ชุดก็อดซิลล่ายางอีกแล้ว แต่คุณเลือกใช้ CG แทน คุณตั้งใจจะทำให้มันเป็นแบบนั้นใช่ไหม?
ใช่แล้วครับ จริงๆ แล้วใส่ชุดยางมันก็คลาสสิกนะ แต่ที่ผมเลือกใช้ CG เพราะว่าตอนนี้ทั่วโลกเขาก็ใช้กันหมดแล้ว และตัวเทคโนโลยีเองมันก็ช่วยได้มากในแง่การรองรับเนื้อหาหรือมุมมองที่ผมต้องการจะนำเสนอ ผมอยากให้งานด้านภาพมันหลากหลายมากขึ้น และทางเลือกที่ดีที่สุดก็คือใช้ CG ทำ แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็ตั้งใจให้มันดูมันเป็นมนุษย์มากที่สุด สมจริงมากที่สุดนะครับ ประโยชน์ของการใช้ CG คือเรื่องมุมมอง ทั้งมุมมองของคนที่มองก็อดซิลล่า หรือมุมมองของตัวก็อดซิลล่าที่ก้มลงไปมองโลกเบื้องล่าง เนื่องจากดวงตาและมุมมองเป็นวิธีการสื่อสารเดียวของก็อดซิลล่า มีก็อดซิลล่ารุ่นแรกกับก็อดซิลล่าครั้งนี้เท่านั้นแหละ ที่มันมองลงไปข้างล่างผมจึงอยากสร้างภาพแทนสายตาก็อดซิลล่าให้มันสมจริงด้วย

คุณอันโนะ นั้นจะใส่ใจในส่วนของดวงตาของก็อดซิลล่าเป็นพิเศษ
ใช่แล้วครับ มันเป็นส่วนที่แสดงออกถึงอารมณ์ได้อย่างชัดเจน จึงค่อนข้างจะใส่ใจเป็นพิเศษ เพราะดวงตานั้นมีขนาดเล็กมาก

ส่วนที่ยากที่สุดในการวาดด้วย CG คืออะไรครับ?
การใช้ CG ยากก็ตรงที่จะทำให้เสร็จสมบูรณ์เนี่ยแหละครับ อาทิ ระดับความสว่างของแสงเอย จะทำยังไงให้ผิวก็อดซิลล่าดูสมจริง การเคลื่อนไหวเอย ทำควันยังไงให้เข้ากับสถานการณ์ รวมถึงการสร้างภาพเอฟเฟคต่างๆ แต่คุณชิโระกุมิ (ผู้ดูแล CG) ก็ทำออกมาเต็มที่จนเสร็จสมบูรณ์ ผมคิดว่ามุมมองในแง่ลบเดิมๆ ต่อ CG ในภาพยนตร์ญี่ปุ่นอาจจะเปลี่ยนไปนะครับ เพราะผมคิดว่างานชิ้นนี้มันออกมายอดเยี่ยมจริงๆ ผมจึงคิดว่าภาพยนตร์ญี่ปุ่นควรจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้างก็ดี

มีความยากลำบากระหว่างถ่ายทำหรือเปล่าครับ?
เหนื่อยครับ (หัวเราะ) ก็ยากลำบากทั้งหมดทุกขั้นตอนนั่นแหละครับ

คุณอันโนะ (ผู้กำกับ) ทำไมคุณถึงพักการผลิต Evangelion แล้วมาสร้างก็อดซิลล่าแทนละครับ?
Evangelion เป็นเรื่องที่ผมคิดขึ้นมาเอง มันกลั่นออกมาจากจิตวิญญาณของผม ผมและทีมงานตัดสินใจทำฉบับภาพยนตร์ออกมาแล้ว 3 ตอนด้วยกัน และจริงๆ ก็เหลืออีกนิดเดียวก็จะทำให้มันจบลงอย่างสมบูรณ์ได้ แต่จู่ๆ ผมก็เหมือนคนหมดไฟ ตอนผมทำอะนิเมะเรื่องนี้ ผมก็ทำไปเพราะมีเรื่องอยากเล่า โดยไม่ได้วางแผนว่ามันจะต้องเป็นยังไงต่อ ผมก็ทำของผมไปเรื่อยๆ ทำจนเสร็จไป 3 ภาคนั่นแหละครับ จนกลายเป็นความกดดันที่แสนตึงเครียดว่า ผมจะต้องทำตอนต่อไปให้ได้

