Recommend

Entertainment > Others : Post: 9 June 2007, 15:20

ต้นกำเนิดคอมพิวเตอร์

Campaign ต้นกำเนิดของคอมพิวเตอร์ ชาวจีนในประมาณ 2600 ปี ก่อนคริสตกาล ได้เป็นคนประดิษฐ์เครื่องมือเพื่อใช้ในการคำนวณ ขึ้นมา เรียกว่า ลูกคิด (Abacus) ซึ่งถือได้ว่าเป็นต้นกำเนิดของเครื่องคำนวณและคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2185 นักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ชื่อ Blaise Pascal ได้ออกแบบเครื่องช่วยในการคำนวณโดยใช้หลักการหมุนของฟันเฟือง พ.ศ. 2337 กอดฟริด ฟอนไลบ์นิช (Gottfried von Leibniz)ชาวเยอรมันได้ประดิษฐ์เครื่องคำนวณที่มีขีดความสามารถสูง สามารถคูณและหารได้ บุคคลผู้หนึ่งที่มีบทบาทสำคัญต่อการผลิตเครื่องจักรคำนวณคือ ชาร์ลส์ แบบเบจ (Charles Babbage) ชาวอังกฤษ ในปีพ.ศ. 2343 เขาประสบความสำเร็จสร้างเครื่องคำนวณ ที่เรียกว่า Difference engine ต่อมา ในปีพ.ศ.2439 ฮอลเลอริชได้จดทะเบียนก่อตั้งบริษัทเพื่อผลิตจำหน่ายเครื่องจักรช่วยในการคำนวณ ชื่อ บริษัท คอมพิวติง เทบบูลาติงเรดคอสดิง หลังจากนั้นในปีพ.ศ.2467 ได้เปลี่ยนมาเป็นชื่อบริษัทไอบีเอ็ม (International Business Machine: IBM) แนวคิดในการประดิษฐ์เครื่องวิเคราะห์ของแบบเบจนั้นก้าวหน้ามากโดยเฉพาะแนวคิดทางด้านการใช้โปรแกรมควบคุมการทำงานโดยอัตโนมัติ แบบเบจได้ริเริ่มแนวคิดเกี่ยวกับการใช้คำสั่งเลือกแบบมีเงื่อนไข เครื่องวิเคราะห์ที่แบบเบจวิเคราะห์ขึ้นอาจกล่าว ได้ว่าเป็นแนวคิดเดียวกับการ ทำงานของคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน แต่แบบเบจก็ไม่สามารถสร้างเครื่องวิเคราะห์นี้ให้เป็นจริงได้เนื่องจากเป็นความคิดที่ล้ำยุคเกินไป จึงทำให้ ไม่มีช่างฝีมือคนใดสามารถผลิตฟันเฟืองต่างๆ ตามที่เขาต้องการได้ แบบเบจถึงแก่กรรมก่อนที่จะได้ทราบว่าแนวคิดของเขานั้น สามารถ เป็นจริงได้ในเชิงไฟฟ้าไม่ใช่เชิงกล แบบเบจจึงได้รับสมญานามว่า เป็น บิดาแห่งคอมพิวเตอร์ [img]http://img515.imageshack.us/img515/1061/zxcs6.jpg[/img] พัฒนาการของคอมพิวเตอร์ ยุคแรก อยู่ระหว่างปี ค.ศ. 1945 ถึง ค.ศ. 1958 (พ.ศ.2488ถึง พ.ศ.2501) เป็นคอมพิวเตอร์ที่ใช้ระบบหลอดสุญญากาศ ซึ่งใช้กำลังไฟฟ้าสูง มีปัญหาเรื่องความร้อนของหลอดสุญญากาศ จึงทำให้ไส้ของหลอดขาดบ่อย การสั่งงานใช้ภาษาเครื่องซึ่งเป็นรหัสตัวเลขที่ยุ่งยากซับซ้อน เครื่องคอมพิวเตอร์ในยุคนี้มีขนาดใหญ่โต เช่น มาร์ค วัน (MARK I) อีนิแอค (ENIAC) ,ยูนิแวค, (UNIVAC) [img]http://img515.imageshack.us/img515/9439/zx2us1.jpg[/img] คอมพิวเตอร์ยุคที่สอง อยู่ระหว่างปี ค.ศ. 1959 ถึง ค.ศ. 1963 (พ.ศ. 2502 ถึง พ.ศ. 2506) หรือที่เรียกว่า คอมพิวเตอร์ยุคทรานซิสเตอร์ เป็นคอมพิวเตอร์ที่ใช้ระบบทรานซิสเตอร์ โดยมี แกนเฟอร์ไรท์เป็นหน่วยความจำ ใช้อุปกรณ์เก็บข้อมูลสำรองในรูปของสื่อบันทึกแม่เหล็ก โดยสามารถเขียนโปรแกรมด้วยภาษาระดับสูงซึ่งเป็นภาษาเขียนเป็นประโยคที่คนสามารถเข้าใจได้ เช่น ภาษาฟอร์แทน ภาษาโคบอล เป็นต้น [img]http://img515.imageshack.us/img515/1950/zx3sb1.jpg[/img] คอมพิวเตอร์ยุคที่สาม อยู่ระหว่างปี ค.ศ. 1964 ถึง ค.ศ. 1969 (พ.ศ. 2507 ถึง พ.ศ. 2512) เป็นคอมพิวเตอร์ที่ใช้วงจรรวม (Integrated Circuit: IC) ประมาณปี พ.ศ. 2508 ได้มีการพัฒนาสร้างทรานซิสเตอร์จำนวนมากลงบนแผ่นซิลิกอน ขนาดเล็ก และเกิดวงจรรวมบนแผ่นซิลิกอนที่เรียกว่า ไอซี การใช้ไอซีเป็นส่วนประกอบทำให้คอมพิวเตอร์มีขนาดเล็กลงเรียกว่า มินิคอมพิวเตอร์ [img]http://img515.imageshack.us/img515/4745/zx4we2.jpg[/img] คอมพิวเตอร์ยุคที่สี่ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1969 จนถึงปัจจุบัน เป็นของคอมพิวเตอร์ที่ใช้วงจรรวมความจุสูงมาก (Very Large Scale Integration: VLSI) ทำให้ขนาดเครื่องมีขนาดเล็ก ระบบซอฟต์แวร์ก็ได้พัฒนาขีดความสามารถสูงขึ้นมาก [img]http://img515.imageshack.us/img515/6258/zx5ao5.jpg[/img] คอมพิวเตอร์ยุคที่ห้า เป็นคอมพิวเตอร์ที่มนุษย์พยายามนำมาเพื่อช่วยในการตัดสินใจและแก้ปัญหาให้ดียิ่งขึ้น โดยจะมีการเก็บความรอบรู้ต่างๆเข้าไว้ในเครื่อง สามารถเรียกค้นและดึงความรู้ที่สะสมไว้มาใช้งานให้เป็นประโยชน์ คอมพิวเตอร์ยุคนี้เป็นผลวิชาการด้านปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) [img]http://img515.imageshack.us/img515/4273/zx6xq5.jpg[/img]
ถูกใจบทความนี้ กด Facebook Connect เพื่อติดตามและสนับสนุนเว็บไซต์ของเราได้ที่นี่