แล้วจู่ๆ ผมก็ได้รับการติดต่อจากโตโฮ ให้มาทำก็อดซิลล่า ซึ่งมันไม่เคยอยู่ในความคิดของผมมาก่อนเลย ตอนแรกผมปฏิเสธไปด้วยซ้ำ แต่กลายเป็นว่า การมาถึงของก็อดซิลล่านั้น ได้ช่วยชีวิตผมเอาไว้ มันได้พาผมออกจากความกดดันที่ผมเผชิญอยู่ ผมสนุกกับการทำงานในก็อดซิลล่ามาก มันทำให้ผมกลับมาปักหลักใหม่ได้อีกครั้ง และพร้อมที่จะกลับไปทำ Evangelion ต่อครับ

การมาทำก็อดซิลล่านั้น ผมตั้งใจทำสุดๆ ไปเลยครับ และสนุกกับมันมากด้วย ถ้าผู้ชมได้ชมแล้ว ก็น่าจะเข้าใจได้ว่า ผมตั้งใจกับมันขนาดไหน

ประวัติ “ฮิเดอากิ อันโนะ”และ “ชินจิ ฮิงูชิ”
2  ผู้กำกับอัจฉริยะที่ถูกเลือกเป็นผู้ให้กำเนิดใหม่ก็อดซิลล่า
ของแท้ต้นฉบับจากสตูดิโอโตโฮ
SHIN GODZILLA (ชิน ก็อดซิลล่า)
ที่พร้อมถล่มจอครั้งแรกในรอบ12ปี

“ฮิเดอากิ อันโนะ” นักเขียนการ์ตูน นักเขียนบท และ ผู้กำกับชาวญี่ปุ่น เป็นที่รู้จักเพราเป็นคนวาดและอนิเมเตอร์ในการ์ตูนยอดฮิต Neon Genesis Evangelion เขายังเป็นผู้เขียนบท และผู้กำกับหลักใน GodzillaResugence

เส้นทางเติบโต
อันโนะ ชื่อชอบหนังสือการ์ตูน อนิเมะ และ โทคุซัทสึ (เทคนิคการถ่ายทำโดยให้คนใส่ชุดสัตว์ประหลาด) มาตั้งแต่เด็กๆ ซึ่งทรงอิทธิพลต่องานในช่วงมัธยมปลาบของเขา เขาเป็นสมาชิกของชมรมศิลปะประจำโรงเรียน ใช้เวลาไปกับการร่างการ์ตูน และวาดภาพสีน้ำมัน เขาเข้าเรียนโรงเรียนมัธยมปลายที่ได้ชื่อว่าเป็นบันไดสู่มหาวิทยาลัยชั้นนำ แต่ทว่า อันโนะตัดสินใจไม่เข้าเรียนในวิชาสำคัญๆ และใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับชมรมศิลปะ เกรดของเขาแกว่งไปแกว่งมา ทำให้โรงเรียนตีตราเขาว่าเป็นเด็กมีปัญหา ในช่วง ม.5 อันโนะทดลองทำหนังโดยใช้เทคนิค โทคุซัทสึ และการ์ตูนภาพเคลื่อนไหว ถึงเขาจัดแสดงในงานประจำปีของโรงเรียน เขารวมกลุ่มโปรดัคชั่นกับเพื่อนๆโดยให้ชื่อว่า SHADOน่าเสียดายที่กลุ่มนี้อยู่ได้ไม่นาน

ผลงานช่วงต้น
ระหว่างเรียนชั้นปี 2 ในมหาวิทยาลัยศิลปะโอซาก้า อันโนะมีส่วนรวมการทำอนิเมชั่นเปิดงาน DAICON III (หรือ งานสัมนานิยายไซไฟแห่งญี่ปุ่นครั้งที่ 20) เขาหลงเสนห์การทำงานในโปรเจ็คใหญ่กับคนอื่นทันที สองปีต่อมาเขากลายมาเป็นผู้กำกับสร้างในงานงานสัมนานิยายไซไฟแห่งญี่ปุ่นครั้งที่ 22 และครั้งนี้เองทำให้อันโนะรู้ว่ามันยากขนาดไหนในการเป็นผู้กำกับ ต่อมาเขาได้รับคำเชิญจากสตูดิโอNueที่ประทับใจฝีมือของเขาจากงาน DAICON III ซึ่งนี่เป็นเส้นทางสู่โปรเจ็คขนาดยักษ์ที่ได้ฉายทางทีวี Super Dimension Fortress Macross
กลายมาเป็นมืออาชีพแห่งวงการ