Article: foam

  Resource:

Editor View

foam (OS Reporter) ต้นกำเนิดแท้ๆๆ

สมาชิกหมายเลข: 5569

Comment

1

Member
Mr.Fang @ 9 June 2007, 15:32

ได้ความรู้เยอะแยะเลย

2

Member
NuthZaKung @ 9 June 2007, 17:13

เคยเรียนตอนม.1อะคับ ออกข้อสอบด้วยย

3

Guest
 @ 9 June 2007, 17:33

อ๋อเข้าจายแระๆๆๆArtificial Intelligence= AI^^

4

OS Reporter
JobKiller @ 9 June 2007, 17:46

ช่ายเรียนตอน ม.1 แต่จำไม่ได้

5

Member
Zcrach @ 9 June 2007, 19:32

ยุคหน้าจะเป็นยุคของหุ่นยนต์ จากนั้นก็ยุคพลังจิต

(ผมฟังมาจาก ด.ร.อาจอง อ่ะคับอย่าว่าผมไร้สาระเลย)

6

Guest
Kira Yamato 12 @ 9 June 2007, 20:35

ลูกคิดหรอ- -*อู้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยงง

7

OS Reporter
FujinKaze @ 10 June 2007, 04:20

ยุคพลังจิต -*- cm5 คิดได้ไง

8

Member
Tonglank @ 10 June 2007, 10:24

แล้วยุคต่อไปจะเป็นยังไงมั่ง ถ้าเป็นยุคพลังจิตจริงคงไม่ต้องมีคอมพ์แล้วมั้ง

9

Member
Tonglank @ 10 June 2007, 10:28

แล้วยุคต่อไปจะเป็นยังไงมั่ง ถ้าเป็นยุคพลังจิตจริงคงไม่ต้องมีคอมพ์แล้วมั้ง

10

Member
nuttythief @ 10 June 2007, 10:53

ยุคต่อไปคือร็อคแมน ดร.ไวลี่สร้างคอมพิวเตอร์เพื่อครองโลก ดร.ไลท์จึงต้องสร้างคอมพิวเตอร์เพื่อช่วยโลก

11

Member
!lด็กlรียu! @ 10 June 2007, 11:30

จำได้ว่าเคยเรียน(หรือป่าว)

12

Member
นู๋แว่น @ 10 June 2007, 12:16

ไม่เคยเรียนเพราะหลักสูตรมันคงเก่าไป

13

OS Reporter
SilverHunter @ 10 June 2007, 13:03

[b] อา ดีจัง
สรุป ให้ เรียบร้อย เย้ย
อ่าน ใน หนังสือ ยาว กว่านี้ มากมาย (หลับแน่ๆ)
ขอบคุณ ที่สรุป มาให้

14

Member
BIT_World @ 11 June 2007, 01:14

เรียนแล้ว แล้วก็ฝังไปแล้ว จำได้อย่างเดียว อินีแอค

15

OS Reporter
Dionysus @ 11 June 2007, 10:49

ขออนุญาติเจ้าของกระทู้ ไหนๆ พูดถึง Charles Babbage แล้ว อยากของเพิ่มเติม บุคคลอีกท่าน ที่ผมเท่าที่อ่านและศึกษามา ผมคิดว่าท่านนี้ก้มีส่วนสำคัญมากที่ทำให้งานของCharles Babbage ประสบความสำเร็จ เธอคือ Ada Byron

Lady Augusta Ada Byron, Coutress of Lovelace เป็นบุตรสาวของท่าน Lord Byron แต่พอเกิดมาไม่นานบิดามารดาของ เธอก็แยกทางกัน คุณแม่ของ Lady Ada จึงตัดสินใจเลี้ยงดูเธอให้เป็นผู้หญิงสมัยใหม่ให้ศึกษาด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ต่างไปจาก lady ตระกูลใหญ่ๆ ของอังกฤษทั่วไป

พออายุ 17 ปี Ada ถูกแนะนำให้รู้จัก Mrs. Somerville ผู้หญิงเก่งแห่งยุคที่เคยแปลงานของ Laplace มาเป็นภาษาอังกฤษที่เคมบริดจ์ Ada จึงเข้ามาคลุกคลีกับเพื่อนกลุ่มนี้จนได้รู้จักกับ Babbage ในที่สุดที่งาน Party แห่งหนึ่งตอนที่ Babbage กล่าวว่า "what if a calculating engine could not only foresee but could act on that foresight". ในงานวันนั้นไม่มีใครสนใจแนวคิดนี้ของ Babbage เลยยกเว้น Ada ผู้ซึ่งรู้สึกสนใจในงานนี้เป็นอย่างมากจนอาสาที่จะช่วยพัฒนา โดยสิ่งที่เธอทำคือการคิดสร้างภาษาช่วยเครื่อง Analytical Engine ของ Babbage