อันโนะย้ายมาโตเกียวเมื่อปี 1984 ที่เขาถูกจ้างมาเป็นอนิมิเตอร์คนสำคัญให้กับ Nausicaä  และ the Valley of the Wind ที่สร้างโดย ฮายาโอะ มิยาซากิ ผู้กำกับอนิเมชั่นผู้เป็นตำนานของญี่ปุ่น ไม่นานหลังจากนั้น เขาทำงานใน อนิเมชั่น Macross: Do You Remember Love? ระหว่างการทำเรื่องนี้ อันโนะตั้งสตูดิโอของตัวเองชื่อ Graviton ร่วมกับ โชอิจิ มาซูโอะ ที่ซึ่งเขาทุ่มเทให้กับมันเป็นส่วนใหญ่ ต่อมาในปีเดียวนั้นเอง อันโนะยังตั้งสตูดิโออีกแห่งหนึ่งชื่อว่า Gainax ที่เขาทำโปรเจ็คใหญ่ๆทิ้งไว้ โดยทำงานที่ Gravition ไปด้วยในฐานะผู้กำกับ Nadia: The Secret of Blue Water (1990) ที่ฉายทางทีวี ช่วงเวลานี้เขาต้องเผชิญกับโรคซึมเศร้าที่เป็นผลมาจากความเครียดจากการทำงาน และการที่โปรเจ็คที่เข้าปั้นมาอย่าง Blu Uru ถูกแคนเซิล ในปี 1993 ช่วงที่เขาผจญอยู่กับโรคซึมเศร้า อันโนะถูกทามทาม โดย คิงส์ เร็คคอร์ด ที่จะการันตีเวลาออกอากาศให้กับ something, anything โปรเจ็คของ Gainax ระหว่างนี้อันโนะเริ่มวางคอนเซ็ป Neon Genesis Evangelion (1995) ที่จะกลายมาเป็นผลงานอมตะชั้นขึ้นหิ้งของเขา แต่การสร้างซีรีย์นี้ต้องประสบปัญหามากมาย ไม่ว่าจะเป็นการแก้บทครั้งแล้วครั้งเล่า การจัดสรรค์งบประมาณชั้นเลว และสปอนเซอร์พากันถอนเพราะเพิ่งจะรู้แนวทางครึ่งหลังของซีรีย์ หลังจากที่ซีรีย์จบลง อันโนะทรมาณจากโรคซึมเศร้าอีกรอบ เขาไม่ได้ทำงานเลยจนกระทั่งปี 1997 ที่กลับมาพร้อม The End of Evangelion หลังจากนี้เขาเคยมีส่วนร่วมกับหนังคนแสดงจริงหลายเรื่อง ควบคู่ไปกับการเป็นอนิเมเตอร์ ก่อนจะตั้งสตูดิโอ Khara ในปี 2006 ที่ซึ่งเขารีบูท เฟรนไชส์ Evangelion

“ชินจิ ฮิงูชิ” ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคโทคุซัทสึ และ ศิลปินสตอรี่บอร์ด เขารับหน้าที่เป็นผู้กำกับด้านเทคนิคพิเศษให้กับไตรภาคกาเมร่าในยุค เฮเซ  และใน Godzilla, Mothra and King Ghidorah: Giant Monsters All-Out Attack และล่าสุดเข้าเป็นผู้กำกับร่วมดูแลด้านเทคนิคพิเศษใน SHIN GODZILLA (ชิน ก็อดซิลล่า)ที่จะมาถึงในปี2016     