หลังจากนั้นไม่นาน Ada แต่งงานไปกับท่านเอิร์ลแห่ง Lovelace และมีบุตรด้วยกันสามคน ในช่วงสิบปีที่ผ่านมาทั้งสองยังเป็นเพื่อนกันทางจดหมาย แลกเปลี่ยนความเห็นเรื่องเครื่อง Analytical Engine สม่ำเสมอ โดยจดหมายของทั้งสองถูกเก็บไว้อย่างดีในยุคนี้เพราะมีข้อมูลน่าสนใจมากมาย (ทั้ง fact และ fantasy) เช่น Ada บอกว่าเธอเชื่อว่าต่อไปเครื่องมืออันนี้จะมีความสามารถที่จะแต่งเพลงซับซ้อน สร้างภาพกราฟฟิก นำมาให้เพื่อการคำนวนขั้นสูง และ พัฒนาวงการวิทยาศาสตร์ขึ้นมาได้. ในจดหมายฉบับหนึ่ง Ada แนะนำ Babbage ว่าให้ลองเขียนแผนการทำงานของเครื่องมืออันนี้ให้สามารถคำนวน Bernoulli numbers ขึ้นมา. ต่อมาเจ้าแผนที่ Babbage เขียนขึ้นมาอันนี้นี่แหล่ะ ถูกยกย่องว่าเป็นโปรแกรมตัวแรกของโลก และ Lady Ada ก็ช่วยเขียนบรรยายรายละเอียดการทำงานของ Analytical Engine แต่สุขภาพของเธอก็เริ่มมีปัญหา (อ้อ! เธออาสาช่วยงานพร้อมทั้งอุปการะ นักวิทยาศาสตร์ และนักคณิตศาสตร์ หลายคนนะ เช่น Sir David Brewster คนคิด Kaleidoscope, Charles Wheatstone, Charles Dickens และก็ Michael Faraday) แล้วสุดท้ายเธอก็เสียชีวิตด้วยวัยเพียง 36 ปี (อีกร้อยกว่าปีต่อมา-- ปี 1979 -- U.S. Department of Defense สร้างภาษาคอมพิวเตอร์มารตฐาน ISO ขึ้นมาตัวแรก พร้อมตั้งชื่อให้เกียรติ Lady Ada ว่าภาษา "ADA")

ที่มาข้อมูล
http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Pid=10475

ขอขอบคุณเจ้าของกระทู้ที่นำข้อมูลดีๆมา ณ ที่นี้ครับ

16

OS Reporter
Dionysus @ 11 June 2007, 10:53

ขออนุญาติเจ้าของกระทู้ ไหนๆ พูดถึง Charles Babbage แล้ว อยากของเพิ่มเติม บุคคลอีกท่าน ที่ผมเท่าที่อ่านและศึกษามา ผมคิดว่าท่านนี้ก้มีส่วนสำคัญมากที่ทำให้งานของCharles Babbage ประสบความสำเร็จ เธอคือ Ada Byron

Lady Augusta Ada Byron, Coutress of Lovelace เป็นบุตรสาวของท่าน Lord Byron แต่พอเกิดมาไม่นานบิดามารดาของ เธอก็แยกทางกัน คุณแม่ของ Lady Ada จึงตัดสินใจเลี้ยงดูเธอให้เป็นผู้หญิงสมัยใหม่ให้ศึกษาด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ต่างไปจาก lady ตระกูลใหญ่ๆ ของอังกฤษทั่วไป

พออายุ 17 ปี Ada ถูกแนะนำให้รู้จัก Mrs. Somerville ผู้หญิงเก่งแห่งยุคที่เคยแปลงานของ Laplace มาเป็นภาษาอังกฤษที่เคมบริดจ์ Ada จึงเข้ามาคลุกคลีกับเพื่อนกลุ่มนี้จนได้รู้จักกับ Babbage ในที่สุดที่งาน Party แห่งหนึ่งตอนที่ Babbage กล่าวว่า "what if a calculating engine could not only foresee but could act on that foresight". ในงานวันนั้นไม่มีใครสนใจแนวคิดนี้ของ Babbage เลยยกเว้น Ada ผู้ซึ่งรู้สึกสนใจในงานนี้เป็นอย่างมากจนอาสาที่จะช่วยพัฒนา โดยสิ่งที่เธอทำคือการคิดสร้างภาษาช่วยเครื่อง Analytical Engine ของ Babbage

หลังจากนั้นไม่นาน Ada แต่งงานไปกับท่านเอิร์ลแห่ง Lovelace และมีบุตรด้วยกันสามคน ในช่วงสิบปีที่ผ่านมาทั้งสองยังเป็นเพื่อนกันทางจดหมาย แลกเปลี่ยนความเห็นเรื่องเครื่อง Analytical Engine สม่ำเสมอ โดยจดหมายของทั้งสองถูกเก็บไว้อย่างดีในยุคนี้เพราะมีข้อมูลน่าสนใจมากมาย (ทั้ง fact และ fantasy) เช่น Ada บอกว่าเธอเชื่อว่าต่อไปเครื่องมืออันนี้จะมีความสามารถที่จะแต่งเพลงซับซ้อน สร้างภาพกราฟฟิก นำมาให้เพื่อการคำนวนขั้นสูง และ พัฒนาวงการวิทยาศาสตร์ขึ้นมาได้. ในจดหมายฉบับหนึ่ง Ada แนะนำ Babbage ว่าให้ลองเขียนแผนการทำงานของเครื่องมืออันนี้ให้สามารถคำนวน Bernoulli numbers ขึ้นมา. ต่อมาเจ้าแผนที่ Babbage เขียนขึ้นมาอันนี้นี่แหล่ะ ถูกยกย่องว่าเป็นโปรแกรมตัวแรกของโลก และ Lady Ada ก็ช่วยเขียนบรรยายรายละเอียดการทำงานของ Analytical Engine แต่สุขภาพของเธอก็เริ่มมีปัญหา (อ้อ! เธออาสาช่วยงานพร้อมทั้งอุปการะ นักวิทยาศาสตร์ และนักคณิตศาสตร์ หลายคนนะ เช่น Sir David Brewster คนคิด Kaleidoscope, Charles Wheatstone, Charles Dickens และก็ Michael Faraday) แล้วสุดท้ายเธอก็เสียชีวิตด้วยวัยเพียง 36 ปี (อีกร้อยกว่าปีต่อมา-- ปี 1979 -- U.S. Department of Defense สร้างภาษาคอมพิวเตอร์มารตฐาน ISO ขึ้นมาตัวแรก พร้อมตั้งชื่อให้เกียรติ Lady Ada ว่าภาษา "ADA")

ที่มาข้อมูล
http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Pid=10475

ขอขอบคุณเจ้าของกระทู้ที่นำข้อมูลดีๆมา ณ ที่นี้ครับ

17

Guest
IndiOs @ 12 June 2007, 03:55

แบบนี้แหละที่เขาเรียกกันว่ามนุษย์

18

OS Reporter
Pro_Ice~Z@ @ 12 June 2007, 21:22

เรียนตอนม.1 จนตอนนี้อยู่ม.4และ ปีนี้ผทลงคอมพิวเตอร์โอลิมปิค

19

Member
RoyalMaN.Bkk @ 13 June 2007, 15:14

สมอง อ่ะคับ

20

Guest
 @ 13 June 2007, 19:56

พระเจ้าได้มอบสมองของมนุษย์ให้มีความฉลาดที่สุดเหนือสิ่งมีชีวิตอื่นใดในโลกและจักวาล