สมัยวัยหนุ่ม ชินจิ ฮิงูชิ เป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้ง Daicon Films (หรือ Gainax ในปัจจุบัน) ร่วมกับเพื่อนซี้ ฮิเดอากิ อันโนะ ฮิงูชิ รับหน้าที่ทำสตอรี่บอร์ดให้อนิเมชั่นยุคแรกของ Daicon ในยุค 80 ในที่สุดเขาได้รับโอกาสเป็นผู้ช่วยเทคนิคพิเศษให้กับ เทรุโยชิ นากาโนะ ใน The Return of Godzilla ในปี 1984 ปีต่อมา ฮิงูชิ ได้เครดิทด้านเทคนิพิเศษครั้งแรก ในการทำหน้าที่เป็นผู้กำกับเท็คนิคพิเศษให้หนังคอมิดี้ สัตว์ประหลาดทุนต่ำ ของ  Daicon เรื่อง The Giant Eight-Headed Serpent Strikes Back  ฮิงูชิ ยังร่วมงานในโปรเจ็คต่างๆของ Daicon อีกมากมายในช่วงปลายยุค 80 ถึงต้นยุค 90 เช่นเดียวกับทำงาน ให้  Toho/TsuburayaและMikadoroid.

เส้นทางอาชีพของ ฮิงูชิ เริ่มทะยานในปี 1995 เมื่อเขาร่วมเป็นผู้เขียนบท ผู้ช่วยผู้กำกับ และ วาดสตอรี่บอร์ดให้กับ ฮิเดอากิ อันโนะ ในอนิเมชั่นยอดฮิต Neon Genesis Evangelion ที่ตัวละครหลักของเรื่อง ชินจิ ฮิคาริ ถูกตั้งตาม ฮิงูชิ ปีนั้นเอง ฮิงูชิถูกจ้างให้ดูแลเทคนิคพิเศษ ในการรีบูทซีรีย์ กาเมร่า ที่ถึงแพ้งบจะน้อยกว่าหนังก็อดซิลล่าในสมัยนั้นแต่ก็ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม จนฮิงูชิได้กลับมาทำตำแหน่งเดิมในภาค 2 และ 3 ของซีรีย์ เขาทดลองผสมเทคนิคซ้อนภาพคอมพิวเตอร์เข้ากับ โทคุซัทสึ แบบดั้งเดิม ที่ตอกย้ำว่าเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคพิเศษตัวจริงแห่งวงการภาพยนตร์ญี่ปุ่น

จากการทำงานในไตรภาค กาเมร่า ทำให้ฮิงูชิได้กลายเป็นผู้กำกับด้านเทคนิคพิเศษใน Godzilla,  Mothra and King Ghidorah: Giant Monsters All-Out Attack เมื่อปี 2001 ฮิงูชิ ทำงานด้านกราฟฟิคอนิเมชั่น และสตอรี่บอร์ดให้กับหลายเรื่องในต้นยุค 2000 ในปี 2005 ฮิงูชิรับหน้าทีกำกับเรื่องแรกใน Lorelei: The Witch of the Pacific Ocean ซึ่งทำรายได้ในบ็อกซ์ออฟฟิศได้ไม่น้อยและยังได้กำกับหนังให้กับ Toho เรื่อ Sinking of Japan และThe Hidden Fortress ซึ่งเข้าขั้นคลาสสิคทั้งคู่

ล่าสุด ฮิงูชิ รับหน้าที่ทำสตอรี่บอร์ดในอนิเมชั่นหลายเรื่องเช่นการรีบูท Evangelion ทั้งสามภาค Kill la Kill ในปี 2015 เขาทำหนังที่สร้างจากการ์ตูนยอดฮิต Attack on Titan ซึ่งผสมผสานเท็คนิคคอมพิวเตอร์คู่กับให้นักแสดงใส่ชุดตามแบบดั้งเดิม และปีเดียวกันนั้นเขาได้รับการประกาศว่าจะมาเป็นผู้กำกับ และดูแลด้านเทคนิคพิเศษให้กับ SHIN GODZILLA (ชิน ก็อดซิลล่า)  ร่วมกับเพื่อนซี้ ฮิเดอากิ อันโนะ

8 ก.ย.นี้ ร่วมระทึกไปกับอภิมหาสัตว์ประหลาดพร้อมการทำลายล้างอย่างถึงขีดสุดของ มหันตภัยที่มนุษยชาติยากที่จะรับมือ “ก็อดซิลล่า” (Shin Godzilla) ทุกโรงภาพยนตร์

ตัวอย่าง SHIN GODZILLA ก็อดซิลล่า

 

ข่าวประชาสัมพันธ์