21

OS Reporter
eXCO @ 14 June 2007, 22:18

- - เหอเหอ ชอบต้นกำเนิด BUG มากกว่า อิอิ

22

Guest
จีน @ 27 December 2007, 19:18

ขอบคุณนะคะ ได้ความรู้เยอะเลย กำลังเอาไปทำรายงานพอดี

23

Guest

ครูให้ทำใบงานส่งส่งงาน 555
เขียนตามที่เขาบอกมาเลย

สบาย_คิคิ_-emo2-

24

Guest
อาย @ 2 June 2008, 18:24

ดีจังได้ความรู้เยอะดี
-emo9-[IMG]null[/IMG]null

25

Guest
แก้มลิง @ 12 June 2008, 18:19

-emo4- ก้อดีน้า-emo7- ยอดปัยเลย-emo9-

26

Guest
เอ1/6ส.ว.ค. @ 25 June 2008, 11:26

ต้นกำเนิดของคอมพิวเตอร์
ชาวจีนในประมาณ 2600 ปี ก่อนคริสตกาล ได้เป็นคนประดิษฐ์เครื่องมือเพื่อใช้ในการคำนวณ ขึ้นมา เรียกว่า ลูกคิด (Abacus) ซึ่งถือได้ว่าเป็นต้นกำเนิดของเครื่องคำนวณและคอมพิวเตอร์
พ.ศ. 2185 นักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ชื่อ Blaise Pascal ได้ออกแบบเครื่องช่วยในการคำนวณโดยใช้หลักการหมุนของฟันเฟือง
พ.ศ. 2337 กอดฟริด ฟอนไลบ์นิช (Gottfried von Leibniz)ชาวเยอรมันได้ประดิษฐ์เครื่องคำนวณที่มีขีดความสามารถสูง สามารถคูณและหารได้ บุคคลผู้หนึ่งที่มีบทบาทสำคัญต่อการผลิตเครื่องจักรคำนวณคือ ชาร์ลส์ แบบเบจ (Charles Babbage) ชาวอังกฤษ ในปีพ.ศ. 2343 เขาประสบความสำเร็จสร้างเครื่องคำนวณ ที่เรียกว่า Difference engine ต่อมา
ในปีพ.ศ.2439 ฮอลเลอริชได้จดทะเบียนก่อตั้งบริษัทเพื่อผลิตจำหน่ายเครื่องจักรช่วยในการคำนวณ ชื่อ บริษัท คอมพิวติง เทบบูลาติงเรดคอสดิง หลังจากนั้นในปีพ.ศ.2467 ได้เปลี่ยนมาเป็นชื่อบริษัทไอบีเอ็ม (International Business Machine: IBM)
แนวคิดในการประดิษฐ์เครื่องวิเคราะห์ของแบบเบจนั้นก้าวหน้ามากโดยเฉพาะแนวคิดทางด้านการใช้โปรแกรมควบคุมการทำงานโดยอัตโนมัติ แบบเบจได้ริเริ่มแนวคิดเกี่ยวกับการใช้คำสั่งเลือกแบบมีเงื่อนไข เครื่องวิเคราะห์ที่แบบเบจวิเคราะห์ขึ้นอาจกล่าว ได้ว่าเป็นแนวคิดเดียวกับการ ทำงานของคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน แต่แบบเบจก็ไม่สามารถสร้างเครื่องวิเคราะห์นี้ให้เป็นจริงได้เนื่องจากเป็นความคิดที่ล้ำยุคเกินไป จึงทำให้ ไม่มีช่างฝีมือคนใดสามารถผลิตฟันเฟืองต่างๆ ตามที่เขาต้องการได้ แบบเบจถึงแก่กรรมก่อนที่จะได้ทราบว่าแนวคิดของเขานั้น สามารถ เป็นจริงได้ในเชิงไฟฟ้าไม่ใช่เชิงกล แบบเบจจึงได้รับสมญานามว่า เป็น บิดาแห่งคอมพิวเตอร์

พัฒนาการของคอมพิวเตอร์
ยุคแรก อยู่ระหว่างปี ค.ศ. 1945 ถึง ค.ศ. 1958 (พ.ศ.2488ถึง พ.ศ.2501) เป็นคอมพิวเตอร์ที่ใช้ระบบหลอดสุญญากาศ ซึ่งใช้กำลังไฟฟ้าสูง มีปัญหาเรื่องความร้อนของหลอดสุญญากาศ จึงทำให้ไส้ของหลอดขาดบ่อย การสั่งงานใช้ภาษาเครื่องซึ่งเป็นรหัสตัวเลขที่ยุ่งยากซับซ้อน เครื่องคอมพิวเตอร์ในยุคนี้มีขนาดใหญ่โต เช่น มาร์ค วัน (MARK I) อีนิแอค (ENIAC) ,ยูนิแวค, (UNIVAC)

คอมพิวเตอร์ยุคที่สอง อยู่ระหว่างปี ค.ศ. 1959 ถึง ค.ศ. 1963 (พ.ศ. 2502 ถึง พ.ศ. 2506) หรือที่เรียกว่า คอมพิวเตอร์ยุคทรานซิสเตอร์ เป็นคอมพิวเตอร์ที่ใช้ระบบทรานซิสเตอร์ โดยมี แกนเฟอร์ไรท์เป็นหน่วยความจำ ใช้อุปกรณ์เก็บข้อมูลสำรองในรูปของสื่อบันทึกแม่เหล็ก โดยสามารถเขียนโปรแกรมด้วยภาษาระดับสูงซึ่งเป็นภาษาเขียนเป็นประโยคที่คนสามารถเข้าใจได้ เช่น ภาษาฟอร์แทน ภาษาโคบอล เป็นต้น

คอมพิวเตอร์ยุคที่สาม อยู่ระหว่างปี ค.ศ. 1964 ถึง ค.ศ. 1969 (พ.ศ. 2507 ถึง พ.ศ. 2512) เป็นคอมพิวเตอร์ที่ใช้วงจรรวม (Integrated Circuit: IC) ประมาณปี พ.ศ. 2508 ได้มีการพัฒนาสร้างทรานซิสเตอร์จำนวนมากลงบนแผ่นซิลิกอน ขนาดเล็ก และเกิดวงจรรวมบนแผ่นซิลิกอนที่เรียกว่า ไอซี การใช้ไอซีเป็นส่วนประกอบทำให้คอมพิวเตอร์มีขนาดเล็กลงเรียกว่า มินิคอมพิวเตอร์

คอมพิวเตอร์ยุคที่สี่ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1969 จนถึงปัจจุบัน เป็นของคอมพิวเตอร์ที่ใช้วงจรรวมความจุสูงมาก (Very Large Scale Integration: VLSI) ทำให้ขนาดเครื่องมีขนาดเล็ก ระบบซอฟต์แวร์ก็ได้พัฒนาขีดความสามารถสูงขึ้นมาก

คอมพิวเตอร์ยุคที่ห้า เป็นคอมพิวเตอร์ที่มนุษย์พยายามนำมาเพื่อช่วยในการตัดสินใจและแก้ปัญหาให้ดียิ่งขึ้น โดยจะมีการเก็บความรอบรู้ต่างๆเข้าไว้ในเครื่อง สามารถเรียกค้นและดึงความรู้ที่สะสมไว้มาใช้งานให้เป็นประโยชน์ คอมพิวเตอร์ยุคนี้เป็นผลวิชาการด้านปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI)

27

Guest
dekdee191 @ 26 June 2008, 14:02

ดีจังเลย-emo2-

28

Guest
มายด์ สวค @ 26 June 2008, 14:07

เคยเรียนตอน ม1-emo3-

29

Guest
ตัวเล็ก @ 2 July 2008, 19:14

ขอบคุณค่ะช่วยได้เยอะเลยค่ะ-emo10-

30

Guest
1/5 @ 18 August 2008, 19:13

GOODๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ-emo9--emo9--emo2-

31

Guest
555+ @ 20 August 2008, 13:27

ข้อมูล-emo10-

32

Guest
งง @ 20 August 2008, 13:38

-emo8-มึนจัง

33

Guest
weera @ 21 August 2008, 09:10

ข้อมุลดีมากเลยคับ-emo9-

34

Guest
mr.mri @ 30 August 2008, 18:48

-emo9--emo7--emo8-

35

Guest
เอากันเถอะ @ 4 September 2008, 08:42

{^กูเด็กสด^}

36

Guest
เเพร;andice @ 15 September 2008, 12:50

ดีมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆค่ะ

37

Guest
เบส @ 29 January 2009, 13:27

แปป

38

Guest
arttis @ 12 June 2009, 11:22

คอทพิวเตอร์ผมซื้อมา45000เอง...
[b]>null[/b]-emo11-

39

Guest
kop @ 20 November 2009, 16:04

ต้นกำเนิดจริงๆ

40

Guest
คนบางคน @ 2 November 2010, 15:05

ขอบคุนคร้า ทำรายงานส่งครูได้แร้ว :)

นำเสนอโดย

foam    OS Reporter

Read: 15,790 Comment: 40